คู่ศึกสะท้านโลก จักรวรรดิโรมันปะทะจักรวรรดิฮั่น

จะเป็นอย่างไร หากจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่แห่งโลกยุคโบราณมาเผชิญหน้ากัน ด้วยแสนยานุภาพที่เกรียงไกรของทั้งสองฝ่าย สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเรียกได้ว่า เป็นมหาศึกสะท้านโลก และต่อไปนี่คือการสร้างสถานการณ์สมมติว่า หากสิ่งนั้นเกิดขึ้น ผู้ใด ที่จะกำชัยชนะ

ข้อมูลคู่ศึก

RomanandHanEmpires

จักรวรรดิโรมัน (Roman Empire)

จักรวรรดิที่เรืองอำนาจที่สุดของโลกตะวันตกยุคโบราณ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากสาธารณรัฐโรมันแห่งคาบสมุทรอิตาลี ก่อนจะกลายเป็นจักรวรรดิโดยมีจักรพรรดิองค์แรกคือ ออกัสตัส หลานชายของจูลิอุส ซีซาร์ จอมทัพผู้พิชิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโรม และด้วยกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่โลกโบราณเคยรู้จัก ชาวโรมันได้ครอบครองดินแดนกว่าห้าล้านตารางไมล์ในสามทวีป จากทิศเหนือที่จรดป่าเขตหนาวของเยอรมันลงไปทางใต้ถึงทะเลทรายอาฟริกา จากตะวันตกที่จรดทางเหนือของเกาะบริเตนไปทางตะวันออกถึงปากแม่น้ำไทกริสยูเฟรติสในเอเชียไมเนอร์ พร้อมกับแผ่ขยายอารยธรรมไปทั่วดินแดนในปกครองจนกลายเป็นต้นแบบอารยธรรมของโลกตะวันตก

จักรวรรดิฮั่น (Han Empire)

จักรวรรดิอันเกรียงไกรของโลกตะวันออก ก่อตั้งโดย หลิวปัง อดีตหัวหน้ากบฏชาวนา ที่ขึ้นเป็นปฐมจักรพรรดิฮั่นเกาจู่ ผู้เข้าครอบครองดินแดนลุ่มน้ำฮวงโหและแยงซี หลังการล่มสลายของจักรวรรดิฉิน ก่อนที่ทายาทของพระองค์ จะสร้างความเป็นปึกแผ่นรุ่งเรืองให้กับจักรวรรดิอย่างต่อเนื่อง  จนถึงยุคของ จักรพรรดิฮั่นหวู่ตี้ มหาราชแห่งจักรวรรดิฮั่น พระองค์ได้สร้างแสนยานุภาพของกองทัพจนยิ่งใหญ่ ยากจะหาผู้ทัดเทียม ทำให้จักรวรรดิได้ ขยายอิทธิพลสู่ ทุ่งสเตปป์ในมองโกเลีย คาบสมุทรเกาหลี ทะเลทรายเอเชียกลาง  และป่าดึกดำบรรพ์ของอินโดจีน จนครอบครองดินแดนกว้างใหญ่เกือบหกล้านตารางไมล์ พร้อมกับหล่อหลอมชนหลายเชื้อชาติ ให้ร่วมอยู่ในอารยธรรมเดียวกัน ที่สืบทอดยาวนานมาจนถึงปัจจุบันนี้

ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

จูเลียส ซีซาร์

ceasarc

มีชีวิตอยู่เมื่อ 100 – 44 ปี ก่อน ค.ศ. เป็นนักการเมืองและนักการทหารที่เฉลียวฉลาด มีความสามารถในการใช้วาทะจูงใจคน มีความเชี่ยวชาญอย่างสูงในการวางแผนการรบและควบคุมกองทัพ โดยนำกองทัพโรมันเข้าพิชิตดินแดนต่างๆเช่น  แคว้นกอล บริเตน  อียิปต์และเอเชียไมเนอร์  จนมีวลีกล่าวว่า ข้ามา ข้าเห็น ข้าพิชิต เป็นจอมทัพผู้พิชิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโรมและเป็นผู้วางรากฐานให้กับจักรวรรดิโรมัน ที่ก่อกำเนิดขึ้นหลังมรณกรรมของเขา โดยคำว่า ซีซาร์ ซึ่งเป็นชื่อของเขา ถูกนำไปใช้เป็นคำเรียก จักรพรรดิของจักรวรรดิโรมันทุกพระองค์ อีกทั้งคำว่า ซีซาร์ ยังถุกนำไปใช้เรียกผู้นำของจักรวรรดิเยอรมันว่า ไกเซอร์ และจักรวรรดิรัสเซียในชื่อ ซาร์ อีกด้วย ในบั้นปลายชีวิตของซีซาร์ เนื่องจากความที่เชื่อมั่นในอำนาจของตนเองมากเกินไป จนไม่ระวังตัวทำให้ถูกคนใกล้ชิดวางแผนลอบสังหารจนสิ้นชีพ

