คู่ศึกสะท้านโลก อักบาร์แห่งโมกุล ปะทะ คังซีแห่งต้าชิง

     จะเป็นอย่างไร หากผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์มาเผชิญหน้ากัน ด้วยแสนยานุภาพที่เกรียงไกรของทั้งสองฝ่าย สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเรียกได้ว่า เป็นศึกสะท้านโลก และต่อไปนี่คือการสร้างสถานการณ์สมมติว่า หากสิ่งนั้นเกิดขึ้น ผู้ใด ที่น่าจะคว้าชัย

 

จักรวรรดิโมกุล Mughal Empire

great_mogul

     ก่อตั้งในปี ค.ศ.1526 โดยบาบูร์ข่าน ผู้นำชนเผ่าเติร์ก – มองโกล ทายาทสายตรงของทาร์เมอแลนแห่งจักรวรรดิตีมูริด ได้นำกองทัพเข้ายึดครองอินเดียเหนือ  เมืองหลวงแห่งแรกคือ อักรา ก่อนย้ายมา ฟาธีปุระสิครี  ละฮอร์  อักรา ชาจาฮานาบัดและเดลฮี ตามลำดับ คำว่า โมกุล เป็นภาษาอินเดีย เป็นคำที่ชาวอินเดียใช้เรียก พวกมองโกล  เนื่องจากช่วงแรกที่เข้ารุกรานอินเดีย พวกโมกุลเรียกตัวเองว่า ชาวมองโกล พวกโมกุลนับถือศาสนาอิสลาม และสืบทอดยุทธวิธีรบบนหลังม้าแบบเดียวกับพวกตีมูริดและมองโกล แต่ที่โดดเด่นกว่าคือการนำดินปืนมาใช้ในกองทัพ จนถูกเรียกว่าเป็น จักรวรรดิดินปืน โดยพวกโมกุลได้นำปืนใหญ่เข้ามาเผยแพร่ในฮินดูสถาน (ชื่อที่ใช้เรียกคาบสมุทรอินเดียโบราณ) เป็นครั้งแรก อาณาจักรโมกุลได้แผ่ขยายอำนาจกลายเป็นจักรวรรดิในรัชสมัยของจักรพรรดิอักบาร์มหาราชโดยนอกจากมีอาณาเขตกว้างใหญ่แล้ว ยังมีความรุ่งเรื่องในด้านศิลปะ วิทยาการ เศรษฐกิจและมีความปรองดองทางศาสนาระหว่างชาวมุสลิมและฮินดู

tajmahal

     ในรัชสมัยของจักรพรรดิชาร์เจฮาน พระราชนัดดาของอักบาร์ ได้มีการสร้างทัชมาฮาล ซึ่งเป็นปราสาทหินอ่อนสีขาวทั้งหลังเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานความรักถึงพระนางมุมตัชมาฮาล พระมเหสีของพระองค์ที่สิ้นพระชนม์ลง โดยทัชมาฮาลได้กลายเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก หลังยุคของชาร์เจฮาน พระโอรสของพระองค์คือจักรพรรดิโอรังเซปการได้ทำการขยายอำนาจต่อเนื่องจนสามารถครอบครองดินแดนเกือบทั้งหมดของเอเชียใต้เป็นเนื้อที่กว่าสี่ล้านตารางกิโลเมตร ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ยุคเสื่อมโทรม จากการบริหารงานและสภาพเศรษฐกิจที่เสื่อมถอย ตลอดจนการคุกคามจากจักรวรรดินิยมอังกฤษ จนทำให้จักรวรรดิโมกุลล่มสลาย ในปี ค.ศ.1857 ในรัชสมัยของบาร์ฮาดู ชาร์  จักรพรรดิองค์สุดท้ายของโมกุล

จักรวรรดิต้าชิง Qing Empire

qingcity

     มีจุดกำเนิดจากอาณาจักรต้าจินของนูเอ่อฮาชื่อ ผู้นำชนชาติหนี่เจิน ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ตอนบนของคาบสมุทรเกาหลี นูเอ่อฮาชื่อได้รวมชาวหนี่เจินเผ่าต่างๆเข้าด้วยกันและตั้งอาณาจักรต้าจิน โดยมีเมืองหลวงที่เฮ่อถูอาลา และได้ทำสงครามกับราชวงศ์หมิงของจีน จนในยุคของหวงไท่จี๋ ข่านองค์ที่สองแห่งต้าจิน พระองค์ได้ทำศึกชนะชาวมองโกลและเกาหลี ผนวกเข้าในอาณาจักร จากนั้นได้เปลี่ยนชื่อจากต้าจินเป็นต้าชิงและเปลี่ยนชื่อชนชาติจากหนี่เจินเป็นแมนจูโดยหวงไท่จี๋ขึ้นเป็นจักรพรรดิชิงไท่จู่

     ต่อมาในรัชสมัยของจักรพรรดิซุ่นจื่อ โอรสของชิงไท่จู่ กองทัพแมนจูมีชัยเหนือดินแดนจีน ในปี ค.ศ.1644 และเข้าปกครองประเทศจีน โดยตั้งเมืองหลวงที่เป่ยจิง หรือ ปักกิ่ง ก่อนขยายอาณาเขตในรัชสมัยของจักรพรรดิคังซีต่อเนื่องจนถึงยุคของจักรพรรดิหย่งเจิ้นและเฉียนหลง ซึ่งทั้งสามพระองค์ถือเป็นยุคทองของราชวงศ์ชิง ที่รุ่งเรืองในทุกด้าน ทั้งการเมือง การปกครอง การทหาร ศิลปะ วิทยาการต่างๆ จนกลายเป็นจักรวรรดิที่เกรียงไกรครอบครองดินแดนจากจีนถึงเอเชียกลางกินเนื้อที่กว่าสิบสี่ล้านตารางกิโลเมตร

qingg

     ในช่วงปลาย ปัญหาคอรัปชั่นและความเสื่อมของระบอบการบริหารและสภาพเศรษฐกิจส่งผลให้เกิดกบฏหลายครั้ง โดยเฉพาะกบฏไท่ผิงที่กินเวลาเกือบยี่สิบปี ทำให้ประชาชนล้มตายหลายสิบล้าน ได้บั่นทอนจักรวรรดิจนเสื่อมโทรม ประกอบกับการคุกคามจากชาติตะวันตกและการปิดกั้นตนเองไม่ยอมรับความเจริญจากโลกภายนอก จนทำให้ราชวงศ์ชิงอ่อนแอลงและนำไปสู่การโค่นล้มราชวงศ์ เปลี่ยนเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐ โดย ดร.ซุนยัดเซ็น ในปี ค.ศ.1911

