คู่ศึกสะท้านโลก จักรพรรดิหย่งเล่อ ปะทะ ทาร์เมอแลน

จะเป็นอย่างไร หากผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์มาเผชิญหน้ากัน ด้วยแสนยานุภาพที่เกรียงไกรของทั้งสองฝ่าย สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเรียกได้ว่า เป็นศึกสะท้านโลก และต่อไปนี่คือการสร้างสถานการณ์สมมติว่า หากสิ่งนั้นเกิดขึ้น ผู้ใด ที่น่าจะคว้าชัย

 

คู่สงคราม

จักรวรรดิหมิง Ming Empire

      ก่อตั้ง ในปี ค.ศ. 1368 โดยจักรพรรดิหงอู่ พระนามเดิม จูหยวนจาง ซึ่งสถาปนาราชวงศ์ขึ้น หลังขับไล่พวกมองโกลและโค่นล้มราชวงศ์หยวนลง จักรวรรดิหมิงได้ขยายอาณาเขตครอบครองดินแดนกว้างใหญ่ รวมเนื้อที่กว่า สองล้านห้าแสนตารางไมล์

forbidden

ในรัชสมัยจักรพรรดิหยงเล่อ ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์ที่สาม จักรวรรดิหมิงได้ส่งแม่ทัพเรือนาม เจิ้งเหอ นำกองเรือมหึมา ประกอบด้วยเรือรบกว่าสามร้อยลำ พร้อมทหารและลูกเรือสามหมื่นคน ออกท่องมหาสมุทรผ่านเอเชียอาคเนย์ อินเดีย ไปไกลถึงชายฝั่งอาฟริกาตะวันออก  รวมเจ็ดครั้ง ทั้งมีหลักฐานใหม่ว่า กองเรือดังกล่าวอาจไปไกลถึงอเมริกาใต้ ซึ่งการออกท่องทะเลดังกล่าวได้นำประเทศต่างๆหลายสิบประเทศจากทั้งเอเชียและแอฟริกาเข้ามาถวายบรรณาการแด่องค์จักรพรรดิ

จักรวรรดิหมิงมีความก้าวหน้าในด้านวิทยาการและศิลปะ ที่โดดเด่นคือ เทคนิคการทำเครื่องลายคราม ซึ่งงดงามและเป็นที่นิยมในนานาประเทศ แม้จนถึงปัจจุบันนี้

ในยุคปลาย ปัญหาจากการโกงกินในระบบราชการที่สะสมมาแต่กลางราชวงศ์ก่อให้เกิดความแตกแยก และนำไปสู่กบฏชาวนาหลายครั้ง สุดท้ายจักรวรรดิก็ล่มสลายลงจากฝีมือกองทัพกบฏชาวนา ในปี ค.ศ. 1644 ก่อนที่พวกแมนจูจะเข้ามาขับไล่ทัพบฏและยึดครองแผ่นดินจีน

จักรวรรดิตีมูริด Timurid Empire

   ก่อตั้งในปี ค.ศ.1370 โดย ตีมูร์ หรือ ทาร์เมอแลน ผู้นำเผ่าเติร์ก – มองโกล แต่เดิม ตีมูร์เป็นแม่ทัพของอาณาจักรชาคาไต อันเป็นอาณาจักรของมองโกลในเอเชียกลางที่ก่อตั้งโดย ชาคาไต โอรสองค์รองของเจงกีสข่าน

samarkand2

หลังสิ้นผู้สืบทอดอำนาจ อาณาจักรเกิดความแตกแยก ทาร์เมอแลนได้รวมหัวเมืองต่างๆเข้าด้วยกันและปกครองดินแดนอาณาจักรชากาไต ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเติร์กที่ใช้วัฒนธรรมแบบมองโกล ก่อนแผ่อำนาจเข้าสู่ดินแดนใกล้เคียง จนมีอาณาเขตกว้างขวางถึงหนึ่งล้านเจ็ดแสนตารางไมล์  โดยมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่นครซามาคานด์ในอุซเบกิสถานปัจจุบัน