จักรพรรดิฮั่น หวู่ตี้

wudi

พระนามเดิมว่า หลิวเช่อ มีพระชนม์ชีพอยู่เมื่อ 156 -87 ปีก่อน ค.ศ. ครองราชย์ 141 – 87 ปี ก่อน ค.ศ. เป็นพระราชโอรสของจักรพรรดิฮั่นเหวินตี้  พระองค์ทรงมีความสามารถในการบริหาร และใส่พระทัยในการสร้างแสนยานุภาพของกองทัพ แม้จะไมไ่ด้ทรงบัญชาการรบด้วยพระองค์เอง แต่ก็ทรงมีแม่ทัพที่เข้มแข็งหลายคน ทรงปราบปรามเหล่าเจ้าราชวงศ์ที่ก่อกบฎ จากนั้นจึงส่งทัพใหญ่เข้าทำศึกกับชนเร่ร่อนซงหนูและพิชิตดินแดนกว้างใหญ่ในเอเชียกลาง พระองค์ทรงเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการค้าโดยเฉพาะการค้ากับต่างประเทศผ่านเส้นทางการค้าที่เรียกว่า เส้นทางสายไหม ซึ่งเชื่อมระหว่างเอเชียและยุโรป  ทั้งส่งทัพไปกำราบดินแดนในคาบสมุทรเกาหลีและทางเหนือของอินโดจีน จนทำให้จักรวรรดิฮั่นแผ่ขยายอาณาเขตไปกว้างไกล ถือเป็นมหาราชที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ฮั่น ทว่าในบั้นปลายพระชนม์ชีพ ทรงหลงเชื่อขุนนางโฉด จนสั่งประหารรัชทายาทล้างครอบครัว ทั้งทรงงมงายในการหายาอายุวัฒนะจนเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต จักรวรรดิจึงเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะกลับคืนสู่ความสงบ

กองทัพ

กองทัพโรมัน

legion

ประกอบด้วย กองทหารโรมัน และ ทหารกองหนุน

“กองทหารโรมัน”

แต่เดิม ทหารโรมันเป็นทหารเกณฑ์ ที่เรียกใช้เฉพาะยามสงคราม อาวุธและชุดเกราะเป็นแบบเดียวกับกรีก ต่อมา มีการปฏิรูปกองทัพ ใช้การรับสมัครแทนการเกณฑ์ ทั้งยังปรับปรุงเสื้อเกราะใหม่ ทำจากเหล็ก ซึ่งทหารเหล่านี้จะมีเงินเดือนและบำนาญหลังเกษียณ นอกจากนี้ทางกองทัพยังตั้งโรงงานผลิดอาวุธและเสื้อเกราะขายให้ทหารในราคาถูกด้วย โดยในยุคที่เข้มแข็งที่สุด ทหารโรมันจะสวมเกราะแผ่นทำจากเหล็กดัดโค้งประกอบเป็นส่วนๆคล้ายเกราะแมลง เรียกว่า ลอริกา เซกเมนเตตา ซึ่งทำให้มีความคล่องตัวสูงในการรบ ทั้งง่ายสำหรับการซ่อมแซมหากแตกหักเสียหาย นอกจากนี้ยังมีหมวกเหล็กสำหรับป้องกันใบหน้าและทุกส่วนของศีรษะด้วย

ทหารเดินเท้าโรมันถือโล่ไม้สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่หนา หนัก หุ้มหนังและอัดกรอบเหล็ก ไว้ป้องกันตัว ติดอาวุธแหลนเบา สำหรับขว้าง และมีหอกยาวสำหรับรบระยะห่าง และใช้ดาบสั้นที่เรียกว่า กลาดิอุส ในระยะประชิด กองทหารเดินเท้าของโรมันเป็นทหารเดินเท้าที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกยุคโบราณหรือแม้แต่ในยุคกลาง โดยมีระเบียบวินัยดีเยี่ยม ชำนาญในการจัดรูปขบวนทัพแบบต่างๆ เช่นขบวนรูปเพชร รูปสี่เหลี่ยม โดยเฉพาะกลยุทธ์หลังเต่าที่สามารถใช้ในการเข้าจู่โจมท่ามกลางห่าธนูที่ข้าศึกยิงมาได้ นอกจากนี้ ยังมีอีกยุทธวิธีหลักที่ชาวโรมันนิยมใช้ คือ การจัดแนวปะทะแบบเกล็ดปลาสำหรับผลัดกันเข้าโจมตี เพื่อให้ข้าศึกอ่อนแรงและสงวนกำลังรบฝ่ายตน 

testudo

ทหารม้าชาวโรมัน แต่งกายคล้ายทหารราบ แต่จะใช้โล่รูปวงรีที่มีขนาดเล็กกว่า ติดหอกยาวสำหรับจู่โจม และดาบยาวสำหรับโจมตีจากหลังม้า อย่างไรก็ตาม ทหารม้าชาวโรมันไม่มีโกลนม้า ทำให้การบังคับม้าไม่คล่องตัวมากนัก ดังนั้นตามปกติ กองทัพโรมันจึงมักเรียกเกณฑ์ทหารม้ามาจากชนชาติอื่น ๆ ในปกครองที่มีความชำนาญในการขี่ม้ามากกกว่า มาใช้งานแทน

กองทหารชาวโรมันเป็นทหารอาชีพ มีการฝึกฝนอย่างหนักและต่อเนื่อง มีระเบียบวินัยสูง อีกทั้งชาวโรมันยังมีนิสัยสู้รบอย่างดุเดือดและเหี้ยมหาญ ขณะเดียวกันทหารเหล่านี้ก็มีทักษะในความรู้ด้านต่างๆเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการก่อสร้าง สามารถสร้างป้อมค่ายและอาวุธยิงได้รวดเร็ว หรือแม้แต่เมืองทั้งเมือง หากจำเป็น ก็สามารถสร้างได้

romansoldier

 ทหารราบโรมัน กับทหารม้าต่างด้าว

“ทหารกองหนุน”

ทหารกองหนุนเป็นทหารที่มาจากชนชาติต่างๆในปกครอง โดยนักรบต่างด้าวที่มาสมัครรบให้กับโรม จะได้สิทธิการเป็นพลเมืองโรม หลังประจำการ 20 -25 ปี ซึ่งทหารต่างด้าวจะมีเครื่องแต่งกายที่ต่างจากพลทหารชาวโรมัน โดยจะสวมเสื้อยาวและใส่เกราะโซ่ถัก

เนื่องจากกองทัพโรมันมีจุดอ่อนในเรื่องของพลธนูและทหารม้า ดังนั้นในยุคที่โรมรุ่งเรืองถึงขีดสุด จึงได้มีการนำเอานักรบจากชนชาติต่าง ๆ ที่เชี่ยวชาญในทักษะเหล่านี้มาเสริมทัพ เช่น

romanau                                พลธนูเลแวนต์                ทหารต่างด้าว                       ทหารม้าซามาเธียน

