คู่ศึกสะท้านโลก อัศวินอังกฤษปะทะนักรบหมิง

จะเป็นอย่างไร หากผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์มาเผชิญหน้ากัน ด้วยแสนยานุภาพที่เกรียงไกรของทั้งสองฝ่าย สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเรียกได้ว่า เป็นศึกสะท้านโลก และต่อไปนี่คือการสร้างสถานการณ์สมมติว่า หากสิ่งนั้นเกิดขึ้น ผู้ใด ที่น่าจะคว้าชัย

คู่ศึก

กองทัพอัศวินอังกฤษ

armyknight

    ด้วยอานุภาพของพลธนูและหน่วยอัศวินเดินเท้า ทำให้กองทัพอังกฤษก้าวขึ้นสู่กองทัพที่น่าเกรงขามที่สุดกองทัพหนึ่งของยุโรปในยุคกลางตอนปลาย การใช้กำลังพลน้อยกว่าต่อสู้กับข้าศึกที่มีกำลังพลมากกว่าหลายเท่า และได้รับชัยชนะจากศึกใหญ่หลายครั้ง บอกชัดถึงแสนยานุภาพอันเกรียงไกรของกองทัพนี้ 

นักรบหมิง

mingarmys

      จากจุดเริ่มต้นของชาวนาที่ถูกปลุกระดมด้วยลัทธิความเชื่อ ผ่านการฝึกฝนกลายเป็นกองกำลังที่เข้มแข็งจนสามารถขับไล่ชาวมองโกลซึ่งปกครองแผ่นดินจีนเกือบร้อยปีออกไปได้สำเร็จ ชัยชนะที่กองทัพหมิงมีเหนือพวกมองโกลซึ่งเป็นหนึ่งในกองทัพที่เข้มแข็งที่สุดของยุคนั้น และรากฐานที่พวกเขาสร้างไว้เพื่อสถาปนาราชวงศ์และจักรวรรดิหมิงอันยิ่งใหญ่ บอกให้ทราบถึงแสนยานุภาพของกองทัพนี้ได้เป็นอย่างดี

ผู้นำ

จักรพรรดิหงอู่

yuan

ทรงประสูติเมื่อปี ค.ศ. 1328  พระนามเดิมว่า จูหยวนจาง พระองค์มีพื้นเพมาจากชาวนายากไร้ หลังบิดามารดาเสียชีวิตได้บวชเณรเพื่ออาศัยการบิณฑบาตเลี้ยงชีพ ก่อนสึกมาเข้าร่วมนิกายแสงสว่างหรือลัทธิหมิงซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มกบฏที่ต่อต้านราชวงศ์หยวนของมองโกลที่ปกครองจีนในเวลานั้น

จูหยวนจางสร้างผลงานในการรบหลายครั้ง จนได้เป็นแม่ทัพสำคัญคนหนึ่งของลัทธิหมิง ก่อนนำกำลังแยกมาตั้งเขตปกครองของตนเอง ทว่าเขายังคงอาศัยความเชื่อของลัทธิหมิง เพื่อปลุกระดมชาวบ้านเข้าร่วมทัพ

กองทัพของเขาเติบโตอย่างรวดเร็วและสามารถยึดหัวเมืองใหญ่ทางภาคใต้ได้หลายเมืองจนกลายเป็นกองกำลังที่เข้มแข็ง หลังจากปราบกลุ่มกบฏอื่นๆลงได้แล้ว จูหยวนจางได้นำทัพโค่นล้มราชวงศ์หยวนของมองโกลและปราบดาภิเษกเป็นจักรพรรดิ ในปี ค.ศ.1368  ทรงพระนามว่าจักรพรรดิหงอู่ พร้อมสถาปนาราชวงศ์ใหม่ ในนาม ราชวงศ์หมิง ตามชื่อของนิกายหมิง

