แผ่นดินจีนหลังสามก๊ก

     สามก๊กเป็นวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีน โดยโครงเรื่องมาจากประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก ซึ่งเป็นช่วงที่จีนแบ่งเป็นสามแคว้น อันมาจากความวุ่นวายตอนปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก โดยเริ่มจากการไร้ความสามารถของจักรพรรดิและการทุจริตของเหล่าขุนนางรวมกับภัยแล้งรุนแรง ส่งผลให้เกิดกบฏครั้งใหญ่เรียกว่า กบฏโพกผ้าเหลือง ซึ่งแม้จะถูกปราบปรามลงได้ แต่ก็เป็นจุดเริ่มให้เหล่าขุนศึกสะสมกำลังทหาร จนนำไปสู่การรบพุ่งของหัวเมืองต่าง ๆ สุดท้าย ราชวงศ์ฮั่นก็ล่มสลาย แผ่นดินแบ่งเป็นสามแคว้น  คือ เว่ย (วุยก๊ก) สู่ (จ๊กก๊ก) และ หวู (ง่อก๊ก)

     การสิ้นสุดของยุคสามก๊ก เริ่มจากการยึดอำนาจในแคว้นเว่ยของซือหม่าอวี้ (สุมาอี้) จากนั้นในปี ค.ศ.263  ซือหม่าเจา (สุมาเจียว) บุตรของซือหม่าอวี้ได้ส่งทัพพิชิตแคว้นสู่ จักรพรรดิหลิวฉาน บุตรหลิวเป้ย (เล่าปี่) ยอมจำนนหลังพ่ายศึก เมื่อถึง ค.ศ. 265 ซือหม่าเหยียน (สุมาเอี๋ยน) บุตรของซือหม่าเจาก็ล้มล้างราชวงศ์เว่ยและสถาปนาราชวงศ์จิ้น โดยขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ พระนาม จิ้นอู่ตี้ จากนั้นในปี ค.ศ.280 ต้าจิ้นได้ส่งทัพใหญ่ข้ามแม่น้ำฉางเจียง พิชิตแคว้นหวู รวมแผ่นดินได้สำเร็จการใช้ชีวิตของนักปราชญ์ในยุคราชวงศ์จิ้น

     ทว่าราชวงศ์จิ้นเต็มไปด้วยการทุจริตของขุนนาง ขณะที่บรรดาเชื้อพระวงศ์ต่างแข่งกันสะสมอำนาจเพื่อชิงความเป็นใหญ่ ทั้งจิ้นอู่ตี้เอง หลังรวมแผ่นดินได้ ก็เอาแต่เสพสุข ไม่ใส่ใจราชกิจ ทำให้บรรดานักปราชญ์และผู้มีคุณธรรมค่อยๆปลีกตัวออกจากราชสำนักและเมื่อจิ้นอู่ตี้สิ้นพระชนม์ ราชวงศ์จิ้นก็เริ่มเสื่อมลง สุดท้าย หลังแผ่นดินสงบไม่ถึงสามสิบปี ก็เกิดกบฏครั้งใหญ่ เรียกว่า จลาจลแปดเจ้านคร อันเกิดจากการรบพุ่งชิงอำนาจของเหล่าเชื้อพระวงศ์