พลธนูที่เรียกเกณฑ์มาจากเลแวนต์ ในแถบเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันตกบริเวณซีเรีย เลบานอน ซึ่งใช้ธนูวัสดุผสม ยิงได้ไกลเกือบสามร้อยเมตร สวมเกราะโซ่ถัก สำหรับป้องกันตัว 

germanic

นักรบชาวเยอรมัน ไม่สวมเสื้อ ถือโล่ไม้อันใหญ่ และใช้หอก กับขวานขนาดใหญ่ ที่แม้จะล้าหลัง ในด้านอาวุธ แต่ก็มีพละกำลังมาก ดุร้ายและเชี่ยวชาญการรบแบบกองโจร ทั้งยังมีรูปร่างใหญ่โตและท่าทางที่น่าหวาดกลัวยามปรากฏตัวในสนามรบ

celt

ทหารม้าเบาชาวกอลจากยุโรปตะวันตกและทหารม้านูมิเดียจากอาฟริกา ติดอาวุธหอกยาวและดาบยาว ทหารม้าเหล่านี้ไม่สวมเกราะ ใช้เพียงโล่ป้องกัน และยังไม่มีโกลนม้าใช้ แต่มีทักษะในการบังคับม้าที่ดี ทำให้รบบนหลังม้าได้คล่องตัว ทว่าการไม่สวมเกราะ ทำให้มีโอกาสตกเป็นเหยื่อของลูกธนูและเสียเปรียบในการรบระยะประชิด

พลม้าหนักซามาเธียน ซึ่งเกณฑ์มาจากแถบยุโรปตะวันออก เป็นทหารม้าที่สวมเกราะหนาหนักทั้งม้าและคน ติดแหลนยาวและกระบองรบ มีบางส่วนใช้ธนูวัสดุผสม ทแต่โดยมากจะใช้กลยุทธ์พุ่งเข้าชาร์จให้ฝ่ายตรงข้ามเสียขบวน ก่อนทำลายล้าง หารม้าซามาเธียนมีโกลนเดี่ยวสวมที่เท้า ทำให้สามารถทรงตัวบนหลังม้าและบังคับม้าได้อย่างดีเยี่ยม อย่างไรก็ตาม เสื้อเกราะที่หนาหนัก ทำให้นักรบเหล่านี้ แทบจะลุกไม่ขึ้น หากพลัดตกจากหลังม้าระหว่างการรบ

catapult

กองทัพโรมันจะมี อาวุธยิง สำหรับเคลื่อนติดตามกองทหาร ประกอบด้วยบาลิสตาหรือหน้าไม้ยักษ์ที่ใช้ยิงทำลายแนวรบข้าศึก และคาตาพลัสหรือเครื่องยิงหิน ซึ่งใช้ยิงหินและลูกไฟทำลายป้อมค่าย

ballista

 

กองทัพฮั่น

hansoldierทหารหุ้มเกราะ ทหารราบ และพลหน้าไม้

ทหารเดินเท้าของจักรวรรดิฮั่นแต่งกายคล้ายทหารฉิน ทว่าเปลี่ยนจากการใช้สำริดในการทำเสื้อเกราะและอาวุธมาเป็นเหล็กและในบางครั้งก็เป็นเหล็กกล้า โดยทหารเดินเท้าจะสวมเกราะแผ่นปิดอกและท้อง ใส่หมวกทำจากหนัง กำลังพลส่วนใหญ่ติดอาวุธหอกยาวมีขอเกี่ยวสำหรับสู้กับทหารม้า และใช้ดาบหนาหนัก กับกระบี่ สำหรับการรบระยะประชิด มีโล่ไม้ขนาดกลางหุ้มด้วยหนัง สำหรับป้องกันตัว  

พลธนูชาวฮั่นสามารถยิงได้ไกลสี่ร้อยเมตร ส่วนหน้าไม้มีระยะหวังผลไม่เกินสองร้อยก้าว กำลังแรงของหน้าไม้สามารถยิงเจาะเกราะได้  

hancavalry

พลม้าเบา สู้กับทหารม้าซงหนู

ในยุคจักรวรรดิฮั่น ภัยคุกคามมาจากชนเผ่าเร่ร่อนบนหลังม้าที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้านอกแนวกำแพงยักษ์ พวกนักรบบนหลังม้าเหล่านี้ว่องไว จู่โจมรวดเร็ว ทำให้ฝ่ายราชวงศ์ฮั่นต้องปรับตัวให้รับมือกับพวกนี้ จึงพัฒนากองทัพม้าที่มีแสนยานุภาพ โดยทหารม้าอาวุธเบาของฮั่นจะใช้ธนูวัสดุผสม สวมเกราะน้อยชิ้น ทำให้ สามารถจู่โจมรุกไล่ติดตามชนเผ่าเร่ร่อนได้  ส่วนทหารม้าหนักสวมเกราะและหมวกเหล็ก ติดอาวุธทวนยาว สามารถรุกรบจากระยะไกล ทั้งเข้าชาร์จข้าศึกได้ นอกจากนี้ ทหารม้าฮั่นยังมีโกลนม้าใช้ ทำให้คล่องตัวในการจู่โจมมากขึ้น โดยโกลนของทหารฮั่นเป็นโกลนเดี่ยวเชื่อมกับส่วนของอานม้า สำหรับสวมส่วนบนของเท้าคนขี่

hancatapract

ทหารม้าหนักฮั่น

สำหรับอาวุธยิง เครื่องเหวี่ยงหินของจีนในยุคจักรวรรดิฮั่น มีขนาดใหญ่กว่าและมีอานุภาพเหนือกว่าของโรมัน ในยุคเดียวกันโดยสามารถยิงก้อนหินได้ไกลกว่าและหนักกว่า ทำให้มีประสิทธิภาพสูงในการโจมตีป้อมปราการ

trebuchet

ทหารฮั่นส่วนใหญ่เป็นทหารเกณฑ์ ที่นำมาฝึกเป็นระยะ มีลักษณะคล้ายกองกำลังรักษาดินแดน  และเข้าประจำการเป็นช่วงๆ โดยระหว่างประจำการจะมีเบี้ยหวัดและเสบียงจ่ายให้ นอกจากนี้ยังมีทหารอีกกลุ่มซึ่งเป็นทหารที่มีการฝึกฝนเป็นพิเศษและเข้าประจำการตลอดเวลา นั่นคือกองทหารรักษาพระองค์  