ทว่าแม้จะตั้งชื่อราชวงศ์ ตามชื่อนิกายหมิง แต่จักรพรรดิหงอู่ก็ทรงกวาดล้างนิกายนี้จนแทบหมดสิ้น เนื่องจากทรงระแวงว่าจะมีผู้อื่นใช้นิกายนี้เป็นฐานอำนาจก่อกบฏ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงประหารเหล่าแม่ทัพและขุนนางจำนวนมากที่เคยร่วมก่อการกับพระองค์ เนื่องจากทรงระแวงว่า คนเหล่านั้นจะคิดทรยศ

จักรพรรดิหงอู่เสด็จสวรรคตใน ปี ค.ศ.1398 แม้จะทรงมีอุปนิสัยหวาดระแวงจนมีรับสั่งให้ลงทัณฑ์เหล่าขุนนางอย่างโหดเหี้ยมทว่าพระองค์ก็ทรงเป็นนักปกครองและนักบริหารที่ปรีชาสามารถ โดยทรงวางรากฐานที่มั่นคงให้กับราชวงศ์หมิงจนสามารถปกครองแผ่นดินจีนได้ยาวนานถึง 268 ปี

 

พระเจ้าเฮนรี่ที่ 5

henry-v

พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ในราชวงศ์แลนคาสเตอร์ของอังกฤษ โดยเป็นพระราชโอรสของ พระเจ้าเฮนรี่ที่สี่ กับพระนางแมรี่ เดอโบฮัน ทรงประสูติในปี ค.ศ.1386 และเสด็จขึ้นครองราชย์ใน ปี ค.ศ.1413  พระเจ้าเฮนรี่ที่ห้าทรงเป็นกษัตริย์นักรบ และเชี่ยวชาญในการทำศึก โดยเมื่อครั้งที่ยังทรงเป็นรัชทายาท พระองค์ได้นำทัพเข้าปราบกบฏแคว้นเวลล์ และนอร์ททัมเบอร์แลนด์ นอกจากนี้ยังทรงเป็นนักการเมืองที่ชาญฉลาด โดยพระองค์สามารถกำราบกลุ่มอำนาจอื่นๆในราชสำนักจนราบคาบ

หลังจากขึ้นครองราชย์ พระเจ้าเฮนรี่ที่ห้าได้สานต่อภารกิจในการทำสงครามกับฝรั่งเศสต่อเนื่องจากพระราชบิดาของพระองค์  โดยพระองค์ทรงได้รับชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ในการรบที่อาแชงกรูในเดือนตุลาคม ปีค.ศ.1415 ซึ่งกองทัพอังกฤษเก้าพันนาย เอาชนะทัพฝรั่งเศสสามหมื่นหกพันนาย และสังหารข้าศึกได้กว่าหนึ่งหมื่นห้าพันคน พร้อมจับเชลยได้หลายพัน โดยมีเชลยที่เป็นขุนนางมากถึงพันห้าร้อยคน ในขณะที่อังกฤษเสียทหารเพียงร้อยคน

หลังชัยชนะที่อาแชงกรู พระเจ้าเฮนรี่ที่ห้ายังทรงทำสงครามต่อเนื่องและยึดครองดินแดนฝรั่งเศสได้เป็นอันมาก จนสุดท้ายกษัตริย์ฝรั่งเศสต้องยอมทำสนธิสัญญาสงบศึก และให้สิทธิ์พระเจ้าเฮนรี่ที่ห้า ในการสืบทอดราชบัลลังก์ฝรั่งเศส ในปี ค.ศ.1420 ทว่าในอีกสองปีต่อมา คือ ปี ค.ศ. 1422 พระเจ้าเฮนรี่ที่ห้าก็ทรงประชวรและเสด็จสวรรคตระหว่างที่เสด็จมาประทับในฝรั่งเศส