 

จักรพรรดิอักบาร์

akbar

    พระนามเต็มคือ จาลาล อัดดิน มูฮัมหมัด อักบาร์ ประสูติใน ปี ค.ศ.1542 เป็นพระโอรสของ สุลต่านหุมายุน ประมุของค์ที่สองของราชวงศ์โมกุล ทรงขึ้นครองราชย์ใน ปี ค.ศ.1556 ด้วยพระชนมายุ 13 พรรษา ยามนั้น อาณาจักรยังวุ่นวายเนื่องจาก ก่อนนั้น อาณาจักรโมกุลถูกพวกอัฟกันเข้ายึดครองระยะหนึ่ง ก่อนพวกโมกุลจะชิงคืนมาได้  ทว่าความแตกแยกยังคงอยู่ แต่อักบาร์ ทรงมี เบรัมข่าน อัครเสนาบดีผู้ภักดีและมีความสามารถมาช่วยเป็นที่ปรึกษา อักบาร์ทรงเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง เด็ดขาดและทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกร แม้จะทรงอ่านหนังสือไม่ออก แต่ก็เฉลียวฉลาดและใฝ่รู้ พระองค์ได้จัดระเบียบบ้านเมืองที่ย่ำแย่ ออกเป็นแคว้น เขต และหมู่บ้าน โดยแต่ละแห่งมีหัวหน้าเขตและระบบการปกครองของตนเอง แต่ให้ขึ้นตรงต่อราชสำนัก ทรงปรับระบบภาษี เพื่อลดภาระของประชาชน จนทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟู ทรงสร้างอาณาจักรจนเจริญก้าวหน้าและดึงดูดผู้มีความสามารถจากทั่วเอเชียเข้ามารับใช้ราชสำนักโมกุล ทั้งทรงรับชาวฮินดูเข้ามาเป็นที่ปรึกษา และแม่ทัพนายกอง

     แม้จะเป็นมุสลิม แต่อักบาร์ก็ทรงเชิญปราชญ์จากศาสนาต่างๆมาเป็นที่ปรึกษา ทรงสร้างความสมานฉันท์กับชาวฮินดู ด้วยการสมรสกับเจ้าหญิงฮินดูและแต่งตั้งชาวฮินดูให้รับตำแหน่งสำคัญ ทั้งให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาแก่ประชาชน อย่างไรก็ตาม แม้จะทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกร ทว่าพระองค์ก็ทรงปราบปรามพวกกบฏที่ก่อความวุ่นวายอย่างเด็ดขาด ไร้ความปราณีเพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมอาณาจักร

     พระเจ้าอักบาร์ทรงสร้างกองทัพที่เข้มแข็งและขยายอาณาเขตออกไปกว้างไกล พระองค์ทรงเป็นนักการทหารที่มีประสบการณ์สูง โดยเคยติดตามกองทัพตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทั้งหลังครองราชย์ ก็ทรงนำทัพออกรบหลายครั้ง และได้ชัยชนะ เข้ายึดภาคเหนือ ภาคกลาง ตะวันตกและตะวันออกของคาบสมุทรอินเดีย เข้ายึดดินแดนหุบเขาอินดัส (ปัจจุบันอยู่ในปากีสถาน) พิชิตชาวอัฟกันและดินแดนหลายส่วนในเอเชียกลาง ทั้งยังทำศึกชนะราชวงศ์ซาฟาวิดส์แห่งเปอร์เซียและยึดดินแดนบางส่วนมาได้ จนทำให้โมกุลกลายเป็นจักรวรรดิ ในรัชสมัยของจักรพรรดิอักบาร์นี้ ที่จักรวรรดิโมกุลมีความรุ่งเรืองในทุกด้านทั้งการเมือง การปกครอง การทหาร ศาสนา ศิลปะ สถาปัตยกรรม ดนตรี วรรณกรรม เรียกได้ว่าเป็นจักรวรรดิที่เกรียงไกรอันดับต้นๆในยุคนั้น

     จักรพรรดิอักบาร์เสด็จสวรรคตในปี ค.ศ.1605 โดยพระโอรส คือ จาฮังกีร์ ทรงขึ้นครองราชย์สืบต่อ ทว่า การยุคทองของโมกุลก็เริ่มเสื่อมลงในรัชสมัยของจาฮังกีร์ แต่กระนั้น จักรวรรดิโมกุลก็ยังคงความยิ่งใหญ่และยืนหยัดต่อมาอีกเกือบสองร้อยปี