ในการรบ ผู้บัญชาการของฮั่นเชี่ยวชาญในการแปลงขบวนทัพหรือที่เรียกว่าค่ายกล ทั้งสำหรับเข้าจู่โจมและตั้งรับ สำหรับในการโจมตีโดยทั่วไป จะใช้ทหารม้าหนักเข้าชาร์จเพื่อทำลายแนวรบข้าศึก โดยมีทหารม้าธนูเป็นปีกโจมตีจากสองข้าง ส่วนทหารราบจะเข้าสนับสนุน 

เปรียบเทียบสองฝ่าย

ชาวโรมันเป็นชนชาตินักรบ ชื่นชมในความกล้าหาญและเสียสละ ทหารโรมันนอกจากจะมีวินัยเป็นเลิศและห้าวหาญดุดันแล้ว ยังมีความคิดริเริ่มของตนเอง สามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ดี นับว่ามีความเป็นทหารเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ ชาวโรมันยังไม่ย่อท้อต่อความพ่ายแพ้ พวกเขามีคติว่า โรมันอาจแพ้ในการรบบางครั้ง แต่จะไม่แพ้สงคราม ทว่าการที่ชนหลายชาติหลายภาษาในกองทัพอาจส่งผลให้เกิดความไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และอาจสับสนในเรื่องการสั่งการบ้าง

romantroop

สำหรับชาวจีนนั้น นับแต่เริ่มสร้างอารยธรรม ชาวจีนต้องทำสงครามนับครั้งไม่ถ้วน ทว่าระยะเวลาที่โหดร้ายที่สุด คือ ยุคสงครามระหว่างแคว้น ในสมัยราชวงศ์โจวตะวันออก ซึ่งบรรดาแคว้นต่าง ๆ ร่วมพันแคว้นที่อยู่ในปกครองของราชวงศ์โจวต่างตั้งตนเป็นอิสระ ทำสงครามกันเอง จนเกิดสงครามแทบทุกวันยาวนานกว่าสี่ร้อยปี ยุคดังกล่าวแม้จะบ่มเพาะนักการทหารที่เก่งกาจและเทคโนโลยีสงครามใหม่ๆ ทว่าสงครามกลางเมืองทำให้ประชาชนเห็นความเลวร้ายของสงครามและเกิดความหวาดกลัว ชิงชัง  ชาวจีนจึงเชื่อในแนวคิดของการอยู่อย่างสันติ หลีกเลี่ยงการรบถ้าทำได้ และเน้นสงครามป้องกันมากกว่ารุกราน ซึ่งแนวคิดดังกล่าวถ่ายทอดชัดเจนมาถึงยุครุ่งเรืองของราชวงศ์ฮั่นด้วย

ผิดกับชาวโรมันในยุครุ่งเรือง ที่มองว่าสงครามคือโอกาสไขว่คว้าเกียรติยศ ความมั่งคั่ง ทำให้ฃโรมันมักเป็นฝ่ายยกทัพเข้ารุกรานดินแดนต่าง ๆ เพื่อกวาดต้อนทรัพยากรและความมั่งคั่งของอาณาจักรเหล่านั้นมาเป็นของตน

นอกจากนี้กำลังพลหลักของชาวจีนในจักรวรรดิฮั่นยังเป็นทหารเกณฑ์ซึ่งจะถูกเรียกมารับการฝึกและเข้าประจำการเป็นระยะ ขณะที่โรมันเป็นทหารอาชีพที่ฝึกฝนอย่างหนักและเข้าประจำการตลอดเวลา

ข้อดีของระบบทหารแบบฮั่นคือสามารถระดมพลได้มากแทบจะเท่าจำนวนพลเมืองชายที่จับอาวุธได้ทั้งหมด ขณะที่โรมันจะมีทหารจำนวนน้อยกว่าเนื่องจากข้อจำกัดของค่าใช้จ่ายและปัญหาด้านกำลังแรงงาน ทว่าหากเทียบความสามารถแบบตัวต่อตัวแล้ว ทหารโรมันจะอยู่เหนือกว่า

ทว่าฝ่ายฮั่นก็มีเทคโนโลยีหลายอย่างที่เหนือกว่าโรมัน เช่นหน้าไม้และธนูที่ยิงได้ไกลกว่าและแม้จะไม่รู้จักไฟกรีก แต่ฮั่นก็มีเครื่องยิงหินที่ยิงได้แรงกว่า ไกลกว่าโรมัน ทั้งจักรวรรดิฮั่นยังมีกองทัพม้าขนาดมหึมา เกือบครึ่งของกำลังรบทั้งหมดในการรบแต่ละครั้งขณะที่โรมันจะมีสัดส่วนทัพม้าต่อกำลังพลทั้งทัพราวสิบถึงยี่สิบเปอร์เซนต์เท่านั้น

แม่ทัพของโรมันมักเชื่อในความสามารถของทหารและเชื่อว่าความคิดริเริ่มของผู้ใต้บังคับบัญชามีประโยชน์มากในสนามรบ ขณะที่แม่ทัพจีนไม่เชื่อในความคิดริเริ่มของผู้ใต้บังคับบัญชา เนื่องจากพิชัยสงครามของจีนเน้นการรวมศูนย์การตัดสินใจและการวางแผนทั้งหมดทุกขั้นตอนไว้ที่ผู้บังคับบัญชาเป็นหลัก กล่าวได้ว่าหากแผนที่วางไว้ คลาดเคลื่อนผิดพลาดจากที่คาดการณ์ กองทัพย่อมเสี่ยงที่จะพ่ายแพ้ยับเยิน 