กองทัพ

กองทัพอังกฤษ


kinghtcalvaryอัศวินบนหลังม้า

กำลังหลักของทัพอังกฤษคือเหล่าอัศวินซึ่งเป็นนักรบที่ผ่านการฝึกฝนจนมีความเชี่ยวชาญในการต่อสู้อย่างสูง โดยอัศวินจะมีสังกัดของตนเองและมีธรรมเนียมปฏิบัติที่ต้องยึดถือ เรียกว่าขนบอัศวิน ได้แก่ ความจงรักภักดี กล้าหาญ สุจริต ให้เกียรติสตรี ยึดมั่นในศาสนา เป็นต้น แต่เดิม ผู้ที่จะเป็นอัศวินต้องสืบเชื้อสายมาจากขุนนาง และเข้ารับการฝึกตั้งแต่อายุสิบสามถึงสิบสี่ โดยเริ่มจากการเป็นผู้ช่วยอัศวินที่เรียกว่า สไคว์ ก่อน จากนั้น เมื่อฝึกฝนจนมีอายุได้ยี่สิบกว่าปี ก็จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นอัศวิน ต่อมาในช่วงสงครามครูเสด มีสามัญชนที่เข้าร่วมรบในกองทัพและเข้ารับการฝึกฝนจนได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวินด้วยเช่นกัน

แม้จะแข็งแกร่ง แต่อัศวินก็มีจุดอ่อนตรงชุดเกราะที่หนักมาก ทำให้เมื่อพลัดตกจากหลังม้า จะลุกแทบไม่ขึ้น ดังนั้น อัศวินจึงต้องมีผู้ช่วยที่เรียกว่า สไคว์ คอยติดตามในสนามรบและช่วยอัศวินในจังหวะที่พลัดตกจากหลังม้า

footknight

อัศวินเดินเท้า กับพลหอก

ในช่วงปลายยุคกลาง อังกฤษได้พัฒนาเทคนิคการรบและนำอาวุธใหม่มาเสริม  โดยนอกจากอัศวินบนหลังม้าและทหารราบแล้ว ยังจัดตั้งหน่วยอัศวินเดินเท้าและนำพลธนูเวลล์มาใช้  ซึ่งอัศวินเดินเท้านอกจากสวมเกราะและใช้อาวุธแบบเดียวดับอัศวินบนหลังม้าแล้ว ยังมีอาวุธเป็นหอกผสมขวานศึกด้ามยาวไว้จัดการกับอัศวินบนหลังม้าด้วย ขณะเดียวกันเกราะที่สวมอยู่ก็จะป้องกันอันตรายจากคมอาวุธได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การเคลื่อนที่บนพื้นดิน ทำให้ลดโอกาสที่จะเสียหลักตกลงบนพื้นและลุกขึ้นไม่ได้ เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับนักรบบนหลังม้าด้วย 

knight1

เกราะและอาวุธของอัศวิน

พลธนูเวลล์ของอังกฤษ คัดเลือกมาจากนักรบในแคว้นเวลล์ โดยทุกคนจะได้รับการฝึกฝนให้ใช้คันธนูทำจากไม้ยิวมีความยาวหกฟุต โดยสามารถยิงได้ไกลกว่าสามร้อยเมตร  พลธนูแต่ละนายจะสวมหมวกเหล็กใส่เกราะโซ่ถัก และมีขวากยาวสี่ฟุตคนละห้าถึงหกอันติดตัว ก่อนการรบ พลธนูจะปักขวากลงบนพื้นเพื่อสกัดทหารม้า เมื่อครั้งที่อังกฤษทำศึกกับฝรั่งเศสที่อาแชงกรู กองทัพอังกฤษซึ่งมีไพร่พลราวเก้าพัน มีพลธนูอยู่ถึงหกพันนายagincourt-archer

พลธนูเวลล์

นอกจากนี้ในการโจมตีระยะใกล้ ก็ยังมีพลหน้าไม้โพวิส ซึ่งเป็นพลหน้าไม้ สวมเกราะโซ่ถักหรืออาจเป็นเกราะผ้าบุนวม พร้อมโล่กำบังขนาดใหญ่ ทำให้สามารถโจมตีในระยะใกล้ได้อย่างปลอดภัย โดยหน้าไม้นี้สามารถยิงทะลุแผ่นเกราะของอัศวินได้ อย่างไรก็ตาม หน้าไม้มีข้อเสียตรงที่การบรรจุลูกและยิงแต่ละครั้งทำได้ช้ากว่าธนู

