คู่ศึกสะท้านโลก ตอน อเล็กซานเดอร์มหาราช ปะทะ ฉินซีฮ่องเต้

จะเป็นอย่างไร หากผู้ยิ่งใหญ่ในโลกยุคโบราณมาเผชิญหน้ากัน ด้วยแสนยานุภาพที่เกรียงไกรของทั้งสองฝ่าย สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเรียกได้ว่า เป็นมหาศึกสะท้านโลก และต่อไปนี่คือการสร้างสถานการณ์สมมติว่า หากสิ่งนั้นเกิดขึ้น ผู้ใด ที่น่าจะกำชัยชนะ

ข้อมูลคู่ศึก

alexander_the_great

 

 

 

 

 

 

อเล็กซานเดอร์มหาราช  (ครองราชย์ 336–323 ก่อน ค.ศ.)

หาราชแห่งโลกตะวันตก ผู้พิชิตจักรวรรดิเปอร์เซีย ยึดครองอียิปต์และเมโสโปเตเมีย แผ่แสนยานุภาพในสามทวีป คือ ยุโรป เอเชีย และอาฟริกา นำทัพยาวนาน 13 ปี ข้ามทวีปจากยุโรปเข้าถึงเอเชีย เข้าถึงพรมแดนอินเดีย และส่งผ่านอารยธรรมจากกรีกเข้าสู่อินเดีย

อุปนิสัย: เหี้ยมหาญ มีความเป็นนักรบอย่างสูง โดยจะนำหน้าทหารในการรบแทบทุกสมรภูมิ   พระทัยร้อน แต่ประเมินสถานการณ์ศึกได้รวดเร็ว เวลาทำศึก มักจะทรงพุ่งเป้าโจมตีไปยังผู้นำทัพฝ่ายตรงข้าม เช่นในการศึกที่อิสซัสและกัวกาเมลา พระองค์ส่งนำกองทหารม้าพุ่งเข้าหาขบวนรถศึกของพระเจ้าดาริอุสแห่งเปอร์เซีย คู่ศึกของพระองค์ จนทำให้อีกฝ่ายเสียขวัญและหนีออกจากสนามรบ ทำให้กองทัพเปอร์เซียต้องพ่ายแพ้

อย่างไรก็ตาม หลายครั้งที่ทรงยึดถือความคิดของพระองค์เองเป็นใหญ่ จนไม่รับฟังคนรอบข้าง ทั้งยังทรงมีพระอารมณ์รุนแรง มีครั้งหนึ่ง ในงานเลี้ยง พระองค์ทรงดื่มสุราจนเกินขนาดและโต้เถียงกับแม่ทัพอาวุโสที่ชื่อ ไคลตัส ก่อนที่พระองค์จะบันดาลโทสะจนสังหารแม่ทัพผู้นั้นในงาน

 

Ying_Zheng

 

 

 

 

 

 

 

ฉินซีฮ่องเต้  (ครองราชย์  247  – 210 ก่อน ค.ศ.)

จอมจักรพรรดิองค์แรกแห่งแผ่นดินจีน ผู้ผนวกเจ็ดแว่นแคว้นรวมเป็นหนึ่ง ยุติสงครามระหว่างแคว้นที่ยาวนานกว่า 300 ปี ด้วยการทำศึกต่อเนื่องถึง 10 ปี และขยายพรมแดนพิชิตชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือและสยบชนเผ่าป่าเถื่อนดุร้ายทางใต้ กำเนิดอารยธรรมอันเป็นหนึ่งเดียวของจีนที่สืบต่อยาวนานกว่าสองพันปีและสร้างมหาปราการยักษ์ กำแพงหมื่นลี้อันยิ่งใหญ่