เปิดศึก

wudiceasar

สถานการณ์จำลอง

กองทัพโรมันหนึ่งแสนภายใต้การนำของชีชาร์ยกเข้าสู่เขตป่าสนและทุ่งหญ้าของหุบเขาโอเอซิสขนาดมหึมา ที่อยู่ตรงกึ่งกลางเส้นทางสายไหมเพื่อหมายยึดชัยภูมิที่จะควบคุมเส้นทางการค้านี้

เมื่อทราบข่าวศึก ฮั่นหวู่ตี้ซึ่งกำลังเสด็จประพาสอาณาเขตทางทิศตะวันตก จึงเสด็จนำทัพเข้าขับไล่ทัพโรมัน โดยทรงนำทหารรักษาพระองค์ห้าหมื่นนายสมทบกับกองทหารภูมิภาคโดยแยกเป็นทหารม้าห้าหมื่นและทหารเดินเท้าห้าหมื่นเข้าทำสงคราม พร้อมกับทรงให้ม้าเร็วไประดมพลจากกองทัพส่วนอื่นมาหนุน  

ฮั่นหวู่ตี้ทรงให้ทหารม้าหนึ่งหมื่นเป็นกองหน้าเข้าหยั่งศึกและได้ปะทะกับทหารโรมันหนึ่งกองพลที่เป็นกองหน้า โดยกองทัพม้าฮั่นเปิดฉากโจมตีด้วยการใช้ธนูระดมยิง และสังหารทหารโรมันได้ส่วนหนึ่ง ก่อนที่ฝ่ายโรมันจะจัดขบวนหลังเต่าเพื่อสู้กับพายุลูกธนู และใช้แหลนพุ่งเข้าใส่ แต่ก็ไม่อาจทำอะไรทหารม้าที่ว่องไวได้

หลังระดมยิงด้วยธนูแล้ว ฝ่ายฮั่นจึงส่งกองหทารม้าหนักพุ่งเข้าชาร์จหมายทำลายกระบวนทัพข้าศึก แต่ก็ไม่อาจทำลายกำแพงโล่ที่แข็งแกร่งได้ ทั้งยังถูกฝ่ายโรมันใช้โล่ใหญ่กระแทกจนล้มทั้งม้าและคน ทำให้ถูกสังหารลงไปไม่น้อย ฝ่ายฮั่นจึงใช้เชือกผูกตะขอเหวี่ยงไปติดกับโล่โรมันและให้ทหารม้ากระชากโล่ออก จนเกิดช่องว่าง ก่อน ยิงด้วยธนูและหน้าไม้ ทำให้ทหารโรมันบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก แต่พวกที่เหลือก็ยังปักหลักสู้และปรับขบวนตั้งโล่ประชิดอีกครั้ง แม้จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างมาก

romanforce

แต่ในขณะที่ฝ่ายกองพลโรมันกำลังจะแตกพ่ายนั้นเอง ทหารม้าหนักซามาเธียนและทหารม้านูมิเดียกับกอลนับพันก็ตามมากู้สถานการณ์เข้าปะทะกองทหารม้าฮั่นและผลักดันออกไป เปิดโอกาสให้กองพลทหารโรมันที่เหลือกำลังพลราวสองในห้าส่วน ล่าถอยมาได้

หลังทราบข่าวการสูญเสียอย่างหนักในการปะทะครั้งแรก จูเลียส ซีซาร์ได้สั่งให้ระดมทหารทั้งหมดเร่งสร้างแนวปราการโดยขุดคูกั้นทัพม้าและวางหลุมดักกระจายตลอดแนวหน้าค่าย พร้อมนำเครื่องยิงหินและหน้าไม้ยักษ์ติดตั้งบนเชิงเทิน ซึ่งด้วยความสามารถของทหารโรมันในการก่อสร้าง ทำให้การสร้างปราการเป็นไปอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ในวันที่สี่ ฮั่นหวู่ตี้ที่ร้อนพระทัยและฮึกเหิมต้องการกำจัดกองทัพต่างแดนก็ทรงนำกองทัพฮั่นมาถึง ขณะที่ฝ่ายโรมันยังสร้างค่ายและติดตั้งอาวุธยิงได้เพียงร้อยละเจ็ดสิบ

แม้ค่ายจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่แนวปราการที่มหึมา ก็ทำให้กองทัพฮั่นตกตะลึง ด้วยไม่คาดคิดว่าข้าศึกจะสามารถสร้างค่ายที่ใหญ่โตได้ในเวลาอันสั้น ทว่าฮั่นหวู่ตี้ยังทรงมั่นพระทัยในความเข้มแข็งของกองทัพอันเกรียงไกร จึงทรงมีรับสั่งให้บุกโจมตีทันที 

Roman_Forts

ทหารม้าฮั่นที่บุกเป็นกองหน้า ได้พลัดตกหลุมขวากและบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก ทำให้พวกที่ตามมา ต้องเคลื่อนทัพช้าลงอย่างระมัดระวังขึ้น ขณะที่กองทหารเดินเท้าโรมันและทหารกองหนุนได้ออกมาจัดขบวนทัพสามแนวที่ลานด้านหน้าค่าย 