จักรพรรดิคังซี

kangxi

     ประสูติ ปี ค.ศ.1654 พระนามเดิม คือ เสวียนเย่ ราชสกุล อัยซินเจียหรอ เป็นพระราชโอรสของ จักรพรรดิซุ่นจื้อ ทรงครองราชย์ ปี ค.ศ.1661 เมื่อชนมายุได้เจ็ดชันษา เมื่อแรก อำนาจในราชสำนักอยู่ในมือ มหาเสนาบดี อ๋าวป้าย แต่ด้วยวัยเพียงสิบห้า คังซีได้กำจัดอ๋าวป้ายและรวบอำนาจคืน โดยมีจักรพรรดินีเสี้ยวจวง สมเด็จย่าของพระองค์ให้การสนับสนุน ต่อมาเมื่อชันษาได้ 19 ปี เกิดกบฏสามแคว้นแดนใต้ ยูนนาน ฟูเจี้ยน กวางตุ้ง นำโดยอู๋ซานกุ้ย เกิ่งจิ้งจง และซ่างเข่อซี จักรพรรดิคังซีทรงใช้เวลาปราบปรามแปดปีจึงสงบ โดยระหว่างที่ปราบกบฏสามแคว้น พระองค์ยังปราบกบฎชาวมองโกลเผ่าคาเออคาในมองโกเลียในและส่งทัพไปทำศึกในเวียตนาม พร้อมผนวกเวียตนามเป็นประเทศราช

     ในปี ค.ศ.1683 หลังกบฏสามแคว้นถูกปราบลง จักรพรรดิคังซีทรงให้กองทัพเรือไปยึดไต้หวันกลับคืนจากตระกูลเจิ้ง และส่งทัพไปขับไล่กองกำลังรัสเซียออกจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนพร้อมทำสนธิสัญญานีบุชปักปันเขตแดนกับจักรวรรดิรัสเซีย ทั้งยังปราบกบฎชาวแมนจูเผ่าฮุยฟาและอูลา ต่อมาในปี ค.ศ.1696 จักรพรรดิ คังซี ได้ทรงนำทัพด้วยพระองค์เองเป็นครั้งแรก ไปทำศึกกับชาวมองโกลเผ่าซุงกาในมองโกเลียนอกและปราบปรามชนเผ่าต่างๆ จนถึงซินเกียงและธิเบต ก่อนผนวกเข้าในอาณาเขตต้าชิง

     จักรพรรดิคังซีทรงเป็นนักปกครองที่เฉลียวฉลาด สุขุม รอบคอบ และแม้จะมิได้ทรงเป็นนักรบชำนาญศึก แต่ก็ทรงรู้จักเลือกใช้ขุนพลบัญชาการรบ จึงทำสามารถจัดการกับราชศัตรูทั้งหลายได้

     นอกจากด้านการสงครามแล้ว จักรพรรดิคังซียังทรงพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจนมั่งคั่ง ส่งเสริมด้านวิชาการและศิลปะวัฒนธรรม ของชาวฮั่น ทั้งทรงให้ชาวฮั่นเข้ารับราชการในตำแหน่งสำคัญ ลดความแบ่งแยกระหว่างแมนจูและชาวฮั่น อย่างไรก็ตาม แม้จักรพรรดิคังซีจะทรงมีพระทัยเปิดกว้าง และมีพระเมตตาต่อพสกนิกร รวมทั้งกลุ่มชนที่ถูกพิชิต ทว่าก็ทรงปราบปราบพวกกบฎอย่างเฉียบขาด ดังเช่นที่ทรงให้กองทัพกวาดล้างชาวแมนจูเผ่าฮุยฟาและอูลาที่ก่อกบฎจนแทบสิ้นเผ่า ทั้งยังปราบปรามขบวนการต่อต้านแมนจูของชาวฮั่น อย่างรุนแรง

     จักรวรรดิต้าชิงมีความเข้มแข็งและเป็นปึกแผ่นอย่างมากในรัชสมัยของจักรพรรดิคังซี จนเมื่อพระองค์ได้เสด็จสวรรคตในปี ค.ศ.1772 โดยครองราชย์ยาวนานถึง 61 ปี จักรพรรดิหย่งเจิ้น พระราชโอรสของพระองค์ได้ขึ้นสืบบัลลังก์และนำพายุคทองของราชวงศ์ชิงมาจนถึงรัชสมัยของจักรพรรดิเฉียนหลง ราชนัดดาของคังซี คิดเป็นช่วงเวลาเกือบหนึ่งร้อยปี

 

กำลังรบ

กองทัพโมกุล

     ในยุคโมกุล การเกณฑ์ทหารไม่ได้กระทำโดยรัฐบาลกลาง แต่จะดำเนินการโดยขุนนางผู้ปกครองท้องถิ่น โดยเมื่อมีสงคราม ทางราชสำนักจะสั่งให้แต่ละพื้นที่เรียกเกณฑ์ทหารในเขตของตน เพื่อมารบให้กับทางราชสำนัก คล้ายๆกับรูปแบบศักดินาของยุโรปยุคกลาง ซึ่งระบบนี้ เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในยุคของจักรพรรดิอักบาร์

mughalcalvary

กองทหารม้าโมกุล

     กองทัพโมกุลในยุคอักบาร์ ยังคงสืบทอดกลยุทธ์การรบบางอย่างแบบเดียวกับกองทัพตีมูริดของทาร์เมอแลน บรรพชนของโมกุล โดยใช้กองทหารม้าธนูแบบมองโกล แต่สิ่งที่ทำให้พวกโมกุลพิชิตอนุทวีป (เอเชียใต้) ได้แทบทั้งหมดคือ ดินปืน ซึ่งกองทัพโมกุล เป็นกองทัพแรกที่นำอาวุธดินปืนเข้าไปใช้ในอนุทวีป โดยศึกครั้งแรกคือ ยุทธการปาณิพัท ระหว่างสุลต่านบาบูร์ พระอัยกา (ปู่) ของจักรพรรดิอักบาร์ กับสุลต่านอิบราฮิม ผู้ปกครองจักรวรรดิโลธิในอินเดียเหนือ กองทัพของบาบูร์ มีไพร่พลเพียง 12,000 คน ส่วนทัพอินเดียเหนือ มีไพร่พลกว่าหนึ่งแสนพร้อมช้างศึกหลายร้อยเชือก ทว่า ทัพของบาบูร์มีปืนใหญ่มาด้วยหลายสิบกระบอก พร้อมปืนไฟอีกนับร้อย ขณะที่ฝ่ายอินเดียไม่มี ซึ่งด้วยอาวุธดินปืนนี่เอง ที่ทำให้ทัพโมกุลมีชัยเหนือทัพอินเดีย โดยสังหารข้าศึกไปสองหมื่น พร้อมปลงพระชนม์สุลต่านอิบราฮิมลงได้ ขณะที่ฝ่ายโมกุลเสียทหารไปไม่กี่ร้อยนาย