ส่วนอาวุธยิงอย่างปืนใหญ่และปืนไฟนั้น เริ่มปรากฏขึ้นในยุโรป ช่วงกลางศตวรรษที่ 15 ถึงศตวรรษที่ 16 ซึ่งการแพร่หลายของปืนไฟและปืนใหญ่ได้นำไปสู่จุดจบของกองทัพอัศวิน เนื่องจากนักรบหุ้มเกราะที่เคลื่อนไหวค่อนข้างช้า จะมีสภาพไม่ต่างกับเป้านิ่งของกระสุนปืนใหญ่และปืนไฟ โดยที่แผ่นเกราะอันแข็งแกร่งของพวกเขาไม่อาจปกป้องอะไรได้เลย

powis

พลหน้าไม้ โพวิสพร้อมโล่

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 14 ถึงต้นศตวรรษที่ 15  อังกฤษได้ทำสงครามกับดินแดนรอบข้าง โดยสามารถผนวกรวมแคว้นเวลล์ได้สำเร็จ ขณะเดียวกันก็กำราบสก๊อตแลนด์และไอร์แลนด์ลงได้ ต่อมาอังกฤษได้ยกทัพเรือข้ามไปทำศึกกับฝรั่งเศสหลายครั้ง ซึ่งสงครามกับฝรั่งเศสนี้ ถูกเรียกว่า สงครามร้อยปี โดยในระยะแรก อังกฤษสามารถเอาชนะทัพฝรั่งเศสที่มีกำลังมากกว่าหลายเท่า ได้หลายครั้งจนเกือบจะครอบครองดินแดนฝรั่งเศสได้ทั้งหมด ก่อนที่ฝรั่งเศสจะสามารถรวบรวมกำลังกอบกู้ดินแดนกลับคืนมาได้ในช่วงท้าย

กองทัพหมิง

mingchao

เครื่องแบบทหารหมิง

แม้นักรบหมิงจะมีพื้นฐานมาจากชาวบ้าน แต่ก็ได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี ทั้งยังมีการสร้างอาวุธใหม่สำหรับใช้ต่อกรกับพลธนูมองโกล นั่นคือปืนไฟ  มีบันทึกว่าแม่ทัพเชาหยงของจูหยวนจางเป็นคนคิดอาวุธนี้ขึ้น โดยใช้หลักการเดียวกับปืนใหญ่แต่ลดขนาดและดินปืนลง  โดยใช้ท่อเหล็กยาวสามฟุต มีที่จุดชนวนตรงส่วนท้าย กระสุนใช้ลูกตะกั่วหล่อเป็นทรงกลม ปืนชนิดนี้ ไม่มีไกปืนและแม้จะยากที่จะเล็งให้แม่น แต่ก็มีวิถีไกลกว่าธนูและหากยิงพร้อมกันจะมีอานุภาพทำลายล้างร้ายแรง โดยในการรบ ทหารหมิงจะรวมกลุ่มยิงปืนพร้อมกัน ทำให้กระสุนเกาะกลุ่มและสามารถทำลายข้าศึกได้ในจำนวนมาก

cannonming

กระบอกเพลิง

นอกจากปืนไฟ กองทัพหมิงยังมีปืนใหญ่จำนวนมาก ซึ่งเทคโนโลยีปืนใหญ่นี้ ชาวจีนมีมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์ซ่งในช่วงศตวรรษที่ 11 แล้ว โดยแม้จะยิงได้เพียงลูกหินหรือเหล็กหล่อแต่ก็ร้ายแรงพอทำลายป้อมปราการได้ ส่วนอาวุธยิงอื่น ๆ ประกอบด้วยธนูเพลิง และหอกเพลิงซึ่งคล้ายกับจรวด ใช้ในการโจมตีกองทหารจากระยะไกล  

