เรื่องของผีปอบ (Thai Ghoul)

     ความเชื่อและภูตผีเป็นสิ่งที่อยู่คู่สังคมไทยมายาวนาน ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ ถูกใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยความรู้และสติปัญญาของคนในช่วงเวลานั้น จึงถูกยกให้เป็นเรื่องของภูตผี เทวดา และเรื่องเหนือธรรมชาติต่าง ๆ และหนึ่งในบรรดาเรื่องลึกลับเหล่านั้น ที่อยู่คู่สังคมไทยมา คือ เรื่องของ ผีปอบ

     ” ท่ามกลางแสงสีแดงยามสนธยา หญิงสาวคนหนึ่งตักน้ำจากบ่อที่ท้ายหมู่บ้านก่อนใช้ไม้คานหาบครุใส่น้ำกลับบ้าน ความเงียบอย่างน่าวังเวง ทำให้เธอถึงกับขนลุก จนต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ทว่าเมื่อเดินผ่านทุ่งนาก่อนถึงบ้าน เธอก็เห็นหญิงชราคนหนึ่งห่มกายด้วยชุดดำ ยืนอยู่กลางทุ่ง หญิงแก่คนนั้นหันมามองเธอ และในชั่วเวลานั้น หญิงสาวก็ถึงกับหยุดชะงัก ประกายสีแดงเลือดปรากฏในดวงตาของหญิงชราลึกลับ สายลมแรงพับวูบผ่าน ก่อนที่หญิงสาวจะล้มลงกับพื้น ครุใส่น้ำตกลงพื้น น้ำไหลนอง ขณะที่ร่างของหญิงชราชุดดำได้เลือนหายไปกับแสงสุดท้ายของวันนั้น

เมื่อหญิงสาวถูกนำตัวกลับไปบ้าน เธอมีอาการเซื่องซึม นอนซมเหมือนคนป่วยหนักและไม่ยอมพูดจา นอกจากนอนอยู่บนที่นอนตลอดทั้งวัน จนญาติพี่น้องพากันวิตกกังวล ในอาการป่วยของหญิงสาว ทว่า…กลางดึก ..คนในบ้านกลับได้ยินเสียงไก่ในเล้าร้องและบินพึ่บพับด้วยความตกใจสุดขีด พวกผู้ชายคว้าอาวุธลงเรือน เพราะคิดว่าอาจมีงูหรือเสือปลามากินไก่ หากแต่ภาพที่พวกเขาได้เห็น เมื่อไปถึงเล้าไก่ คือเงาตะคุ่มของร่างมนุษย์ก้มๆเงยๆอยู่ในเล้าไก่ และเมื่อแสงไฟสาดส่องไป ก็พบว่า เจ้าของร่างนั้น คือ หญิงสาวที่นอนป่วยอยู่บนเรือน  ดวงตาของเธอโหลลึก เป็นประกายแดงเลือด ผมเผ้ารุงรัง เลือดกระเซ็นเปรอมือ ใบหน้า และลำคอ ในปากมีซากไก่ตัวใหญ่ถูกฉีกครึ่งตัวคาอยู่… “

     นั่นคือ เรื่องราวที่ถูกบอกเล่าในรูปแบบที่คล้ายๆกันของผู้ที่ถูกผีปอบเข้าสิง โดยผีปอบนั้น เป็นความเชื่อที่แพร่กระจายในหลายภูมิภาคของไทย เชื่อกันว่า เป็นผีที่เกิดจากผู้ที่เรียนเวทมนต์แล้วทำผิดกฎที่ครูห้ามไว้ จนทำให้อาคมเข้าตัวกลายเป็นผีปอบ ซึ่งเมื่อถูกปอบเข้าสิง จะมีความต้องการกินของดิบของคาว เช่น เครื่องใน เนื้อสัตว์ดิบๆ ร่างกายจะผ่ายผอม ซูบซีด ตาลึกโหล กลางวันไม่มีเรี่ยวแรง แต่ลางคืนจะกระฉับกระเฉง เหมือนเป็นคนละคน ซึ่งผีปอบที่สิงในตัวคนนี้ นอกจากจะทำให้ผู้ถูกสิง ชอบกินของดิบของสดแล้ว มันยังออกจากร่างที่สิงอยู่ไปเข้าร่างของคนอื่นที่จิตอ่อนแอ และกัดกินอวัยวะภายใน จนคนที่ถูกปอบกินนั้น ถึงแก่ความตายในเวลาไม่นาน ดังนั้น ในสมัยก่อน หากหมู่บ้านใด ชุมชนใด มีคนล้มตายลงติดๆกัน โดยหาสาเหตุไม่ได้ ชาวบ้านก็จะเชื่อว่า เพราะมีผีปอบอยู่ในหมู่บ้าน และจะค้นหาผู้ที่เป็นร่างพาหะของปอบ เพื่อขับไล่ออกไป มิให้ทำอันตรายแก่ผู้อื่นได้อีก