จักรวรรดิตีมูริดได้ทำสงครามผนวกดินแดนเอเชียกลางเข้าในอำนาจ จากนั้นได้รุกรานรัฐสุลต่านแห่งเดลฮีในอินเดียเหนือ ได้รับชัยชนะ ทำลายนครเดลฮีจนราบคาบ สังหารหมู่พลเมืองนับหมื่นปล้นสมบัติกลับไปมหาศาล และได้ทำศึกกับจักรวรรดิออตโตมันของชาวเติร์ก ได้รับชัยชนะ จับตัวสุลต่านบาเยซิด ผู้นำของออตโตมันได้

จักรวรรดิตีมูริดเป็นดินแดนที่มั่งคั่งและเรืองอำนาจที่สุดในเอเชียกลาง โดยควบคุมเส้นทางการค้าสำคัญ ทั้งยังมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศสและเยอรมัน เพื่อร่วมกันต่อต้านชาวออตโตมัน  หลังการสิ้นพระชมน์ของทาเมอร์แลน จักรวรรดิก็เสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว ก่อนจะล่มสลายลงใน ปี ค.ศ.1507  ทว่าจากนั้นในปี ค.ศ.1526 ลูกหลานของทาเมอร์แลนได้รวบรวมไพร่พลเข้ายึดครองอินเดียเหนือและก่อตั้งราชวงศ์โมกุลขึ้นก่อนจะขยายอำนาจครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ของเอเชียใต้ได้สำเร็จ

 

ผู้นำ

จักรพรรดิหยงเล่อ Yung le

yongle

ประสูติในปี ค.ศ. 1360 พระนามเดิม จูตี้ เป็นพระโอรสของจักรพรรดิหงอู่ ที่เกิดจากพระสนม ได้รับพระยศเป็นเยี่ยนหวาง หลังการสวรรคตของจักรพรรดิหงอู่ พระนัดดาของพระองค์ นาม จูอิ่นเหวิน ขึ้นครองราชย์ต่อ จูอิ่นเหวินได้ลดอำนาจของบรรดาโอรสของจักรพรรดิหงอู่ ทำให้เยี่ยนหวางไม่พอใจแต่ทรงเก็บเงียบไว้ ต่อมาจูอิ่นเหวินได้วางแผนลอบสังหารพระองค์ ทว่า เจิ้งเหอ ขันทีคู่ใจของเยี่ยนหวาง จูตี้ ได้ช่วยเอาไว้ จูตี้จึงประกาศสงครามกับจูอิ่นเหวิน เกิดเป็นสงครามกลางเมือง ยาวนานสามปี กองทัพของจูตี้ก็เข้ายึด หนานจิง เมืองหลวงได้ จูอิ่นเหวินหนีหายสาปสูญ เยี่ยนหวางจูตี้ ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิหยงเล่อ ในปี ค.ศ.1402  พระองค์ได้สร้างความมั่นคงให้กับอาณาจักรและขยายดินแดนด้วยการทำสงคราม โดยนำกองทัพกว่าสามแสนยกขึ้นเหนือ เข้าปราบปรามกองทัพมองโกลของราชวงศ์หยวน จนราบคาบ จากนั้นได้ส่งกองทัพพิชิตเวียตนามและผนวกเข้าในอาณาจักร ทว่าสิ่งที่ทำให้พระนามของพระองค์เลื่องลือที่สุดคือการ ส่งกองเรือขนาดมหึมานำโดยแม่ทัพขันทีเจิ้งเหอ ออกท่องมหาสมุทรไปยังดินแดนต่างๆตั้งแต่เอเชียอาคเนย์ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง จนถึงอาฟริกาตะวันออก และนำประเทศต่างๆกว่าสามสิบประเทศเข้าถวายบรรณาการต่อราชวงศ์หมิง

จักรพรรดิหย่งเล่อทรงเป็นนักปกครองที่ชาญฉลาด มีความเชี่ยวชาญในการทำศึกพอตัว ดังจะเห็นได้จากการทำศึกกับมองโกลที่ทรงรอให้ฝ่ายข้าศึกเกิดความแตกแยกกันเอง จากนั้นจึงนำกำลังพลส่วนย่อยเร่งเข้าตีข้าศึกทีละส่วนจนแตกพ่าย ทั้งทรงมีความเยือกเย็น ล้ำลึกและรู้จักรอโอกาส ดังเช่นตอนที่ทรงเก็บตัวเงียบรอจนสถานการณ์สุกงอม จึงประกาสตนก่อกบฏต่อจักรพรรดิองค์ก่อนและยึดราชบัลลังก์มาได้สำเร็จ