ทหารเดินเท้าของหมิงประกอบด้วยทหารธรรมดาและทหารที่ชำนาญศึก โดยพลเดินเท้าร้อยละสี่สิบจะเป็นพลหอก ส่วนอีกร้อยละสี่สิบจะเป็นพลอาวุธยิง เช่น ธนู หน้าไม้ ปืนไฟ ส่วนอีกร้อยละยี่สิบจะเป็นพลดาบถือโล่ 

ming-infantry

ทหารราบหมิง

กองทัพหมิง มีทหารม้าที่แข็งแกร่ง เนื่องจากต้องต่อกรกับทหารม้ามองโกลซึ่งเป็นทหารม้าที่เก่งที่สุดในโลกยุคนั้น โดยเน้นการเคลื่อนที่เร็ว ทำให้ทหารม้าหมิงสวมเกราะไม่มากและไม่ใส่เกราะให้ม้า ทหารม้าจะใช้แหลนเป็นอาวุธในการเข้าปะทะ และใช้ดาบขนาดใหญ่ในการต่อสู้ระยะประชิด นอกจากนี้ยังมีทหารม้าธนูที่ใช้ธนูวัสดุผสมซึ่งสามารถยิงได้แรงพอๆกับปืนพกในปัจจุบัน ทหารม้าธนูของหมิงใช้เทคนิคการรบแบบเดียวกับชนเผ่ามองโกลคือการโจมตีแล้วล่าถอย แม้ความสามารถในการรบอาจด้อยกว่าทหารมองโกลแต่เมื่อเทียบกับทหารม้าอื่นๆก็ถือว่าอยู่ในระดับสูงพอสมควร 

mingcalvary

ทหารม้าหมิง

ในช่วงก่อนสถาปนาราชวงศ์ นอกจากทำสงครามขับไล่มองโกล กองทัพหมิงยังต้องรบกับกบฏกลุ่มอื่นๆเพื่อชิงความเป็นใหญ่ด้วย ซึ่งศัตรูสำคัญได้แก่ กลุ่มต้าฮั่นของเฉินอิ่วเหลียง ซึ่งครอบครองพื้นที่กว้างใหญ่แถบแม่น้ำแยงซีเกียง ทั้งสองฝ่ายทำศึกกันหลายครั้ง แต่ศึกใหญ่ที่ชี้ชะตา คือยุทธนาวีหกสิบวันที่ทะเลสาบพอหยาง ซึ่งนักรบหมิงสองแสนนาย ต้องเผชิญหน้ากับนักรบฮั่นเจ็ดแสนนาย ทว่าสุดท้าย ทัพหมิงของจูหยวนจางก็ทำลายทัพฮั่นจนพินาศ และสังหารเฉินอิ่วเหลียงได้ในการรบจน ก่อนจะปราบปรามกบฏกลุ่มอื่นๆที่เหลือจนหมด หลังจากนั้นจึงยกทัพขึ้นเหนือล้มราชวงศ์หยวนของมองโกลลง และรุกไล่พวกมองโกลออกนอกกำแพงเมืองจีน พร้อมถล่มนครคาราโครัม เมืองหลวงเดิมของมองโกลจนราบคาบ

หลังสถาปนาราชวงศ์แล้ว จักรวรรดิหมิงได้จัดตั้งระบบการเกณฑ์ทหารแบบสืบทอด กล่าวคือครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นทหารจะได้รับสวัสดิการจากภาครัฐ เพียงแต่มีข้อแม้ว่า หากทหารผู้นัั้นตายลง จะต้องมีสมาชิกในครอบครัวเข้ารับช่วงเป็นทหารต่อ ไม่เช่นนั้น ทางการจะตัดสิทธิทั้งหมด ซึ่งกฏนี้บีบให้คนที่เป็นทหารต้องส่งต่อการเป็นทหารให้ลูกหลานไปเรื่อยๆ เพื่อรักษาสถานภาพของครอบครัวเอาไว้ 