อุปนิสัย:เฉลียวฉลาด เยือกเย็น มีความเป็นนักปกครองที่เด็ดขาด แฝงด้วยความโหดเหี้ยม สามารถอดทนในสถานการณ์ที่กดดันได้ เมื่อจำเป็น โดยดูจาก เมื่อแรกที่ขึ้นครองราชย์ อำนาจในการบริหารตกอยู่ในมือของอัครมหาเสนาบดีหลี่ปู้เหว่ย ซึ่งดำเนินการบริหารตามใจชอบ โดยไม่สนใจองค์กษัตริย์ แต่ฉินหวางก็ทรงอดทนรอเป็นเวลาหลายปี จนเมื่อโอกาสมาถึง ก็ทรงกำจัดหลี่ปู้เหว่ยและถอนรากถอนโคนกลุ่มอำนาจเดิมจนหมดสิ้น  

เว่ยเหลียว อัครมหาเสนาบดีของพระองค์เคยวิจารณ์ไว้ว่า ฉินซีฮ่องเต้ เป็นคนที่จะอ่อนน้อมและรับฟังความคิดเห็นของทุกคน ทั้งยังแสดงตนเป็นผู้มีใจกว้างขวางได้ ตราบเท่าที่ยังไม่ทรงบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ แต่หากเมื่อใด ที่ทรงได้ตามที่ต้องการแล้ว ก็จะไม่รับฟังผู้ใดและจะกลายเป็นผู้ปกครองที่กดขี่อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ฉินซีฮ่องเต้ยังทรงมีความงมงายในเรื่องยาอายุวัฒนะ อย่างไม่ลืมหูลืมตา 

 *******************************************

กองทัพคู่ศึก

กองทหารฉินqin_cavalry

ติดอาวุธยาวคือ ขวานศึกผสมหอกด้ามยาว สามารถใช้แทงและฟันได้ในคราวเดียว  ส่วนอาวุธสั้นเป็นกระบี่สองคม ใช้ในการรบประชิด พร้อมโล่ไม้ผสมสำริด

สวมเกราะแผ่นทำจากสำริด ปิดส่วนหน้าอกและท้อง ไม่สวมหมวก  เสื้อที่สวมเป็นผ้าเนื้อหนามีคุณสมบัติรับแรงปะทะจากธนูได้ระดับหนึ่ง

qinwarrior

อาวุธยิงประกอบด้วยหน้าไม้และธนูยาว โดยธนูยาวอาจมีพิสัยการยิงไกลสุดถึง 400 เมตร ส่วนหน้าไม้แม้จะยิงได้ระยะน้อยกว่าและ ใช้เวลาในการยิงมากกว่าธนู แต่มีแรงทะลุทะลวงสูง สามารถทะลุผ่านเกราะได้

เชี่ยวชาญการจัดรูปขบวนศึก โดยเน้นการผสมผสานระหว่างทหารม้ากับทหารราบ ใช้ทหารม้าเป็นหัวหอกในการโจมตี และมีการยิงจากพลธนูหน้าไม้ช่วยเสริม โดยมีสัดส่วนทหารม้า ราวยี่สิบถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ของจำนวนทหารทั้งหมด ทหารม้าของกองทัพฉินถือได้ว่ามีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง เนื่องจากแคว้นฉินมีอาณาเขตติดดินแดนทางเหนือ และต้องรับมือกับกองทหารม้าของชนเร่ร่อนเผ่าซงหนูมานานนับร้อยปี ทำให้ต้องมีกองทหารม้าที่ทรงประสิทธิภาพ

กำลังพลของกองทัพฉินส่วนใหญ่ เกณฑ์จากชาวบ้านชาวนา โดยนำมาฝึกรบเป็นระยะ ลักษณะคล้ายกองกำลังรักษาดินแดน มีวินัยสูงในระดับหนึ่ง ขวัญกำลังใจขึ้นอยู่กับตัวแม่ทัพ โดยมาก หากกองบัญชาการแตก กองทัพทั้งหมดมักจะสลายไป อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้ายุคฉินซีฮ่องเต้ แคว้นฉินได้ทำการปฏิรูปกองทัพใหม่ จนทำให้กองทหารฉินมีวินัยเข้มงวดและมีการบังคับบัญชาที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพสูงเหนือกว่าแคว้นอื่นๆ