คูดักทัพม้าของโรมัน ทำให้ฝ่ายฮั่นต้องปรับกลยุทธ์เปลี่ยนให้ทหารเดินเท้าเป็นทัพหน้าเข้าโจมตี ทหารเดินเท้าบุกข้ามคู ขณะที่ฝ่ายโรมันเคลื่อนแนวเข้าปะทะ กองทัพฮั่นตั้งแนวระดมยิงธนูและหน้าไม้เข้าใส่ทหารโรมัน แต่ก็ถูกพลธนูเลแวนต์ของโรมันที่อยู่บนเชิงเทินยิงโต้ตอบ ทั้งโรมันได้ใช้หน้าไม้ยักษ์ที่ติดตั้งแล้วบางส่วน ยิงใส่กองธนูของทัพฮั่นจนทำให้ไม่อาจยิงฝ่ายโรมันได้ถนัด ยามนั้นทหารราบสองฝ่ายก็ได้เข้ารบในระยะประชิดอย่างดุเดือด โดยทหารม้าฮั่นบางส่วนได้ลงจากหลังม้าและเข้าร่วมการโจมตีด้วย 

แม้กองทัพฮั่นจะมีขวัญกำลังใจดีและเข้มแข็งในการรบ แต่ฝ่ายโรมันที่มีแนวปราการของตนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ก็ทำให้ได้เปรียบกองทัพฮั่น จากการใช้พลธนูและอาวุธยิงที่ซ่อนหลังที่กำบัง คอยยิงเข้าใส่ทหารฮั่น

เมื่อทรงทอดพระเนตรดังนั้น ฮั่นหวู่ตี้จึงทรงให้ทหารนำเครื่องเหวี่ยงหินเข้ามา และหลังจากใช้เวลาครู่หนึ่ง เครื่องเหวี่ยงหินกว่าห้าสิบก็ติดตั้งเรียบร้อยและเริ่มระดมยิงหินใส่แนวค่ายโรมันทันที 

ก้อนหินยักษ์นับสิบถูกเหวี่ยงเข้าใส่ค่ายโรมัน ทำลายป้อมและแนวเชิงเทิน สังหารพลธนูและทำลายอาวุธยิงลงไปเป็นจำนวนมาก ขณะที่กองทหารฮั่นสามารถใช้ธนูและหน้าไม้ได้เต็มที่อีกครั้ง  จนพวกโรมันต้องบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่พวกที่เหลือก็ยังปักหลักสู้ไม่ยอมถอย  

ทันใดนั้น กองทหารม้าโรมัน กอล นูมิเดียและซามาร์เธียนก็ออกมาจากประตูค่ายอีกทางและเข้าโจมตีกองทหารฮั่น ฝ่ายฮั่นส่งทัพม้าเข้าสกัดจนปะทะกันอย่างดุเดือด พร้อมกันนั้นเอง นักรบเยอรมันนับพันที่ออกมาแฝงตัวอยู่หลังพุ่มไม้นอกค่าย ก็โห่ร้องดุดัน ก่อนกรูออกมาฆ่าฟันกองทหารฮั่นที่ประจำเครื่องเหวี่ยงหินromanhan2

รูปร่างหน้าตาของพวกเยอรมันสร้างความตื่นตระหนกกับทหารฮั่น จนเกิดระส่ำระสาย เนื่องจากชาวจีนไม่เคยเห็นชาวป่าท่าทางดุร้ายน่ากลัวแบบนี้มาก่อน ทำให้การโจมตีด้วยเครื่องเหวี่ยงหินต้องหยุดลง ขณะที่กองพลทหารราบโรมันได้โต้กลับจนผลักดันทหารฮั่นออกห่างจากแนวค่าย ฮั่นหวู่ตี้จีงทรงให้ทหารรักษาพระองค์อีกกองหนึ่งเข้ารบต้านเอาไว้

ขณะนั้นเอง เครื่องยิงหินของโรมันก็ยิงลูกไฟ เข้าใส่แนวรบของทัพฮั่น จนทำให้ระส่ำระสายมากยิ่งขึ้น ในที่สุด กองทัพฮั่นจึงต้องเป็นฝ่ายล่าถอยออกจากสมรภูมิ ทว่าแม้จะรักษาค่ายไว้ได้ แต่ฝ่ายโรมันก็สูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมาก และซีซาร์ได้ประเมินว่า หากข้าศึกนำกำลังที่เหนือกว่า เข้ามาโจมตีอีก คงยากจะรับมือ จึงมีคำสั่งให้ถอนกำลังออกจากค่ายในวันรุ่งขึ้น

เคล็ดลับในชัยชนะของโรมัน อยู่ที่การใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมสงครามอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการสร้างป้อมค่ายที่แข็งแรงและมีประสิทธิภาพในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อสนับสนุนการรบของกองทหาร นอกจากนี้ ทหารโรมันซึ่งเป็นทหารอาชีพและเป็นชนชาตินักรบที่ดุดันเหี้ยมหาญ ยังมีความมุ่งมั่นในการต่อสู้ เหนือกว่าทหารชาวฮั่นที่มีพื้นฐานแนวคิดรักสงบ สันติ  ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า แม้ฝ่ายฮั่นจะมีเทคโนโลยีทางอาวุธบางอย่างที่เหนือกว่าระดับหนึ่ง เช่น ธนู หน้าไม้ อาวุธยิงขนาดใหญ่ แต่สุดท้าย เมื่อเป็นการรบในแบบประชิดด้วยกำลังพลที่เท่ากัน ความเหี้ยมหาญและจิตใจที่มุ่งมั่นในการสู้รบ รวมทั้งความเป็นทหารอาชีพ ย่อมเป็นกุญแจสู่ชัยชนะได้

**********************************************

ปล. นี่เป็นความเห็นส่วนตัว ของผู้เขียน โดยใช้ข้อมุลประกอบจากหลายด้าน ซึ่งอาจไม่ตรงกับความเห็นของผู้อ่านท่านอื่น ๆ หากท่านใดมีความคิดเห็นประการใด สามารถนำเสนอมาได้ โดยทางผู้เขียนพร้อมน้อมรับ

 

Related posts:

7 thoughts on “คู่ศึกสะท้านโลก จักรวรรดิโรมันปะทะจักรวรรดิฮั่น

  • สิงหาคม 8, 2016 at 7:41 pm
    Permalink

    สนุกดีครับเป็นอันว่าศึกครั้งนี้ ฝ่ายโรมันชนะ เพราะสามารถผลักดันทหารของ จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ออกจากพื้นที่ได้ แต่สำหรับผมแล้ว ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไหร่ และมองว่าให้ฝ่ายจีนชนะ เพราะ
    1. ในเรื่องของทหารม้า ดังที่กล่าวไว้ในข้างต้น ว่าจำนวนทหารม้าของทัพฮั่นนั้นมีประสิทธิภาพสูงกว่า เพราะมีโกลนเป็นตัวช่วย ในขณะที่ทัพม้าของโรมันมีแต่พวกชนเผ่าที่ใช้ชีวิตบนหลังม้า ก็จริงแต่บังคับม้าได้ไม่คล่องนัก ยกเว้นทหารม้าซาร์มาเทียน แต่ก็ถือเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับทหารจีนม้าทั้งทัพ ซึ่งทหารม้าจีนไม่น่าจะถอยร่นได้
    2. สืบเนื่องจากข้อแรก เรื่องการชาร์จทหารม้าของจีน หากทหารโรมันไม่ใช่ซุปเปอร์แมน ทหารโรมันสมควรละลายไม่ใช่น้อย การผลักดันแทบจะกลายเป็นเรื่องฝันกลายวันไปเลยครับ ยกตัวอย่างที่ใกล้เคียง ก็น่าจะช่วงที่ทหารโรมันเจอทหารคาตาแฟล็กซ์ของทหารปาร์เทียละลายที่ Carrhae ก็ได้ครับ
    3. ผมสงสัยอย่างหนึ่ง ฝ่ายฮั่นปล่อยให้ทหารโรมันสร้างค่ายได้อย่าง สบายๆได้อย่างไร ทำไมไม่สร้างหน่วยจรยุทธเข้าก่อกวนของสอดแนมครับ ถ้าผมเป็นจักรพรรดิผมสั่งประหารเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบแล้วครับ
    4. ฝ่ายโรมันมีเทคโนโลยีที่ไม่น่ามีในยุคซีซาร์ นั้นคือไฟกรีกครับ เพราะไอ้อาวุธที่ว่านี้อยู่หลังยุคซีซาร์ไปประมาณ 500 กว่าปี ในยุคไบแซนไทน์แล้วนะครับ หรือถ้ามันมีปรากฎมาก่อน ก็ขอคำชี้แนะด้วยครับ

    Reply
    • สิงหาคม 9, 2016 at 2:46 am
      Permalink

      ขอบคุณมากๆครับ สำหรับความเห็นของท่านผู้อ่าน เรื่องไฟกรีกนี่ต้องขออภัยอย่างสูง เป็นความสับสนของผู้เขียนเองครับที่จำผิด เพราะไฟกรีกมีใช้ครั้งแรกในสมัยไบแซนไทน์ หลังยุคโรมันหลายร้อยปีครับ
      ส่วนเรื่องทหารม้าฮั่น เท่าที่รวบรวมข้อมูลมา ในยุคที่จักรวรรดิฮั่นแผ่ขยายแสนยานุภาพสูงสุด จะอยู่ในช่วงปลายของราชวงศ์ฮั่นตะวันตกครับ ซึ่งในยุคนี้ กองทหารม้าหนักของฮั่นจะเป็นอย่างในรูป คือ สวมเกราะเฉพาะนักรบ แต่ไม่ได้สวมเกราะให้ม้า นอกจากมีแผ่นหนังป้องกันบางส่วน ทั้งนี้ เพราะในยุคดังกล่าว ชาวฮั่นต้องทำสงครามกับพวกเร่ร่อนซงหนู ซึ่งเป็นนักรบบนหลังม้า ทหารม้าจึงเน้นความคล่องตัว เพื่อให้สามารถรุกไล่ติดตามพวกซงหนูได้ ส่วนทหารม้าของซามาเธียนและปาเธียน จะสวมเกราะหนักทั้งคนและม้า ซึ่งจะมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการโจมตีโดยการเข้าชาร์จ ส่วนกองทหารม้าที่สวมเกราะทั้งม้าและคนของจีนนั้น เริ่มปรากฏในยุคฮั่นตะวันออกตอนปลายซึ่งเป็นยุุคที่เริ่มเสื่อมแล้ว ((ทั้งนี้ ตามโจทย์ของเรื่องนี้คือ กองทัพของทั้งสองฝ่าย ในยุคที่จักรวรรดิรุ่งเรืองที่สุด นำโดยผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแต่ละจักรวรรดิครับ ))
      สำหรับเรื่องความแข็งแกร่งของกองทหารราบโรมัน ในตอนที่พ่ายศึกกับกองทัพม้าปาเธียนที่คาเรีย(Carrhae)นั้น ตอนนั้น ยังไม่ใช่ช่วงที่โรมันรุ่งเรืองที่สุด นอกจากนี้ แม่ทัพแครสซุสของโรมันเองก็วางแผนผิดพลาดจึงต้องพ่ายแพ้ยับเยิน ส่วนในยุคที่จักรวรรดิโรมันขึ้นสู่จุดสูงสุด สมัยจักรพรรดิทราจันและฮาเดรียน กองทัพโรมันได้ทำศึกมีชัยเหนือกองทัพปาร์เธียนและปล้นทำลายเมืองหลวงของปาร์เธียนได้ในปี ค.ศ.115 นอกจากนี้ยังมีบันทึกที่กองพลทหารราบโรมันสามารถตั้งรับการชาร์จของกองทหารม้าหนักซามาร์เธียนได้สำเร็จ เมื่อครั้งที่โรมันทำศึกกับพวกดาเซียน พันธมิตรของซามาร์เธียน นั่นแสดงว่า กองทหารโรมันในยุครุ่งเรืองที่สุด น่าจะแข็งแกร่งพอต้านทานขบวนทหารม้าหนักได้ระดับหนึ่ง
      ส่วนเรื่องสร้างค่าย ในศึกอลิเซีย ที่กองทัพโรมันนำโดยจูลิอุส ซีซาร์ ทำศึกกับกองทัพกอล ของแม่ทัพเวอร์ซิงเกโตริกซ์ตอนนั้นทหารโรมันหกหมื่นนายได้สร้างแนวปราการสองชั้นล้อมเมืองอลิเซียไว้ โดยแนวปราการดังกล่าวยาวถึง 16 กิโลเมตร มีทั้งเนินดิน กำแพงไม้ เชิงเทิน คูกั้นและทุ่งหลุมขวาก พร้อมหอรบติดตั้งอาวุธยิง ซึ่งใช้เวลาสร้างไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการก่อสร้างของกองทัพโรมัน ถ้าหากค่ายใหญ่ขนาดนั้นยังสร้างได้เร็วแบบนั้น การสร้างแนวปราการแบบเร่งด่วน ก็น่าจะทำได้ทันก่อนที่ฝ่ายฮั่นจะคาดคิด
      นอกจากนี้ เมื่อเทียบผู้นำทัพ ตามบทความ คือ ฮั่นหวู่ตี้ กับ จูเลียส ซีซาร์ ก็ต้องยอมรับว่า ซีซาร์มีความโดดเด่นในฐานะแม่ทัพชำนาญศึกมากกว่า ฮั่นหวู่ตี้ ที่เป็นนักปกครองที่เก่งกาจ จึงน่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้โรมันได้ชัยชนะในศึกนี้