จลาจลแปดเจ้านคร

     การจลาจลครั้งนี้ ทำให้ราชวงศ์จิ้นสั่นคลอน บรรดาอนารยชนได้เข้าปล้นชิงหัวเมืองต่างๆ กระทั่งปี ค.ศ.304 หลิวยวน ผู้นำเผ่าซงหนู ก็ยึดดินแดนภาคตะวันตกตั้งแคว้นฮั่นจ้าว และในปี ค.ศ.311 กองทัพฮั่นจ้าวก็เข้ายึดลั่วหยาง ราชธานีของต้าจิ้น จับจักรพรรดิสำเร็จโทษ  เชื้อพระวงศ์จิ้นที่เหลือ ถอยมาตั้งมั่นทางภาคตะวันออก ที่ฉางอาน ทว่าเพียง ห้าปีต่อมา ก็ถูกยึดไปอีก ซึ่งในช่วงนี้เอง นอกจากชนเผ่าซงหนูที่เข้ามาตั้งแคว้นฮั่นจ้าวแล้ว ยังมีชนเผ่าอื่นๆอีกสี่ชนเผ่าคือ  เผ่าเจี๋ย เผ่าตี เผ่าเซียนเป่ย และ เผ่าเซียง ที่เข้ามาแบ่งแยกดินแดนทางเหนือของจีนและทำสงครามกันเอง โดยเรียกยุคนี้ว่า  ยุคห้าชนเผ่าสิบหกแคว้น ทั้งนี้ สิบหกแคว้นไม่ได้ปรากฏขึ้นในคราวเดียวกันทั้งหมด หากแต่ปรากฏขึ้นในระยะเวลาคาบเกี่ยวกัน ต่อเนื่องกัน และบ้างก็ปรากฏขึ้นพร้อมกัน โดยนักประวัติศาสตร์จีนระบุชื่อของแคว้นทั้งสิบหกไว้ประกอบด้วยแคว้น ฮั่นจ้าว โฮว่จ้าว เฉียนเหลียง โฮ่วเหลียง ซีเหลียง หนานเหลียง เป่ยเหลียง เฉียนเอี้ยน เป่ยเอี้ยน หนานเอี้ยน โฮว่เอี้ยน เฉียนฉิน โฮว่ฉิน ซีฉิน เฉิงฮั่น และแคว้นเซี่ย

     ปี ค.ศ. 319 สือเล่อ ประมุขชนเผ่าเจี๋ย แม่ทัพของฮั่นจ้าวได้ก่อกบฏตั้งแคว้นโฮ่วจ้าวและล้มอำนาจแคว้นฮั่นจ้าว ก่อนเข้ายึดดินแดนของราชวงศ์จิ้นตะวันออก บีบให้ราชวงศ์จิ้นต้องถอยลงใต้ไปตั้งเมืองหลวงที่เจี้ยนคัง  ทว่าหลังโฮ่วจ้าวอ่อนแอลงก็ถูกแคว้นเฉียนฉินของชนเผ่าตีพิชิตลง โดยฝูเจียน ประมุขแคว้นเฉียนฉิน สามารถรวมแคว้นต่างๆทางเหนือได้สำเร็จ และระดมทัพกว่าแปดแสนบุกราชวงศ์จิ้นที่อยู่ทางใต้เพื่อรวมแผ่นดิน ทว่าพ่ายแพ้กองทัพจิ้นที่เฝยสุ่ย สูญเสียไพร่พลไปมหาศาล หนึ่งปีให้หลัง ฝูเจียนถูกพวกกบฏสังหาร จากไม่นาน แคว้นเฉียนฉินก็ล่มสลาย แตกเป็นหลายแคว้น และดินแดนบางส่วนก็ถูกราชวงศ์จิ้นยึดกลับมา

ยุทธการเฝยสุ่ย

     แม้จะชนะศึกใหญ่ที่เฝยสุ่ยและชิงดินแดนบางส่วนกลับมาได้ ทว่าราชวงศ์จิ้นก็เกิดกบฏภายใน โดยแม่ทัพหลิวอวี้ ได้โค่นล้มราชวงศ์จิ้นและตั้งราชวงศ์ซ่งขึ้น (นักประวัติศาสตร์เรียกว่า หลิวซ่ง เพื่อไม่ให้สับสนกับราชวงศ์ซ่งในยุคหลัง) ส่วนทางเหนือนั้น ถัวปากุย ผู้นำเผ่าเซียนเป่ย ตระกูล ถัวปา ได้ปราบแคว้นต่าง ๆ รวมแผ่นดินตอนเหนือเข้าด้วยกันและตั้งราชวงศ์เว่ยขึ้น (นักประศาสตร์เรียกว่า เป่ยเว่ย) ซึ่งในยุคนี้ นักประวัติศาสตร์เรียกว่า ยุคราชวงศ์เหนือใต้