infantrymo

ทหารราบโมกุล และ ทหารราบอินเดีย พร้อมปืนใหญ่

     เหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่กองทัพโมกุลนำปืนใหญ่มาใช้ ก็เพิ่อจัดการกับช้างศึก เนื่องจากแต่ละแคว้นในอินเดีย ล้วนมีช้างศึกจำนวนมากเป็นกำลังรบหลัก และมีเพียงปืนใหญ่ที่จะจัดการกับสัตว์สงครามเหล่านี้ได้ โดยเสียงปืนใหญ่จะสร้างความตื่นตระหนกให้กับช้าง ขณะที่ลูกปืนสามารถสังหารพวกมันได้

     ในกองทัพโมกุลมีปืนหลายประเภท ตั้งแต่ปืนขนาดยักษ์ที่ใช้ทำลายป้อมปราการ ปืนใหญ่ขนาดกลางสำหรับทำลายที่มั่นข้าศึก และปืนใหญ่ขนาดเล็ก สำหรับยิงลูกปราย เพื่อสังหารไพร่พลข้าศึกคราวละมากๆ โดยในการรบ จะใช้สัตว์พาหนะลากปืนใหญ่เข้าสมรภูมิ ซึ่งสำหรับปืนขนาดยักษ์นั้น การเคลื่อนย้ายในสนามรบทำได้ยาก จึงมักตั้งประจำที่ ขณะที่ปืนขนาดกลางสามารถเคลื่อนไปในสนามรบได้คล่องตัวกว่า โดยใช้ม้า วัว ควาย ลาก หรือแบกไปบนหลังช้าง ส่วนปืนขนาดเล็กนั้นสามารถติดตั้งบนหลังสัตว์พาหนะอย่างอูฐและช้างได้

camelarty

พลปืนหลังอูฐ

     ในยุคโมกุลมีการใช้พลปืนบนหลังอูฐ โดยนักรบพวกนี้จะใช้อาวุธปืนที่ยิงกระสุนลูกปราย ที่กระจายเป็นวงกว้าง ซึ่งมีประสิทธิภาพในการสังหารข้าศึกเป็นกลุ่ม

     กองทัพโมกุลมีช้างเป็นจำนวนมาก โดยนอกจากแบกยุทธสัมภาระและใช้ในการทำลายค่ายและแนวรบข้าศึกแล้ว ยังใช้ช้างในการแบกปืนใหญ่ขนาดกลางเพื่อเคลื่อนย้ายไปตามตำแหน่งต่างๆในสนามรบได้อย่างคล่องตัว รวมทั้งบรรทุกพลปืนไฟเพื่อใช้โจมตีข้าศึก โดยช้างที่ใช้ในการรบนั้น จะสวมเกราะแทบทั้งตัวจนไม่ต่างจากรถหุ้มเกราะ ซึ่งเกราะดังกล่าว ป้องกันช้างจากคมอาวุธได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้  ในยุคหลังรัชสมัยจักรพรรดิอักบาร์ ได้มีการเลือกช้างที่ทนต่อเสียงระเบิดมาเป็นช้างศึก โดยช้างพวกนี้ จะมาจากพื้นที่ติดทะเล ที่ช้างชินต่อเสียงดังของคลื่น ทำให้สามารถติดตั้งปืนใหญ่ขนาดเล็กบนหลังมันได้

warelpmughal

     สำหรับปืนใหญ่ของโมกุลที่นิยมใช้ในสนามรบ  สามารถยิงได้ไกลในวิถีโค้งประมาณสองถึงห้ากิโลเมตร ส่วนระยะหวังผลทำลายล้างอยู่ที่ 660 เมตร สามารถยิงได้ทั้งลูกเหล็กและลูกระเบิด แต่แม้จะใช้อาวุธดินปืนจำนวนมาก ทว่าการพัฒนาเทคนิคปืนใหญ่ของโมกุลกลับชะงักไปหลังการสวรรคตของจักรพรรดิอักบาร์ไม่นาน  ทำให้หลังจากนั้น อาวุธดินปืนของโมกุลจึงเริ่มเสื่อมถอยลงและพ่ายต่ออังกฤษในศตวรรษที่ 19

cannon-mughal

ปืนใหญ่โมกุล

     ทัพม้าโมกุลสวมเกราะน้อยชิ้น โดยเน้นความคล่องตัว ส่วนอาวุธ ยังเป็นธนูแบบเดียวกับของมองโกล สำหรับอาวุธอื่น คือหอกสำหรับชาร์จและดาบสำหรับปะทะ โดยทหารม้าโมกุลจะใช้ดาบพาต้า ซึ่งมีด้ามสวมถึงข้อมือ คล้ายแขนตะขอของโจรสลัด เหมาะสำหรับใช้แทงและฟันจากบนหลังม้า แต่ไม่เหมาะสำหรับใช้บนพื้น

ชาวอินเดียเชี่ยวชาญการตีดาบมาแต่โบราณและเป็นหนึ่งในสองชาติของเอเชียที่ก้าวหน้าในงานโลหะขั้นสูง โดยอีกชาติ คือ จีน ดังนั้น เมื่อโมกุลพิชิตอินเดียได้ จึงได้ช่างเหล็กชั้นเยี่ยมจำนวนมากมาผลิตอาวุธให้

moghalgun

พลปืนโมกุล

     ทหารราบโมกุลจะเป็นชาวพื้นเมืองอินเดีย ติดอาวุธดาบ หอก โดยทั่วไป ไม่สวมเกราะแต่ใช้โล่สำหรับป้องกันตัว นอกจากนี้ยังมีพลปืนไฟและพลธนูเดินเท้า รวมทั้งพลยิงลูกหินด้วย