      Reply
      • สิงหาคม 11, 2016 at 5:58 pm
        Permalink

        ขอบคุณสำหรับคำอธิบายครับ เห็นด้วยตามที่คุณสิงขรอธิบายครับ ทั้งเรื่องของทหารม้าฮั่นที่ผมเองก็เพิ่งรู้ว่าในยุคของจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ไม่ได้ใช่เกราะให้ม้า สงสัยว่าผมคงจำเอาภาพของทหารม้าของโจโฉไปผนวกด้วยนะครับ
        ส่วนเรื่องของการรับมือกับการชาร์จขอทหารม้าของทหารโรมัน อันนี้ผมเห็นด้วย แต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ว่าในยุค “รุ่งเรือง” นั้นทหารโรมันสามารถต้านทานการชาร์จของทหารม้าหนักได้ในระดับนึง (ซึ่งขึ้นกับผู้นำทัพด้วย) ส่วนนอกนั้นแทบบอกได้คำเดียวว่า “เละ” ครับ ไม่ว่าในสมัยใกล้ๆซีซาร์อย่าง มาร์คัส แอนโทนิอุส ลูกน้องคนสนิทของซีซาร์ หรือ สมัยจักรพรรดิจัสติเนียน ซึ่งจัดว่าเป็นยุครุ่งเรืองของไบแซนไทน์(โรมันตะวันออก)ก็พ่ายแพ้มาแล้วครับ
        การสร้างป้อมนี้เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ไม่มีอะไรต้องแย้งเลย น่าเสียดายอย่างนึง ที่ผู้นำทัพคราวนี้จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ ทรงนำทัพมาแค่คนเดียว ถ้าพ่วงเว่ยซิงกับฮั่วชวี่ปิ้งมาด้วยนี้น่าจะสนุกขึ้นอีกเยอะเลยล่ะครับ 🙂

        Reply
        • สิงหาคม 11, 2016 at 6:17 pm
          Permalink

          แก้ไขครับพอดีผมหลงประเด็นไปไกลเลย ว่าเรากำลังพูดถึงการรับมือการชาร์จของทหารม้าฮั่นไม่ใช่ของพวกปาร์เทียหรือ ซาร์ซานิดครับ 555+ จากการที่ทหารม้าหนักของฮั่น ที่ไม่ใส่เกราะให้ม้า หากเทียบกับทหารม้าหนักพวกเปอร์เซีย ย่อมมีอานุภาพที่ด้อยกว่าแน่นอนครับ ดังนั้นการรับมือย่อมสามารถทำได้ดีกว่าที่เจอที่คาร์เรีย ดังนั้นสรุป ผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ สำหรับส่วนนี้ ขอบคุณมากครับ 🙂

          Reply
        • สิงหาคม 12, 2016 at 11:27 am
          Permalink

          ไม่กล้าใส่ ฮั่วชี่ปิ้ง กับเหว่ยชิงมาครับ มันจะเอาเปรียบซีซาร์เกินไป เล่นเพิ่มเทพสงครามมาตั้งสองท่านแบบนั้น55

          Reply
  • สิงหาคม 16, 2016 at 12:41 pm
    Permalink

    สนุกมากครับ แต่ความเห็นส่วนตัว เห็นด้วยที่ว่า ทางฮ่องเต้ฮั่นหวูตี้น่าจะชนะถ้าใส่ฮั่วซีปิงกับเหว่ยซิง แต่ทางซีซ่าร์ น่าจะมีแค่มาร์ค แอนโทนี ที่พอโดดเด่น

    Reply
  • สิงหาคม 17, 2016 at 9:31 pm
    Permalink

    ฮั่วชี่ปิ้ง กับเหว่ยชิง มีผลงานโดดเด่นในการรบกับชนเผ่าซงหนู โดยเฉพาะฮั่วชี่ปิ้ง ที่ชำนาญการนำกองทัพม้าออกทำศึก และถ้าเทียบกับขุนศึกฝั่งซีซาร์แล้ว ฝีมือน่าจะเหนือกว่าเยอะ ว่ากันตามจริงครับ ทัพฮั่นมีหลายจุดที่เหนือกว่าโรมัน ยกเว้นเรื่องประสิทธิภาพของกำลังพลแบบรายบุคคล ดังนั้น ถ้าเพิ่มตัวแม่ทัพระดับขั้นเทพลงไปอีก ผลพลิกล็อคแน่

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)