     ในยุคราชวงศ์เหนือใต้ แม้แผ่นดินจีนจะไม่เป็นเอกภาพ แต่ก็เป็นยุคที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง เนื่องจากจักรพรรดิหลายพระองค์ของราชวงศ์เป่ยเว่ยให้การสนับสนุน ศาสนาพุทธ จึงมีการก่อสร้างวัดและแกะสลักพระพุทธรูปขนาดใหญ่เป็นอันมาก นอกจากนี้ ในยุคนี้ ดินแดนตอนเหนือของจีนได้มีการหลอมรวมอารยธรรมของชนเผ่านอกด่านเข้ากับชาวฮั่นจนกลายเป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรมประเพณีอีกหลายอย่าง 

นักรบราชวงศ์เว่ยเหนือ

     อย่างไรก็ตาม แม้ในยุคนี้ ชนเผ่านอกด่านจะเข้ามารับอารยธรรมหลอมรวมกับชาวฮั่น ทว่านอกเขตกำแพงยักษ์ ก็ได้มีการรวมตัวของชนเร่ร่อนกลุ่มอื่นๆแผ่อิทธิพลครอบครองดินแดนทางเหนือ ในชื่อ สมาพันธ์โหลวหร่าน และกลายเป็นปฏิปักษ์สำคัญของเป่ยเว่ย ว่ากันว่า หนึ่งในต้นกำเนิดตำนานของแม่ทัพหญิงฮัวมู่หลัน ก็มาจากสงครามระหว่างเป่ยเว่ยกับโหลวหร่าน

     ทางด้านใต้ ราชวงศ์หลิวซ่งได้เสื่อมอำนาจลงและถูกโค่นล้ม โดยขุนศึกเซียวเต้าเฉิง และได้ตั้งตนเป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฉี (โดยถูกเรียกว่า หนานฉี หรือ ฉีใต้ เนื่องจากในยุคต่อมาจะมีราชวงศ์เป่ยฉีที่มีที่มั่นทางตอนเหนือ ด้วย) ซึ่งราชวงศ์หนานฉีได้ครองดินแดนตอนใต้ควบคู่กับราชวงศ์เป่ยเว่ยที่ปกครองตอนเหนือ มาจนถึง ค.ศ. 502 ก็เกิดกบฏภายในนำโดยขุนศึกเซียวเยี่ยน ซึ่งได้โค่นล้มราชวงศ์หนานฉีและตั้งราชวงศ์เหลียงขึ้น ขณะที่ทางภาคเหนือ อาณาจักรเป่ยเว่ยได้เกิดความวุ่นวายใน ค.ศ.535 ก่อนถูกแบ่งเป็นแคว้นตงเว่ย (เว่ยตะวันออก) และซีเว่ย (เว่ยตะวันตก)

ภาพสลักยุคเป่ยเว่ย

     ในปี ค.ศ. 550 แคว้นตงเว่ย ถูกอัครมหาเสนาบดีเกาหยางยึดอำนาจและตั้งราชวงศ์ฉีขึ้นแทน โดยถูกเรียกว่า แคว้นเป่ยฉี (แคว้นนี้เป็นบ้านเกิดของ แม่ทัพหน้ากากอสูร หลานหลิงหวาง หนึ่งในสี่ยอดชายงามของจีนและยังเป็นแม่ทัพคนสำคัญของเป่ยฉีด้วย) จากนั้นในปี ค.ศ.557 แคว้นซีเว่ยก็ถูกโค่นล้มโดยขุนศึกตระกูลอวี่เหวิน ผู้สถาปนาแคว้นเป่ยโจว ส่วนทางใต้ ราชวงศ์เหลียงที่เสื่อมอำนาจลงและสูญเสียดินแดนให้แคว้นเป่ยฉีและซีเว่ย ก่อนจะถูกโค่นล้มและเปลี่ยนเป็นราชวงศ์เฉิน ส่วนเชื้อพระวงศ์ที่เหลือของราชวงศ์เหลียงได้ตั้งรัฐเล็ก ๆ อยู่ระหว่างแคว้นเป่ยโจวกับดินแดนของราชวงศ์เฉิน