     นอกจากผีปอบที่เกิดจากผู้เล่นอาคมจนคุมไม่อยู่ ทำให้กลายเป็นปอบแล้ว ยังมีผีปอบอีกพวกที่เกิดจากอาคมที่หมอผีเลี้ยงไว้และปล่อยทิ้งออกมา เนื่องจากหากไม่ปล่อยออกไป จะทำอันตรายต่อผู้ครอบครอง ซึ่งวิญญาณร้ายเหล่านี้จะเร่ร่อนไม่มีจุดหมาย จนกว่าจะเจอผู้เคราะห์ร้ายที่จิตอ่อนแอ มันก็จะเข้าครอบงำยึดร่างนั้นเป็นพาหะ ว่ากันว่า วิญญาณร้ายเหล่านี้ อาจปรากฏรูปร่างเป็นหญิงชรา หรือสุนัขสีดำ ในช่วงยามโพล้เพล้ หรืออาจเป็นเสียงแปลกๆ หากผู้ใดไปเอ่ยทักให้ความสนใจ ก็จะถูกเข้าสิงร่าง และเมื่อเข้าร่างปอบจะกัดกินอวัยวะภายในไปเรื่อยๆ จนเมื่อกินหมดแล้ว เหยื่อนั้นก็จะตาย

      สำหรับการจัดการปอบนั้น หากเป็นปอบที่มีร่างพาหะและมากัดกินอวัยวะของเหยื่อ หมอผีจะนำเอากะลามาครอบบนหัวเหยื่อ และโกนผมรอบ ๆ กะลา ซึ่งเมื่อนำกะลาออกมา จะพบว่าผมของเหยื่อยังเหมือนปกติ แต่ผมของผู้ที่เป็นร่างพาหะ จะถูกตัดเป็นทรงกะลาครอบ ซึ่งจะทำให้รู้ว่าใครเป็นปอบ และจะถูกขับไล่ออกไปจากชุมชน  ส่วนวิธีจัดการกับผู้ที่ถูกปอบสิงอีกวิธี คือการใช้หวายอาคมนาบตามร่างกาย หากปอบยังไม่ออกจากร่างก็เปลี่ยนเป็นการเฆี่ยนเบาๆและแรงขึ้น แรงขึ้น จนกว่าปอบนั้นจะยอมบอกร่างพาหะและออกจากเหยื่อที่มันกัดกินไป

      นอกจากผีปอบที่ชอบกินของสดของคาวแล้ว เล่ากันว่า ทางเหนือยังมีผีอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่า ผีกะ ซึ่งเป็นวิญญาณร้ายอีกประเภทหนึ่ง ที่สิงในร่างมนุษย์ แต่ผีกะนั้น แตกต่างกันตรงที่เป็นผีที่ถูกเลี้ยงไว้ โดยผู้เลี้ยงจะเป็นหญิงสาว เนื่องจากผีกะนั้น จะมีอิทธิฤทธิ์ทำให้หญิงสาวที่เลี้ยงมัน สวยสดงดงาม มีเสน่ห์เย้ายวนใจชาย ให้หลงใหล อย่างไรก็ตาม หากผู้เลี้ยง ไม่เลี้ยงให้ดี หรือควบคุมมันไม่ได้ ก็จะถูกผีร้ายเข้าสิงร่างและกลายเป็นพาหะให้ผีร้ายไปกัดกินผู้คนรอบข้าง

     อย่างไรก็ตาม ในความเชื่อเรื่องผีปอบนี้  หลายครั้ง ที่ได้กลายเป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่มในการกำจัดผู้ที่เป็นศัตรูออกไปจากชุมชน โดยหากผู้ใด ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นปอบแล้ว คนผู้นั้นตลอดจนครอบครัวก็จะไม่อาจอยู่ในชุมชนได้อีกและต้องทิ้งบ้าน ทิ้งเรือกสวนไร่นาไป ทำให้ผู้ที่ไม่หวังดี สามารถเข้ามายึดครองที่ดินของครอบครัวนั้นได้ในเวลาต่อมา

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*