กล่าวโดยสรุปคือ แสนยานุภาพของทัพโมกุล คือการผสมผสานระหว่างทัพม้าที่ใช้ยุทธวิธีแบบมองโกล และอาวุธดินปืนอย่างปืนใหญ่ รวมทั้งการนำสัตว์อย่าง ช้างและอูฐมาใช้ในการบรรทุกปืนใหญ่และทำหน้าที่คล้ายรถถังในปัจจุบัน

กองทัพต้าชิง

     กองทัพต้าชิง ประกอบด้วยกองทัพแปดธง และกองทัพธงเขียว โดยทัพแปดธงนั้น เริ่มขึ้นในสมัยของข่านนูเอ่อฮาชื่อ ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ ซึ่งในยุคแรก มีเพียงสี่กองธง คือ กองธงขาว แดง น้ำเงิน เหลือง ต่อมา เมื่อมีกำลังเพิ่มขึ้น จึงตั้งอีกสี่กอง คือ น้ำเงินขลิบแดง ขาวขลิบแดง แดงขลิบขาว เหลืองขลิบน้ำเงิน

eightbanner

ชุดเกราะทัพแปดธง

     นอกจากชาวแมนจูแล้ว ยังได้มีการจัดตั้งกองธงฮั่น  ซึ่งเป็นชาวจีนที่มาสวามิภักดิ์ต่อแมนจูในช่วงแรก ตั้งแต่ยุคของข่านนูเอ่อฮาชื่อทั้งนี้และเมื่อมาถึงรัชสมัยของหวงไท่จี๋ ซึ่งพิชิตชาวมองโกลได้ ก็ได้จัดตั้งกองธงมองโกลขึ้น แต่ทั้งหมดยังคงเรียกว่าทัพแปดธง และใช้สีกับเสื้อเกราะแบบเดียวกัน

     ระบบกองธง ไม่ได้เป็นเพียงแค่ระบบจัดกำลังทัพ หากรวมถึง การจัดระบบการปกครองและการจัดสรรทรัพยากรของแมนจูด้วย โดยแต่ละกองธงจะได้รับจัดสรรที่ดินและทรัพยากรต่างๆ ส่วนทหารทุกนายที่ขึ้นสังกัดจะรวมถึงครอบครัวและทายาทซึ่งจะต้องขึ้นสังกัดกองธงเดียวกันกับบิดาและบรรพชนของตน ทั้งนี้แต่ละกองธง ไม่ว่าจะเป็นกองธงแมนจู มองโกล หรือฮั่น จะมีนายหารชาวแมนจูหรือมองโกลเป็นผู้ควบคุม อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา ก็มีชาวฮั่นที่อยู่ในกองธงได้ขึ้นมาเป็นนายทหารระดับคุมกำลังด้วย

     สำหรับ กำลังพลของทัพแปดธง เมื่อแรกจัดตั้ง มีกำลังพล 20,000 นาย ต่อมาเพิ่มเป็นหกหมื่นนายในการทำศึกใหญ่กับทัพหมิงที่เขาซาเอ้อหู่ ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งแสนนายในปีสุดท้ายของข่านนูเอ่อฮาชื่อ จากนั้น เมื่อกองเข้าด่านซานไห่กวน ยึดดินแดนจีนในปี ค.ศ.1644 กำลังพลของทัพแปดธงมีจำนวนทั้งสิ้นราวสองแสนนาย โดยประกอบด้วยกำลังพลชาวแมนจู มองโกลและชาวฮั่นที่สวามิภักดิ์ก่อนทัพชิงเข้าด่าน

qinginfantry

กองทหารแมนจู

     กลยุทธ์การรบของแมนจู มีลักษณะผสมระหว่างทหารม้าและทหารราบคล้ายกับกองทัพจีน สำหรับทหารม้าแมนจูใช้ยุทธวิธีรบคล้ายทหารมองโกล โดยพลธนูบนหลังม้าของแมนจู มีประสิทธิภาพในการรบใกล้เคียงกับทหารม้ามองโกล สำหรับเสื้อเกราะแมนจูทำจากหนังซึ่งเบาแต่เหนียวและแข็งแกร่งพอต้านทานอาวุธได้ นอกจากนี้ การที่ชาวแมนจูจำนวนมากเคยเป็นทหารรับจ้างให้กองทัพ หมิง ทำให้พวกเขาได้รับถ่ายทอดเทคนิคการรบรวมทั้งการใช้อาวุธดินปืนทั้งปืนไฟและปืนใหญ่จากจีน จนมีความคุ้นเคยและชำนาญเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อราชวงศ์ชิงเข้ายึดครองประเทศจีนได้แล้ว ทำให้ได้รับเทคโนโลยีอาวุธของจีนมาอย่างเต็มที่

qingwarr

นายทหารต้าชิง

     สำหรับกองทัพธงเขียว ก่อตั้งขึ้น หลังราชวงศ์ชิงเข้ายึดจีนแล้ว โดยเป็นชาวฮั่นที่สวามิภักดิ์หลังปี ค.ศ.1644 ซึ่งจากนั้น ชาวฮั่นที่เข้าเป็นทหาร จะสังกัดกองธงเขียวโดยตลอด ทำให้กองทัพธงเขียวมีจำนวนพลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในรัชสมัยจักรพรรดิซุ่นจื่อ โอรสของหวงไท่จี๋ ซึ่งเป็นยุคที่แมนจูเข้ายึดจีนได้ กองทัพชิงมีกองทัพธงเขียวมากกว่าหกแสนนาย ขณะที่กำลังพลในสังกัดแปดกองธงมีอยู่สองแสนนาย

qing123

กองธงเขียว

     ทัพธงเขียวใช้เทคนิคการรบแบบชาวจีนและยังคงใช้ลำดับยศแบบเดียวกับยุคราชวงศ์หมิง ซึ่งหากเทียบกับแปดธงแล้ว กองทัพธงเขียวจะมีความเชี่ยวชาญในการรบในพื้นที่ภาคใต้และภาคกลางของจีน ขณะที่กองทัพแปดธงจะเชี่ยวชาญในการรบในเขตพื้นที่ตอนเหนือและทะเลทรายในเอเชียกลาง