 

กองทหารมาสิโดเนีย

phalanx2

ติดอาวุธแหลนยาวห้าเมตร ใช้แทงสกัดจากระยะไกล อาวุธระยะประชิดเป็นดาบสั้นยาวสองฟุต ถือโล่กลมขนาดใหญ่ ทำจากแผ่นสำริดและไม้ มีความหนาและหนักป้องกันลูกธนูได้ดี ส่วนกองทหารม้า ใช้หอกยาวสามเมตรเป็นอาวุธ และใช้ดาบสั้นสำหรับต่อสู้ระยะประชิด

ทหารมาสิโดเนียทั้งทหารม้าและทหารราบ จะสวมเกราะสำริดแผ่นใหญ่ปิดส่วนท้อง อกและหลัง  ท่อนแขน และใส่หมวกเกราะ โดยหมวกเกราะ ทำจากสำริดทั้งแผ่นนำมาตีขึ้นรูปเป็นหมวก ทำให้มีประสิทธิภาพสูงมากในการป้องกันศีรษะและใบหน้าทั้งหมด 

อาวุธยิงเป็นธนูและสายสลิงยิงลูกหิน  โดยพิสัยการยิงของธนูมาสิโดเนียอยู่ที่ราว 200 เมตร ส่วนสลิงยิงลูกหิน แม้จะมีพิสัยยิงในระยะใกล้ไม่กี่สิบเมตร แต่มีความแม่นยำในจู่โจมเป้าขนาดเล็กเช่นศีรษะและสร้างบาดแผลรุนแรงถึงตายได้ในทันทีmacidonia2

กองทัพมาสิโดเนียมีสัดส่วนทหารม้า ต่อทหารทั้งหมดจะอยู่ที่ราวสิบเปอร์เซนต์ กำลังหลักจะอยู่ที่ทหารราบถือแหลนยาว โดยมีกลศึกสำคัญคือรูปขบวนฟาแลงค์จัดเป็นแนวเคลื่อนเข้าปะทะ มีความแข็งแกร่งเหมือนกำแพงหอก สามารถทิ่มแทงได้จากระยะไกล ยากที่ข้าศึกที่ตีฝ่า แต่ ข้อเสียคือช้า ขาดความคล่องตัว และอาจถูกโจมตีโอบล้อมจากด้านหลังได้ 

กำลังรบส่วนใหญ่เป็นทหารอาชีพ ระดมมาจากรัฐต่างๆ นำมาฝึกในแบบแผนเดียวกัน วินัยเป็นเลิศ ขวัญกำลังใจดีเยี่ยม มีความสามารถในการรบทั้งแบบเดี่ยวและกลุ่ม

***********************************************

สู่สมรภูมิ

war2

เหตุการณ์สมมติ  กองทัพมาสิโดเนียของอเล็กซานเดอร์มหาราช จำนวนไพร่พลห้าหมื่นนาย ได้เคลื่อนทัพมาเผชิญหน้ากับกองทัพราชวงศ์ฉินจำนวนเท่าๆกัน ที่นำโดยฉินซีฮ่องเต้ ยังทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทรายของดินแดนเอเชียกลาง ซึ่งลักษณะสมรภูมิดังกล่าว เป็นที่คุ้นเคยดีสำหรับทั้งกองทัพฉินและมาสิโดเนีย

ในการรบในท้องทุ่ง กองทัพมาสิโดเนียสามารถปรับขบวนได้อย่างเต็มที่ โดยใช้รูปขบวนฟาแลงค์ที่เป็นกลยุทธ์หลัก ขณะที่ฝ่ายฉินก็สามารถใช้กองทหารม้าที่แข็งแกร่ง สมทบโดยขบวนรถศึกได้อย่างเต็มที่เช่นกัน 