เปิดศึก

rival

 พระเจ้าเฮนรี่ทรงนำไพร่พลสามหมื่นหกพันนาย ประกอบด้วยพลธนูเวลล์หนึ่งหมื่นห้าพัน อัศวินเดินเท้าห้าพันและพลหอกสวมเกราะหนึ่งหมื่น พลหน้าไม้พาวิสสามพัน ทหารม้าอัศวินสามพัน เข้าปักหลักในทุ่งราบแห่งหนึ่ง โดยพลธนูเวลล์ได้ปักขวากซ้อนกันหลายชั้น เป็นแนวยาวร่วมสองกิโลเมตรเพื่อสกัดทหารม้า โดยมีพลหน้าไม้พาวิสเข้าเสริมแนว ถัดมาจึงเป็นขบวนพลหอกและอัศวินเดินเท้า ขณะที่ทหารม้าอัศวินเข้าประจำปีกซ้ายขวา

อีกฟากหนึ่งของท้องทุ่งแห่งนั้น จักรพรรดิหงอู่ทรงนำทัพที่มีไพร่พลเท่ากันมาประลองเชิงศึกหน้า โดยทัพหมิงประกอบด้วยทหารม้าและทหารม้าธนูรวมหนึ่งหมื่น พลหอกสวมเกราะเบาหนึ่งหมื่น พลปืนไฟห้าพัน พลธนูสี่พัน พลหน้าไม้สองพัน  กองทหารปืนใหญ่หนึ่งพันพร้อมปืนใหญ่หนึ่งร้อยกระบอกและจรวดเพลิงอีกหลายร้อย กับทหารดาบสวมเกราะชำนาญศึกอีกสี่พันนาย

เมื่อเห็นข้าศึกตั้งแนวรบ จักรพรรดิหงอู่จึงทรงให้ทัพม้าเข้าโจมตีเพื่อทำลายแนวฝ่ายตรงข้าม โดยมีทหารราบอีกห้าพันเป็นกองหนุน ทหารม้าหมิงหลายพันนายควบทะยานเข้าหาข้าศึก พร้อมแหลนยาวในมือ ขณะที่พระเจ้าเฮนรี่ที่ห้า ทรงมีพระบัญชาให้พลธนูถอยออกจากแนวขวากที่ปักไว้ ก่อนที่พลธนูเวลล์จะเปิดฉากยิงชุดแรก

englisglongbow

ฝนธนูปลิดชีพทหารม้าหมิงลงหลายร้อยนาย พวกที่เหลือจึงถอยร่นและส่งพลม้าธนูเข้าโจมตีแทน ทว่าทัพอังกฤษได้ถอยไปจนพ้นระยะยิง ขณะที่ทหารม้าธนูของหมิงซึ่งไล่ติดตาม ต้องพบกับแนวขวากที่ขวางหน้าและตกเป็นเหยือของหน้าไม้พาวิสฝ่ายอังกฤษ

ทหารเดินเท้าของหมิงพยายามถอนขวาก แต่ก็ถูกพลธนูเวลล์ที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร ยิงธนูวิถีโค้งตกใส่บาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก ขณะที่ข้าศึกกำลังปั่นป่วน พระเจ้าเฮนรี่ทรงให้พลหอกและอัศวินเดินเท้ารุกขึ้นหน้า โดยมีพลธนูเวลล์ยิงสกัดกองม้าหมิง ขณะที่ทหารม้าอัศวินอังกฤษแยกขบวนออกและรุกเข้าสู่ทัพข้าศึกที่เหลือ

กองทหารเดินเท้าของหมิงปะทะกับพลเกราะและอัศวินเดินเท้าของอังกฤษ เสื้อเกราะของฝ่ายอังกฤษที่ป้องกันมิดชิดกว่า ประกอบกับอาวุธที่หนักกว่า ทำให้ทหารหมิงเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ขณะที่ทหารม้าหมิงซึ่งพยายามเข้าช่วยทหารราบให้ถอนกำลังออกมา ก็ตกเป็นเหยื่อของพลธนูเวลล์และหน้าไม้พาวิส