     นอกจากทัพแปดธงและทัพธงเขียว ต้าชิงยังมีกองกำลังท้องถิ่นซึ่งทำหน้าที่รักษาความสงบแบบเดียวกับตำรวจ ซึ่งเป็นกองกำลังที่ขึ้นตรงกับท้องถิ่น ทั้งนี้ แม้กองกำลังท้องถิ่นเหล่านี้จะมีจำนวนนับแสนแต่ก็กระจายเป็นหน่วยย่อยๆ ทั้งยังไม่มีอาวุธหนักสำหรับทำการรบเต็มรูปแบบเหมือนอย่างทัพแปดธงหรือทัพธงเขียว

bowq

ธนูแมนจู

     อาวุธสำคัญของกองทัพแมนจู คือ ธนู โดยเป็นธนูวัสดุผสม ทำจากไม้และเขาสัตว์แบบเดียวกับมองโกล  แต่ใหญ่กว่าและมีประสิทธิภาพทำลายล้างสูงกว่าของมองโกลในยุคเดียวกัน โดยธนูแมนจูสามารถยิงลูกธนูที่หนักได้เร็วที่สุด เมื่อเทียบธนูยุคเดียวกัน  และแม้จะยิงได้ช้า แต่มีอำนาจสังหารสูง จึงเหมาะสำหรับการทำสงครามและการล้าสัตว์ใหญ่   อย่างไรก็ตาม  การง้างธนูแมนจูต้องใช้กำลังมากกว่าธนูแบบอื่น และการฝึกยิงให้แม่นยำต้องใช้เวลาหลายปี ทำให้ในทั้งกองทัพจะมีทหารที่ยิงธนูแบบนี้ได้อยู่ราวร้อยละสามสิบถึงสี่สิบ

     สำหรับดาบและอาวุธโลหะ เนื่องจากชาวจีนมีความชำนาญในงานโลหะระดับแนวหน้า ทำให้ชาวแมนจูที่เข้ายึดครอง ได้เทคโนโลยีเหล่านี้มาปรับปรุงอาวุธของกองทัพ และจัดเป็นหนึ่งในสองดินแดนที่มีอาวุธโลหะชั้นเยี่ยมที่สุดของเอเชีย โดยอีกหนึ่ง คือ อินเดีย

qingcannon

ปืนหงยี่เป่า

     ส่วนปืนใหญ่นั้น เดิมราชวงศ์หมิงใช้ปืนใหญ่ที่พัฒนามาตั้งแต่ราชวงศ์ซ่ง อย่างไรก็ตาม ตอนกลางราชวงศ์  การพัฒนาปืนใหญ่ได้ลดความสำคัญลง เนื่องจากภัยคุกคาม อยู่ที่ชนเผ่ามองโกล ซึ่งเป็นทหารม้าที่โจมตีฉาบฉวยเพื่อปล้นสะดมภ์แล้วล่าถอย แต่ไม่ได้มีจุดหมายเข้ายึดเมือง กระทั่งเมื่อ นูเอ่อฮาชื่อตั้งอาณาจักรต้าจินและนำทัพเข้ายึดเมืองต่างๆ แม่ทัพหมิงนาม หยวนฉงฮ่วน จึงสั่งซื้อปืนใหญ่จำนวนมากจากชาวโปรตุเกสมาประจำปราการที่เสิ่นหยาง และสามารถขับไล่ทัพหนึ่งแสนของต้าจินออกไปได้ จากนั้น ช่างปืนใหญ่ชาวจีนจึงใช้ปืนโปรตุเกสเป็นต้นแบบ ผลิตปืนใหญ่และเรียกว่า ปืนหงยี่เป่า หรือ ปืนคนเถื่อนแดง กระทั่งเมื่อแมนจูเข้ายึดจีนได้ ปืนดังกล่าว จึงถูกใช้แพร่หลายในกองทัพ โดยปืนหงยี่เป่า มีระยะยิงวิถีโค้งอยู่ที่สามไมล์ (ประมาณห้ากิโลเมตร) ส่วนระยะหวังผล 700 เมตร อย่างไรก็ตาม นอกจาก ลูกเหล็กและลูกระเบิดแล้ว ปืนใหญ่จีนยังมีกระสุนควันพิษด้วย โดยชาวจีนได้นำพิษมาใช้ทำสงครามตั้งแต่ยุคซ่งใต้แล้ว

chinesesoldier

พลปืนไฟสวมเกราะ แมนจู

      ด้วยธนูที่ทรงอานุภาพ รวมกับทัพม้าชั้นเยี่ยม เสริมด้วยอาวุธดินปืน ทำให้กองทัพแมนจูมีประสิทธิภาพน่าเกรงขาม อย่างไรก็ตาม หลังเข้าด่าน ประสิทธิภาพการรบของทัพแมนจูเริ่มลดลง จนบางครั้งต้องใช้กำลังพลที่มากกว่า เพื่อให้ได้ชัย โดยเฉพาะหลังยุคคังซี  เช่น สงครามกับพม่า ในยุคเฉียนหลง ทัพแมนจูพ่ายแพ้หลายครั้ง ทว่าพม่าได้ขอสงบศึกเพราะประเมินแล้วว่าในระยะยาว หากต้าชิงทุ่มกำลังมาจะรับมือไม่ไหว