     ในเวลานั้นเอง ทางด้านเหนือนอกเขตกำแพงเมืองจีนได้มีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจ โดยชนเผ่าเชื้อสายเติร์กได้ก่อกบฏต่อสมาพันธ์โหลวหร่านโดยร่วมมือกับเป่ยโจวและเป่ยฉี โค่นล้มสมาพันธ์โหลวหร่าน ก่อนจะกลายเป็นกลุ่มอิทธิพลใหม่ในชื่อ ถู่เจวี๋ย ครอบครองท้องทุ่งและทะเลทรายทางตอนเหนือ ซึ่งไม่นานถู่เจวี๋ยก็กลับกลายเป็นภัยคุกคามเป่ยโจวและเป่ยฉี นอกจากนี้ทางตะวันออก อาณาจักรโกคูรยอซึ่งขยายอิทธิพลมาจากตอนเหนือของคาบสมุทรเกาหลีก็เป็นอีกหนึ่งศัตรูของทั้งสองแคว้นเช่นกัน

     ในปี ค.ศ. 577 โจวอู่ตี้ แห่งเป่ยโจวสามารถพิชิตแคว้นเป่ยฉีลงได้ ทว่ายังไม่ทันจะรวมแผ่นดินทางใต้ พระองค์ได้สวรรคตเสียก่อน จากนั้นในปี ค.ศ.581  อัครมหาเสนาบดีหยางเจียนได้ยึดอำนาจในเป่ยโจวและสถาปนาราชวงศ์สุยขึ้น ในพระนาม จักรพรรดิสุยเหวินตี้ ก่อนผนวกรัฐเหลียงและเปิดศึกกับพวกถู่เจวี๋ย จนสามารถกำราบพวกถู่เจวี๋ยลงได้

ทหารราชวงศ์สุย

     เมื่อภัยคุกคามทางเหนือยุติลง สุยเหวินตี้ได้ส่งกองทัพใหญ่ข้ามแม่น้ำฉางเจียงรุกเข้าสู่แคว้นเฉิน และเพียงหนึ่งปี กองทัพสุยก็พิชิตราชวงศ์เฉินลงได้ ทำให้แผ่นดินจีนถูกรวมเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง หลังจากถูกแบ่งแยกมานานร่วมสามร้อยปี

     อย่างไรก็ตาม ราชวงศ์สุยก็ปกครองได้เพียงสามสิบปี เนื่องจากสุยหยางตี้ จักรพรรดิองค์ที่สองทรงโหดร้าย ทารุณ กดขี่ราษฎร ขูดรีดภาษี ทั้งใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อ ทำสงครามกับเกาหลีต่อเนื่องยาวนาน จนบ้านเมืองเสียหาย นำไปสู่การกบฏของหัวเมืองต่าง ๆ และ ทำให้ราชวงศ์สุยล่มสลาย

     ความแตกแยกดำเนินไปราวสิบปี ก่อนที่ขุนศึกหลี่เยียนและบุตรชายหลี่ซื่อหมินจะปราบปรามหัวเมืองต่าง ๆ ลงจนราบคาบ และแผ่นดินจีนก็ถูกรวมเป็นหนึ่งเดียว ใต้การปกครองของราชวงศ์ถัง ก่อนจะแผ่ขยายอำนาจไปยังดินแดนเอเชียกลาง คาบสมุทรเกาหลีและเอเชียตะวัยออกเฉียงใต้ พร้อมกับความรุ่งเรืองในแทบทุกด้าน จนทำให้จีนเข้าสู่ยุคทองของประวัติศาสตร์/…เรียบเรียงโดย สิงขรลักษณ์

Related posts:

One thought on “แผ่นดินจีนหลังสามก๊ก

  • ตุลาคม 17, 2017 at 12:57 pm
    Permalink

    เป็นยุคที่มีสีสันอีกยุคหนึ่งที่เดียว

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*