ทว่าความสำเร็จที่พระองค์ได้มา ก็ทำให้เกิดความทะนงตนและเชื่อมั่นในตนเองจนเกินไป ดังเช่นตอนปลายรัชกาล ที่พระองค์ประสบปัญหาสุขภาพจนวรกายทรุดโทรม และเกิดเรื่องเสื่อมเสียในตำหนักใน เนื่องจากสนมชาวโชซอน (เกาหลี) จำนวนหนึ่ง ถูกดำเนินคดีข้อหาคบชู้ และถูกประหารด้วยการเผาทั้งเป็น ก่อนตาย พวกนางได้ประณามว่า องค์จักรพรรดิเสื่อมสมรรถภาพจนทำให้พวกสนมต้องไปคบชู้ ซึ่งสิ่งนี้ ทำให้จักรพรรดิทรงพิโรธอย่างรุนแรงและทรงหาทางลบคำสบประมาท จนเมื่อพวกมองโกลก่อความวุ่นวายขึ้นทางเหนืออีกครั้ง จักรพรรดิหยงเล่อจึงทรงยืนกรานจะนำทัพไปปราบพวกมองโกลเองเพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่า พระองค์ยังทรงเข้มแข็ง โดยไม่ทรงฟังคำทัดทานของผู้ใด

ใน ปี ค.ศ. 1424 ระหว่างที่ทรงนำทัพเข้าปราบปราบชาวมองโกล ด้วยพระสุขภาพที่ทรุดโทรมอยู่แล้ว ทำให้จักรพรรดิหยงเล่อประชวรหนักและสวรรคตในแดนเหนือ ทว่าจักรวรรดิหมิงยังคงยืนยาวต่อมาอีกเกือบสองร้อยปี ก่อนจะถึงจุดจบ

ทาร์เมอแลน Timurlan

timur2

ทรงเป็น จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิตีมูริด มีนามเดิม ว่า ตีมูร์ แปลว่า เหล็ก  เกิดใน ปี ค.ศ.1336 เป็นชนเชื้อสายเติร์ก แต่ครอบครัวอาศัยอยู่ในอาณาจักรชากาไตของมองโกล ในวัยหนุ่มเคยได้รับบาดเจ็บจากลูกธนูจนขาพิการ จึงได้สมญาว่า ตีร์มู อีเลง หมายถึง ตีร์มู ผู้ขาพิการ โลกตะวันตก เรียกเป็น ทาร์เมอแลน เขาได้เข้าเป็นนายทหารของอาณาจักรและก้าวหน้าจนขึ้นเป็นแม่ทัพ ต่อมา อาณาจักรชากาไตเกิดความวุ่นวายแตกแยกด้วยสงครามกลางเมือง ทาร์เมอแลนได้รวบรวมกองทัพปราบปรามหัวเมืองต่างๆจนราบคาบและขึ้นปกครองอาณาจักรพร้อมแต่งงานกับเจ้าหญิงในราชวงศ์ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจงกีสข่าน และทาร์เมอแลนได้ใช้การแต่งงานอ้างสิทธิเป็นทายาทของราชวงศ์เจงกีสข่าน

ทาเมอร์แลนได้ยกกองทัพเข้ารุกรานดินแดนรอบข้าง และขยายอาณาเขตออกไปจนกลายเป็นจักรวรรดิ ทาร์เมอแลนเป็นนักรบผู้เก่งกล้า และเหี้ยมโหด โดยทุกครั้งที่ตีเมืองได้ จะสังหารพลเมืองอย่างไม่เลือกหน้า และให้นำศีรษะของพลเมืองที่ถูกสังหารมาก่อเป็นหอคอย เพื่อข่มขวัญศัตรู อย่างไรก็ตาม พระองค์ก็เป็นผู้ปกครองที่ชาญฉลาด โดยได้สร้างเมืองหลวงซามาคานด์ ให้เป็นศุนย์กลางการค้าและศิลปวิทยาการของเอเชียกลาง ทาร์เมอแลนได้นำกองทัพไปทำศึกกับจักรวรรดิออตโตมันและได้รับชัยชนะ จับตัวสุลต่านบาเยซิดของออตโตมันได้ และเกือบทำให้จักรวรรดิออตโตมันต้องล่มสลาย นอกจากนี้ยังทรงสร้างสัมพันธ์การทูตกับดินแดนในยุโรปอย่างฝรั่งเศสและเยอรมันเพื่อส่งเสริมเส้นทางการค้า