      กล่าวโดยสรุป กองทัพจักรวรรดิต้าชิง มีทัพแปดธงที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ก็ถนัดการรบในทุ่งหญ้าและป่าสนทางเหนือ มากกว่าที่ราบลุ่มและป่าเขาภาคใต้ ขณะที่กำลังพลส่วนใหญ่ของจักรวรรดิ สังกัดกองธงเขียวซึ่งมีความสามารถในการรบน้อยกว่าทัพแปดธง สำหรับ แสนยานุภาพหลักของทัพแมนจู คือธนูและทัพม้ารวมกับอาวุธดินปืนที่ได้จากจีน

 

เปิดศึก

battles

นี่เป็นสถานการณ์สมมติ เมื่อกองทัพของสองจักรวรรดิมาเผชิญหน้ากันในสมรภูมิ ใครจะคว้าชัย

      หลังจากทรงทราบข่าวว่า ชนเผ่ามองโกลทางตะวันตกได้แยกตัวเป็นอิสระ และอพยพชนเผ่านับแสนข้ามแดนไป จักรพรรดิคังซีจึงทรงนำทัพแปดธงเจ็ดหมื่นและทัพธงเขียวแปดหมื่นยกทัพสู่ภาคตะวันตก ทว่าในยามนั้น จักรพรรดิอักบาร์ที่ทรงรับการสวามิภักดิ์จากชนเผ่าเหล่านั้น ได้นำทัพหนึ่งแสนห้าหมื่นนายยกมาทางตะวันออก เพื่อปกป้องอาณาเขตใหม่ของพระองค์

       กองทัพแมนจูประกอบด้วยทัพม้าแมนจูสี่หมื่น มองโกลสองหมื่น ฮั่นห้าพัน ทหารราบหุ้มเกราะชาวฮั่นห้าพัน สังกัดทัพแปดธง และทหารม้าสองหมื่น ทหารราบหกหมื่นสังกัดทัพธงเขียวพร้อมปืนใหญ่สามพันกระบอก ปืนไฟสี่หมื่นกระบอก ส่วนทัพโมกุล ประกอบด้วยทหารม้าโมกุลสามหมื่น ทหารม้าชนเผ่าอื่นๆ สองหมื่น และช้างศึกหุ้มเกราะสองพัน พลปืนหลังอูฐสองพัน ทหารราบโมกุลสามหมื่น  ทหารราบอินเดียเจ็ดหมื่น ปืนใหญ่สนามขนาดต่างๆ สองพันแปดร้อยกระบอก ช้างสำหรับบรรทุกปืนใหญ่ห้าร้อย ปืนไฟสามหมื่น

qing22

      กองทัพสองฝ่ายเผชิญหน้าในพื้นที่ราบ ปราศจากต้นไม้ มีเนินดินสูงต่ำ กระจายเป็นหย่อม กองปืนใหญ่แต่ละฝ่ายเข้ายึดสันเนินเพื่อเตรียมโจมตี ขณะนั้นเอง ทหารม้าต้าชิงสามหมื่นนายได้เคลื่อนกำลังรุกเข้ามา หวังเปิดฉากโจมตีขณะที่กองทัพโมกุลยังไม่ทันตั้งตัว ทว่าทหารม้าโมกุลจำนวนเท่าๆ กันได้เคลื่อนออกไปสกัด ทหารม้าต้าชิงยิงธนูเข้าใส่ทัพม้าโมกุล หัวธนูที่คมและหนัก มีอานุภาพพอๆกับกระสุนปืน สังหารทั้งคนและม้าของโมกุลล้มตายเกลื่อน ขณะที่ทัพม้าที่เหลือ จำต้องล่าถอยออกจากระยะธนู ในยามนั้น ปืนใหญ่โมกุลจึงส่งกระสุนวิถีโค้งเพื่อสกัดทัพม้าต้าชิง ไม่ให้รุกไล่ตามมา คังซีจึงทรงให้ปืนใหญ่จำนวนหนึ่งเคลื่อนขึ้นหน้าและระดมยิงใส่กองทัพข้าศึก ก่อนจะส่งทัพม้าและทหารราบเข้าบุกโจมตี

mughalll

      อักบาร์ทรงมีบัญชาให้กองทัพช้างพร้อมพลปืนหลังอูฐ รุกขึ้นหน้า โดยมีทหารราบเป็นกองหนุน ปืนลูกปรายสาดกระสุนใส่ทหารชิงบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก ขณะที่กองช้างศึกหุ้มเกราะก็เข้าปะทะกับกองทัพชิง แม้ธนูแมนจูจะทรงอานุภาพ แต่ก็ไม่อาจสังหารช้างรบที่หุ้มเกราะเหล็กทั้งตัวได้ ขณะที่ควาญช้างของโมกุลเองก็มีโล่กำบัง ทั้งพลปืนบนหลังช้างก็ระดมสาดกระสุนเข้าใส่ทัพแมนจูอย่างต่อเนื่อง

     ในที่สุด การรุกของทัพช้างก็ทำให้ทหารแมนจูต้องล่าถอย คังซีจึงทรงมีบัญชาให้ยิงปืนใหญ่บรรจุกระสุนควันพิษเข้าใส่ทัพช้างโมกุล ทำให้ช้างสับสนและไม่อาจรุกต่อได้ เป็นโอกาสให้ทหารชิงกลับมารวมกำลังใหม่ โดยจัดพลปืนไฟเป็นแนวหน้า

moghal2

      ยามนั้น อักบาร์ได้ใช้ช้างบรรทุกปืนใหญ่ ไปถึงแนวหน้าและตั้งระดมยิงใส่ทัพชิงอย่างไม่ยั้ง ทำให้พลปืนไฟต้าชิงล้มตายบาดเจ็บเป็นอันมาก ก่อนส่งกองช้างหุ้มเกราะเข้าประจัญบาน สร้างความระส่ำระสายให้ฝ่ายต้าชิง โดยทหารฮั่นในกองธงเขียว เริ่มมีท่าทีจะแตกทัพ คังซีจึงสั่งให้กองม้าและทหารราบทัพแปดธงที่มีขวัญกำลังใจเข้มแข็งกว่า เข้ากระหนาบบีบให้กองธงเขียวต้องสู้ต่อ พร้อมกันนั้น พระองค์ก็สั่งพลม้าที่เหลือทั้งหมดบุกเข้าหากองปืนใหญ่ โดยใช้ธนูยิงเปิดทาง แต่ก็ต้องปะทะกับขบวนช้างหุ้มเกราะพร้อมพลปืนไฟที่ตอนนี้กลับมาตั้งหลักเป็นแนวสกัดได้อีกครั้ง จนทำให้ทัพม้าต้าชิงต้องถอยกลับ

