ข้าลืมตาขึ้นอีกครั้ง เมื่อยามเช้า ภาพแรกข้าเห็นคือ มือข้างหนึ่งที่สวมแหวนทองมีหัวแหวนคล้ายรูปเปลวเทียน ข้ามองไล่ขึ้นไป ก็พบว่า เจ้าของมือข้างนั้น เป็นชายวัยกลางคน ผิวเกรียมแดด ผมสีน้ำตาล ใบหน้าคมเข้ม เคราสีน้ำตาลตัดเล็มอย่างเรียบร้อย แต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดดำ นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง และกำลังมองดูข้าด้วยดวงตาสีเหล็กกล้า
(แผนที่อโยธยาจากภาพวาดของชาวต่างชาติ) เรือไวท์พีเจียน คริสต์มาสอีฟ ค.ศ.1683 ข้าเคยได้ยินเรื่องของอาณาจักรสยามมาก่อน จากปากของพ่อค้าและนักเดินเรือบางคนที่กลับมาจากตะวันออกไกล พวกเขาเล่าว่าที่นั่นคือ สวรรค์เขตร้อน อุดมไปด้วยเครื่องเทศ ทองคำและสาวงาม แต่บ้างก็เล่าว่า ที่นั่นคือดินแดนลึกลับของพวกนอกรีตที่ป่าเถื่อน ซึ่งใช้การลงทัณฑ์อำมหิตควบคุมผู้ใต้ปกครอง
คืนวันต่อมา ผมตัดสินใจหยิบหนังสือของไอ้มิคมาเปิดดู ที่จริง ผมเองก็ไม่อยากจะเปิดอ่านนักหรอก แต่นึกถึงคำพูดที่มันขอกับผมไว้ ก็เลยคิดว่าจะลองอ่านๆดูสักหน่อย พอไม่ให้ผิดคำพูด “…..ข้า..เหวี่ยงดาบไปยังลำคอขาวผ่อง..ของ..เด็กสาว..ก่อนกรงเล็บกระชากลงมาที่ใบหน้า…มองเห็นดวงตาทั้งสองเป็นสีดำมืดราวกลางคืน….เลือดสาดกระจาย….ผมสีทองสยาย….กับเสียงกรีดร้อง”
แม้ว่า ปกติ ผมจะเป็นคนที่ชอบใช้เวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือหลายชนิดโดยไม่เลือก ทว่า กับไอ้หนังสือปกหนังแบบโบราณ รุ่นก่อนการเปลี่ยนปกครอง ฝุ่นจับหนาเป็นนิ้ว ที่เพื่อนเก่าผมให้มาเล่มนี้คงต้องถือเป็นข้อยกเว้น…บอกตรง ๆ ว่า จนถึงตอนนี้ ผมก็ยังรู้สึกว่า ไอ้มิกซ์น่าจะได้หนังสือเล่มนี้มาจากร้านหนังสือเก่าแถวตลาดนัดจตุจักรมากกว่ามหานครลอนดอนอย่างที่มันอ้าง…
“ความฝันในวันวาน อาจไม่ได้กลายเป็นความจริงในวันนี้ แต่อย่างน้อย ก็ขอให้เรายังคงสุขใจทุกครั้งที่ได้นึกถึง ก็พอแล้ว” “น่าแปลกใจ ทั้ง ๆ ที่คนเราชอบเรื่องสุขมากกว่าเรื่องทุกข์ แต่ทำไม ความทรงจำที่มีให้กับความสุข มันมีน้อยนัก บางทีหากเราจดจำประสบการณ์ความสุขให้นานและมากกว่าที่เป็น ชีวิตคงรื่นรมย์ขึ้นอีกไม่น้อย”