ทาร์เมอแลนมีความทรนงในความสำเร็จของพระองค์มาก ทั้งยังทรงทะเยอทะยานที่จะเป็นผู้ปกครองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก โดยทรงเคยมีรับสั่งว่า “หากท้องฟ้ามีดวงตะวันเพียงหนึ่งเดียว ปฐพีนี้ก็ควรมีจอมจักรพรรดิเพียงหนึ่งเดียว เช่นกัน”

ในบั้นปลาย ทาร์เมอแลนได้วางแผนยกทัพเข้าตีจักรวรรดิหมิงซึ่งยามนั้น เป็นรัชสมัยของจักรพรรดิหยงเล่อ ทว่าพระองค์ได้ประชวรและสิ้นพระชนม์ก่อนเปิดศึก กองทัพของพระองค์จึงล่าถอยกลับไป โดยหลังการสิ้นพระชนม์ของทาร์เมอแลน จักรวรรดิของพระองค์ก็เริ่มเสื่อมถอยและล่มสลายไป

 

กองทัพ

กองทัพจักรวรรดิหมิง

หลังสถาปนาราชวงศ์แล้ว จักรวรรดิหมิงได้จัดตั้งระบบการเกณฑ์ทหารแบบสืบทอด กล่าวคือครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นทหารจะได้รับสวัสดิการจากภาครัฐ เพียงแต่มีข้อแม้ว่า หากทหารผู้นั้นตายลง จะต้องมีสมาชิกในครอบครัวเข้ารับช่วงเป็นทหารต่อ ไม่เช่นนั้น ทางการจะตัดสิทธิทั้งหมด ซึ่งกฏนี้บีบให้คนที่เป็นทหารต้องส่งต่อการเป็นทหารให้ลูกหลานไปเรื่อยๆ เพื่อรักษาสถานภาพของครอบครัวเอาไว้ ซึ่งระบบนี้ ข้อดีคืออกำลังพล จะได้รับการฝึกสอนการรบอย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น ทว่าข้อเสียคือ หากทายาทของทหารรุ่นเดิม ไร้คุณสมบัติที่เหมาะสม ก็จะทำให้กำลังพลที่ได้ เป็นทหารที่ไร้ความสามารถด้วย

mingsoldierทหารราบต้าหมิง

กองทัพจักรวรรดิหมิงประกอบด้วยทหารม้าและทหารราบ โดยทหารม้าจะแบ่งเป็นทหารม้าหนักและทหารม้าเบา สำหรับทหารม้าเบาจะสวมเกราะน้อยชิ้นคล้ายชนเผ่าเร่ร่อนและติดอาวุธดาบ ทวน และธนูวัสดุผสมแบบมองโกล แม้จะมีประสิทธิภาพด้อยกว่าพลธนูมองโกล แต่ด้วยจำนวนที่มากกว่า ก็สามารถแก้ปัญหาในเรื่องประสิทธิภาพได้ming-infantryกองทหารราบต้าหมิง