เมื่อสัญญาณการรบเริ่มขึ้น อเล็กซานเดอร์มหาราชทรงมีบัญชาให้กองทหารราบติดอาวุธแหลนยาวจัดรูปขบวนแบบฟาแลงค์หรือกำแพงหอก เคลื่อนพลเข้าหากองทัพฉินที่ ตั้งขบวนทัพแยกเป็น กองกลาง และปีกซ้าย ปีกขวา

โดยแผนรบของอเล็กซานเดอร์จะทรงให้ทหารเคลื่อนทัพกำแพงหอกเข้าทำลายแนวรบข้าศึกให้ปั่นป่วน จากนั้นจะใช้กองทหารม้าติดหอกยาวเข้าโจมตีกองบัญชาการข้าศึกเพื่อจู่โจมจับตัวแม่ทัพ

phalanx

ทางด้านฉินซีฮ่องเต้นั้น แม้จะไม่เคยทรงออกรบในแนวหน้า  แต่ก็ทรงมีความเยือกเย็นในสถานการณ์คับขัน เนื่องจากเคยทรงนำกองทหารปราบกบฏ ด้วยพระองค์เอง โดยในเวลานั้น ทรงวางแผนล่อให้พวกกบฏเข้าโจมตีขบวนเสด็จของพระองค์และทรงจัดกำลังพลซุ่มโจมตีตลบหลังพวกกบฏจนพ่ายแพ้

เมื่อทรงเห็นกองทัพข้าศึกเคลื่อนพลเข้ามา ฉินซีฮ่องเต้จึงทรงให้พลธนูยิงใส่จากระยะไกล แม้ธนูของฉินจะยิงได้ไกล แต่ไม่อาจสร้างความเสียหายให้กองทหารมาสิโดเนียที่สวมเกราะป้องกันส่วนต่างๆของร่างกายได้มากนัก จนเมื่อทัพมาสิโดเนียเข้ามาในระยะใกล้ พลหน้าไม้ฝ่ายจีนจึงทำการระดมยิง และสามารถสังหารกำลังรบของมาสิโดเนียได้จำนวนหนึ่ง ทว่าก็ถูกจู่โจมกลับโดยพลยิงลูกหินและธนูของมาสิโดเนียที่เคลื่อนตามมาในขบวนฟาแลงซ์ อย่างไรก็ตาม เสื้อผ้าเนื้อหนาของทหารฉินช่วยลดแรงปะทะจากธนูลงได้ แต่การที่ทหารฉินไม่สวมหมวกเหล็กก็ส่งผลให้ศีรษะตกเป็นเป้าของลูกหินได้ง่าย ทำให้พลหน้าไม้ของฉินต้องล่าถอยเข้าแนวรบ

เมื่อขบวนทัพฟาแลงค์เข้ามาใกล้ กองทหารฉินส่วนหนึ่งก็เคลื่อนเข้าปะทะ  ในการรบระยะประชิด แหลนยาวห้าเมตรของทหารมาสิโดเนียได้เปรียบทหารฉินที่ใช้ขวานศึกยาวสองเมตร จนทำให้แนวรบฝ่ายฉินเริ่มระส่ำระสาย อเล็กซานเดอร์ทรงใช้กลศึกที่เคยทำเมื่อครั้งทำศึกที่อิสซัสและกัวกาเมลาด้วยการบีบให้ข้าศึกต้องทุ่มกำลังเข้ารับการโจมตีของขบวนทัพกำแพงหอก จนทำให้การป้องกันกองบัญชาการอ่อนลง จากนั้น พระองค์ก็ทรงนำกองทหารม้าบุกเข้าโจมตี โดยมุ่งเข้าถึงที่ประทับของฉินซีฮ่องเต้