ในที่สุดทหารม้าหมิงที่เหลือไม่ถึงสี่พันนาย ก็ล่าถอยพร้อมทหารราบหมิงอีกเพียงห้าร้อยนาย โดยพระเจ้าเฮนรี่ทรงให้ทหารราบและพลธนูอังกฤษรุกไล่ติดตาม เพื่อเผด็จศึก ขณะที่ขบวนทัพอัศวินอังกฤษเข้าตีโอบล้อม

เมื่อจักรพรรดิหงอู่ทรงทอดพระเนตรดังนั้น จึงมีรับสั่งให้พลธนูยิงธนูและกองปืนใหญ่ยิงปืนใหญ่กับจรวดเพลิงเข้าใส่ทัพข้าศึกทั้งสามทางทันที

mingarmy

พลปืนไฟและปืนใหญ่ของหมิง

เสียงระเบิดกึกก้องทำให้ขบวนม้าอัศวินอังกฤษที่กำลังโอบเข้ามาเกิดระส่ำระสาย ด้วยม้าตกใจเสียงดินปืน จรวดเพลิงนับร้อยพุุ่งเข้าใส่และระเบิดกลางขบวนทหาร แม้เกราะที่สวมจะช่วยรักษาชีวิตพลเกราะส่วนใหญ่เอาไว้แต่ก็ทำให้ทหารจำนวนมากได้รับบาดเจ็บ จนขบวนต้องชะงัก ขณะที่ปืนใหญ่และจรวดเพลิงยังถูกระดมยิงไม่หยุด

อัศวินอังกฤษที่บังคับม้าได้แล้ว พยายามควบม้าฝ่าควันปืนและจรวดเพลิงเพื่อเข้าประจัญบาน ทว่าสิ่งที่รออยู่คือกองปืนไฟที่สาดกระสุนนับพันใส่ ทำให้ทั้งม้าและคนบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก

ขณะที่กองทัพอังกฤษระส่ำระสาย ทหารราบหมิงที่เหลือนำขบวนโดยพลหน้าไม้ก็รุกเข้าใส่ ทั้งนี้หน้าไม้ของจีนสามารถบรรจุกระสุนได้ครั้งละหลายดอกและยิงได้ต่อเนื่อง ผิดจากหน้าไม้ยุโรปที่ยิงได้ทีละดอก ทำให้อานุภาพการทำลายล้างแตกต่างกันมาก พลเกราะของอังกฤษถูกหน้าไม้ยิงทะลุเกราะ บาดเจ็บ ล้มตายกลาดเกลื่อน ขณะที่พลธนูเวลล์ก็ประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน เนื่องจากถูกปืนไฟระดมยิงจนสูญเสียกำลังไปเป็นอันมากmingeng

ท่ามกลางความอลหม่านนั้น จักรพรรดิหงอู่ทรงมีบัญชาให้ทัพม้าที่เหลือเข้าโอบล้อมและตีกระหนาบทัพอังกฤษ  เมื่อพระเจ้าเฮนรี่ทรงเห็นสถานการณ์แปรเปลี่ยนดังนั้น จึงให้เหล่าทหารม้าอัศวินเข้าสกัดข้าศึกเพื่อเปิดทางถอยให้ทหารราบและรับสั่งให้พลธนูกับหน้าไม้ที่เหลือเร่งถอยออกมาตั้งแนวระดมยิงใ่ส่กองทัพหมิง 

 ในที่สุด พระเจ้าเฮนรี่ก็ทรงนำทหารที่เหลือเพียงหนึ่งในสี่ล่าถอยออกจากสมรภูมิ ขณะที่กองทัพหมิงสูญเสียไพร่พลไปครึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ แม้ทัพอังกฤษจะได้เปรียบในเรื่องเสื้อเกราะและความแข็งแกร่งของเหล่าอัศวิน ทว่าอาวุธยิงและปืนใหญ่ที่ทรงประสิทธิภาพเหนือกว่าของหมิงก็เป็นสิ่งชี้ชะตาในการศึกครั้งนี้