สำหรับทหารม้าหนักของต้าหมิงจะสวมเกราะเฉพาะคน แต่ม้าจะมีเครื่องกำบังน้อยชิ้น อย่างไรก็ตาม มีบันทึกว่า ต้าหมิงมีเกราะสำหรับม้าแบบเดียวกับทหารม้าหนักในยุโรป เพียงแต่มีจำนวนไม่มาก ทั้งนี้ เนื่องจากศัตรูหลักของจักรวรรดิหมิงเป็นชนเผ่าเร่ร่อนที่เคลื่อนที่เร็ว กองทหารม้าที่จะรับมือกับพวกนี้ได้จึงต้องเน้นการเคลื่อนที่เร็วจึงสวมเกราะน้อยชิ้นให้คล่องตัว อย่างไรก็ตาม หากเทียบประสิทธิภาพการรบแบบตัวต่อตัวแล้ว โดยทั่วไป ทหารม้าชนเผ่าเร่ร่อนจะมีความสามารถเหนือกว่าในระดับหนึ่ง ทว่า อาศัยกลศึกและการจัดกระบวนทัพโดยมีการสนับสนุนจากกกองทหารราบอย่างเหมาะสม รวมทั้งความได้เปรียบทางชัยภูมิ จึงทำให้สามารถเอาชัยเหนือทหารม้าชนเผ่าเร่ร่อนที่โดยมากจะมีแต่ทหารม้าเพียงอย่างเดียวได้

mingcatapractทหารม้าหนักต้าหมิง

กองทหารราบของจักรวรรดิหมิงเป็นหน่วยรบที่ทรงประสิทธิภาพ มีการรบสอดประสานเป็นอย่างดี โดยแบ่งเป็นหน่วยย่อยคล้ายกองร้อย ประกอบด้วยทหารธรรมดาและทหารชำนาญศึก โดยร้อยละสี่สิบเป็นทหารธรรมดาสวมเกราะติดอาวุธหอกและโล่ รวมทั้งหอกที่มีปลายคล้ายขอเกี่ยวสำหรับจัดการกับทหารม้า ส่วนอีกร้อยละสี่สิบจะเป็นพลอาวุธยิง เช่น ธนู หน้าไม้ ปืนไฟ อีกร้อยละยี่สิบจะเป็นทหารชำนาญศึกสวมเกราะใช้ดาบใหญ่ถือโล่

Ming_Dynasty_Musketsพลปืนไฟต้าหมิง

สำหรับอาวุธยิง นอกจากธนูแล้ว กองทัพหมิงยังมีหน้าไม้ซึ่งสามารถยิงได้ต่อเนื่องกันสิบดอก โดยไม่ต้องบรรจุลูกดอก ซึ่งหน้าไม้ในยุคนี้มีพิสัยการยิงไกลขึ้นและสามารถใช้ยิงทะลุเกราะทั้งคนและม้าได้

สำหรับอาวุธดินปืนของจักรวรรดิหมิง นับได้ว่ามีความก้าวหน้าในอันดับต้นๆของโลกยุคนั้น โดยได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์ซ่ง ทั้งนี้นอกจากปืนใหญ่ที่ยิงด้วยลูกเหล็กแล้ว ยังมีกระบอกพ่นเพลิง เครื่องเหวี่ยงหินที่ยิงได้ทั้งลูกหินและลูกไฟ รวมทั้งลูกระเบิด โดยเครื่องเหวี่ยงหินของจีนสามารถยิงได้ไกลและแรงกว่ากว่าเครื่องเหวี่ยงหินในยุคเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีอาวุธคล้ายจรวดที่ใช้ยิงโจมตีระยะไกล รวมทั้งปืนไฟก็ได้มีการพัฒนาให้ยิงได้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้นกว่าในยุคแรก ซึ่งนับเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพในการรับมือกับชนเผ่าเร่ร่อน แต่นั่นหมายความว่า กองทหารหน่วยอาวุธยิง ต้องอยู่ในที่มั่นที่มั่นคงและปลอดภัยด้วย 

Ming_Cannon

ปืนใหญ่ต้าหมิง

ทั้งนี้ ยุคในยุคจักรวรรดิหมิง ได้มีการเสริมสร้างกำแพงเมืองจีนให้กลายเป็นแนวปราการที่ทรงประสิทธิภาพ มีการซ่อมแซมป้อมปราการที่ถูกปล่อยทิ้งในสมัยราชวงศ์หยวน รวมทั้งสร้างป้อมเพิ่มและติดตั้งอาวุธยิงประจำป้อม รวมทั้งจัดพลธนู ปืนและหน้าไม้ประจำการ เพื่อตั้งรับการโจมตีของชนเผ่าเร่ร่อน ซึ่งการปรับปรุงดังกล่าวมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคต้น จนถึงช่วงปลาย