     ในขณะนั้นเอง จักรพรรดิอักบาร์ก็ทรงมีพระบัญชาให้กองช้างหุ้มเกราะทั้งหมดรุกขึ้นหน้า โดยมีทหารราบและทหารม้าสนับสนุน โดยมุ่งหมายจะบดขยี้ทัพชิงที่เริ่มระส่ำระสายและกำลังถอยร่น ให้ย่อยยับ แต่ก็ถูกกองปืนใหญ่ของต้าชิงยิงกระสุนควันเข้าใส่ ทำให้การรุกของทัพโมกุลชะงักลง และเปิดโอกาสให้ทัพชิงถอยออกจากสมรภูมิ

mogalwar

 

สรุปผลการรบ กองทัพโมกุลมีชัยชนะ สามารถผลักดันกองทัพชิงล่าถอยออกไปได้

     ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบด้านอาวุธแล้ว ในด้านเทคโนโลยีปืนไฟ ปืนใหญ่และอาวุธโลหะ ทั้งสองฝ่ายอยู่ในระดับที่ทัดเทียมกัน ส่วนจุดเด่นของกองทัพชิงอยู่ที่ธนูซึ่งมีอานุภาพเหนือกว่า อย่างไรก็ตาม กองทัพม้าธนูของโมกุลก็นับว่าเข้มแข็งแม้จะด้อยกว่าตรงอานุภาพของธนู แต่โมกุลก็เสริมกำลังด้วยพลอาวุธยิงประเภทอื่น อย่างพลปืนหลังอูฐที่ใช้ปืนลูกปรายและพลปืนไฟบนหลังช้าง นอกจากนี้ การที่โมกุลใช้ทัพช้างหุ้มเกราะ ทำหน้าที่เหมือนกำแพงมีชีวิต ก็ทำให้อานุภาพธนูของต้าชิง ไม่อาจแสดงได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับการใช้ช้างบรรทุกปืนใหญ่ ทำให้สามารถย้ายตำแหน่งอาวุธยิงได้สะดวกและเสริมประสิทธิภาพในการรบได้มากขึ้น นอกจากนี้ เมื่อเทียบประสบการณ์ระหว่างผู้นำทัพของสองฝ่าย จักรพรรดิอักบาร์ทรงมีประสบการณ์ในสนามรบ มากกว่าจักรพรรดิคังซีที่ทรงเป็นนักบริหาร ทำให้การตัดสินใจ แก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้า ในสนามรบทำได้ดีกว่า จึงเป็นโอกาสให้ทัพโมกุลเป็นฝ่ายชนะ

 

ปล.นี่เป็นการวิเคราะห์จากข้อมูลที่รวบรวมได้และความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน นักอ่านท่านใดที่มีความเห็นแตกต่าง สามารถนำเสนอได้ครับ ทางผู้เขียนยินดีน้อมรับอย่างยิ่ง

 

Related posts:

5 thoughts on “คู่ศึกสะท้านโลก อักบาร์แห่งโมกุล ปะทะ คังซีแห่งต้าชิง

  • กันยายน 27, 2016 at 10:41 am
    Permalink

    จริงๆน่าจะเอา ออรังเซบ มากกว่านะครับตรงสมัยกับคังซีมากกว่า

    Reply
    • กันยายน 28, 2016 at 6:44 pm
      Permalink

      ที่เลือกอักบาร์ เพราะระดับความเป็นมหาราชพอๆกันครับ และในยุคอักบาร์ กองทัพโมกุลพัฒนาขึ้นขีดสุดแล้ว พอๆยุคคังซีที่กองทัพชิงขึ้นสูงสุด

      Reply
  • ตุลาคม 4, 2016 at 1:50 pm
    Permalink

    จับคู่กองทัพ “คู่ศึกสะท้านโลก” ทั้ง 4 คู่ให้ทีครับ
    ช่วงเวลาและยุคสมัยอาจจะเหลื่อมกันบ้างนะครับ

    1) พระเจ้าอโศกมหาราช แห่งราชวงศ์โมริยะ vs ฮันนิบาล บาคาร์ แห่งอาณาจักรคาเธจ

    2) เศาะลาฮุดดิน ซาลาดิน แห่งสงครามครูเสด VS จอมทัพงักฮุย แห่งราชวงศ์ซ่ง

    3) เฉียนหลงฮ่องเต้ แห่งราชวงศ์ชิง VS นโปเลียน โบนาปาร์ต มหาราช แห่งฝรั่งเศส

    4) อาณาจักรมุสลิมเติร์ก VS จักรวรรดิ์มองโกล (ช่วงเวลาที่ต่างคนต่างพีคสุดๆ )
    ขอบคุณครับ จะรออ่านนะครับ

    Reply
    • ตุลาคม 4, 2016 at 6:47 pm
      Permalink

      คู่ที่สี่นี่น่าสนใจครับ รออ่านได้เลยยย เร็วๆนี้

      Reply
  • พฤศจิกายน 1, 2016 at 12:43 pm
    Permalink

    ขอเสนอเพิ่มครับ

    – ไบแซนไทน์ของจักรพรรดิจัสติเนียน vs ต้าถังของถังไท่จง
    – Henry V vs Mehmed the conqueror

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)