เมื่อเห็นทหารม้าข้าศึกเข้ามาใกล้ กองทหารม้าฉินก็ยกเข้าขัดขวาง ด้วยกำลังพลที่เหนือกว่าเกือบเท่าตัว อย่างไรก็ตาม ทหารม้าสิโดเนียเป็นทหารอาชีพที่ฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยม ทั้งยังมีขวัญกำลังใจสูงจากการที่องค์เหนือหัวของฝ่ายตนนำทัพมาเอง  ทำให้สามารถตรึงกำลังกับกองทหารม้าฉินที่มีจำนวนมากกว่าได้ และมีแนวโน้มจะตีกองทหารม้าฉินถอยร่นพร้อมกับรุกเข้าใกล้กองบัญชาการของฉิน

qinVSmacidon

ทว่าแม้ข้าศึกจะรุกเข้ามาใกล้ แต่ฉินซีฮ่องเต้ยังทรงประทับนิ่งอยู่ โดยมีเหล่าราชองครักษ์คอยห้อมล้อม และในขณะที่ขบวนทัพฉินกำลังจะแตกนั้นเอง ทหารม้าฉินอีกกองหนึ่งพร้อมกองรถศึกติดพลธนูยาวที่แยกกำลังออกจากทัพปีกขวาและซ้ายก็เข้าตีตลบหลังขบวนฟาแลงซ์และใช้หน้าไม้กับธนูยาวสังหารทหารมาสิโดเนียจากด้านหลัง จนทำให้เกิดความวุ่นวายเมื่อพวกมาสิโดเนียต้องพยายามหันกลับมารับศึก ทำให้แหลนยาวกลายเป็นเครื่องกีดขวาง  ทหารจำนวนมาก ต้องสละแหลน เปลี่ยนมาใช้ดาบสั้นเข้าปะทะจนเกิดความชุลมุน และในเวลานั้น  ทหารฉินก็เข้ารุมกระหนาบตี จนทำให้กองทัพมาสิโดเนียเริ่มปั่นป่วน

อเล็กซานเดอร์ที่ทรงเห็นสถานการณ์แปรเปลี่ยนไป จึงทรงเร่งนำกองทหารม้าตีฝ่าให้เข้าถึงผู้นำทัพฝ่ายตรงข้าม เพื่อหวังเผด็จศึก ทว่ากองทหารม้าฉินในยามนี้ ได้รับการสนับสนุนการยิงจากพลธนูรถศึก ได้ต้านทานการบุกของทัพม้ามาสิโดเนียเอาไว้ได้  ทหารม้าจำนวนมากถูกธนูและหน้าไม้ยิงได้รับบาดเจ็บล้มตาย แม้แต่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ก็ทรงได้รับบาดเจ็บจากหน้าไม้ จนในที่สุด ทัพของมาสิโดเนียก็เสียขบวน จนต้องเป็นฝ่ายล่าถอย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายฉินเองก็เสียหายไม่ใช่น้อยเช่นกัน จึงไม่ได้เร่งติดตามบดขยี้ 

ผลการรบ กองทัพฉินชนะ

ป ล. นี่เป็นเพียงการคาดคะเนของผู้แต่ง โดยใช้ข้อมุลประกอบจากประวัติศาสตร์  สำหรับท่านผู้อ่านใดมีความเห็นต่างจากนี้ สามารถ เสนอแนะมาได้ครับ

 

Related posts:

2 thoughts on “คู่ศึกสะท้านโลก ตอน อเล็กซานเดอร์มหาราช ปะทะ ฉินซีฮ่องเต้

  • กรกฎาคม 29, 2016 at 10:41 am
    Permalink

    สนุกครับ

    Reply
  • กรกฎาคม 29, 2016 at 12:08 pm
    Permalink

    ทางฝั่งกรีก ได้เปรียบด้านทรารราบ และการรบเป็นทีมเวิค

    ทหารม้าและอาวุธของจีนกินขาด ตอนนั้นทหารม้าของกรีกยังไม่มีอานม้าใช้เลยมั้ง
    แต่ทหารม้าของแคว้นฉินมีอานม้าแล้วแน่ๆ(ดูจากในหนัง)
    ส่วนดาบดูสารคดีใน youtube เขาบอกว่า ดาบที่พบในสุสานจิ๋นซี ผ่านไป 2000 ปียังคมอยู่เลย

    ถ้าสู้กันในสมรภูมิที่ราบโล่ง คิดว่าจีนชนะ ไม่ยาก

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)