สรุปผล กองทัพหมิงชนะ

ปล. นี่เป็นการวิเคราะห์ตามความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน โดยใช้ข้อมูลของสองฝ่ายประกอบ สำหรับท่านผู้อ่านที่มีความเห็นอื่นใดต่างไปจากนี้ สามารถนำเสนอและอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ครับ

 

Related posts:

4 thoughts on “คู่ศึกสะท้านโลก อัศวินอังกฤษปะทะนักรบหมิง

  • สิงหาคม 17, 2016 at 7:55 pm
    Permalink

    คือผมขออนุาตแสดงความเห็น นะครับและถ้าเกิดความเห็นของผมตรงนี้ทำให้ท่านผู้เขียนไม่พอใจประการ ผมต้องขออภัยล่วงหน้าทั้งนี้ผมมไ่มีเจตนาจะทำให้ท่านผู้เขียนโกรธแต่ประการใด

    ผมว่าการจับคู่นี้ไม่ค่อยแฟร์เพราะเทคโนโลยีต่างกันเกินไปมากจนเพียงแค่อ่านอาวุธยุทโธปกรณ์ของแต่ละฝ่ายก็รู้แล้วว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ

    ผมว่าคนที่เหมาะจะฟัดกับ จูหยวนจาง น่าจะเป็น “ติมูร์” มากกว่าเพราะยุศสมัยเดียวกัน อีกทั้งอุปนิสัยความโหดเหี้ยม ความสามารถในการทำศึกไม่แพ้กัน

    Reply
    • สิงหาคม 17, 2016 at 9:27 pm
      Permalink

      ต้องขอบคุณมากๆ สำหรับความคิดเห็นที่มีคุณค่าของคุณผู้อ่าน อันที่จริงแล้ว ผู้เขียนเองก็คิดไว้เหมือนกันว่า คู่นี้ ออกจะไม่ค่อยแฟร์ แต่เผอิญเคยได้อ่านเจอว่า เทคโนโลยีของจีนก้าวหน้ากว่ายุโรปในยุคกลาง เลยอยากเทียบให้เห็นจะๆว่า ถ้าจับคู่เจอกันจริงๆผลจะเป็นไง ส่วนเรื่องช่วงเวลานี้ ถ้าเทียบกันจริงๆ ยุคของพระเจ้าเฮนรี่ที่ห้า อยู่ในช่วง ค.ศ.1413 – ค.ศ. 1422 อยู่หลังยุคของจักรพรรดิหงอู่คือ ค.ศ. 1368 – 1398 ร่วมยี่สิบปี เรียกได้ว่า บทความนี้แสดงชัดถึงความก้าวหน้าของจีนที่เหนือกว่ายุโรปในยุคเดียวกัน
      ส่วนเรื่อง จักรวรรดิหมิง กับ จักรวรรดิติมูริด รับรองว่า มีแน่นอนครับ แต่คู่ศึกคงจะเป็นจักรพรรดิหย่งเล่อ กับ จอมข่านติมูร์ เพราะสองคนนี่ อยู่ในยุคเดียวกันเป๊ะเลย อย่างไรก็รอติดตามได้นะครับ

      Reply
  • สิงหาคม 21, 2016 at 1:50 pm
    Permalink

    ช่วยเขียนอีกตอนเพิ่มนะครับ “คู่ศึกสะท้านโลก ตอน กองทัพเติร์ก vs กองทัพมองโกล” สมรภูมิในเอเซียนี่แหละครับ ขอบคุณครับ

    Reply
  • กันยายน 9, 2016 at 8:14 am
    Permalink

    ถ้าเป็นไปได้อยากเห็น จีน(หมิงหรือชิงก็ได้) รบกับอินเดียนะครับ สมัยโมกุล

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)