กองทัพจักรวรรดิตีมูริด

กองทัพตีมูริดประกอบด้วยนักรบจากชนเร่ร่อนเผ่าต่างๆ โดยกำลังหลักจะเป็นนักรบบนหลังม้า ชาวเติร์ก-มองโกล ซึ่งจะเป็นชนเชื้อสายเติร์กที่ใช้วัฒนธรรมแบบมองโกล โดยทหารม้าจะมีทั้งทหารม้าหนักและทหารม้าเบา

timuridman

ทหารม้าหนักและทหารม้าเบาตีมูริด

ทหารม้าหนักจะสวมเกราะทั้งม้าและคน ใช้ยุทธวิธีรบด้วยการชาร์จโดยมีหอกยาวเป็นอาวุธ เมื่อข้าศึกเสียขบวนจึงใช้ดาบและกระบองจัดการ ส่วนทหารม้าเบาจะสวมเกราะน้อยชิ้นและไม่สวมเกราะให้ม้า ติดอาวุธดาบและธนูวัสดุผสมรูปแบบและคุณภาพเดียวกับธนูมองโกล ซึ่งนับเป็นทหารม้าที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกยุคนั้น โดยทำหน้าที่เป็นปีกซ้ายขวาของกระบวนทัพและโจมตีจากรอบนอก รวมทั้งยิงธนูใส่ข้าศึกที่ไล่ตาม ยามที่ทัพฝ่ายตนกำลังถอยทัพด้วย

ส่วนทหารราบ นอกจากพลธนูเดินเท้าชาวเติร์ก-มองโกล แล้ว กำลังส่วนใหญ่จะเป็นทหารที่เกณฑ์มาจากชนชาติที่เป็นบริวารหรืออาจใช้เชลยที่ยอมจำนน โดยทหารราบจะทำหน้าเป็นหน่วยสนับสนุนทหารม้าในสนามรบและเป็นหัวหอกในการโจมตีเมือง แต่ทหารราบเหล่านี้มักมีปัญหาในเรื่องขวัญกำลังใจและประสิทธิภาพในการรบ อีกทั้งการที่ถูกเกณฑ์มาจากหลายพื้นที่และรวมกันในระยะสั้น ยังทำให้อาจมีปัญหาในการสั่งการ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่สับสน เช่นในกรณีกองกำลังหลักเพลี่ยงพล้ำ ทหารราบก็อาจฉวยโอกาสหนีทัพหรือแตกขบวนได้

นอกจากนี้ยังมีหน่วยอาวุธยิง ซึ่งใช้อาวุธหนักอย่างเครื่องยิงหินและลูกระเบิด รวมทั้งปืนใหญ่แบบที่ยิงลูกหินและลูกเหล็ก โดยเทคนิคการใช้อาวุธดินปืนเหล่านี้ กองทัพตีมูริดได้รับสืบทอดมาจากกกองทัพมองโกลที่นำดินระเบิดมาใช้ ตั้งแต่สมัยเจงกีสข่าน

timuridss

พลธนูเดินเท้าตีมูริด

กองทัพตีมูริดเน้นกลยุทธ์จู่โจมแบบรวดเร็ว โดยใช้กองทหารม้าหนักบุกทะลวงแนวรบ และใช้กองทหารม้าธนูเข้าสังหาร ในการรบกับกองทัพออตโตมันเติร์กที่อังการา ทาร์เมอแลนได้ส่งทัพม้าเข้าทะลายแนวป้องกันชายแดนของชาวเติร์ก จนแตกพ่ายยับเยิน ทำให้พันธมิตรและรัฐบริวารของออตโตมันยอมสวามิภักดิ์และเข้าเป็นกำลังรบให้กับทัพตีมูริด โดยทาร์เมอแลนใช้กำลังทหารจากรัฐเหล่านี้เป็นกองทหารราบ

นอกจากการบุกจู่โจมอย่างรวดเร็วแล้ว กองทัพตีมูริดยังใช้หน่วยวิศวกรรมกองทัพในการรบเพื่อเพิ่มข้อได้เปรียบในการทำสงคราม ดังเช่นกรณีการศึกที่อังการานี้ ทาร์เมอแลนได้สั่งให้หน่วยวิศวกรรมเปลี่ยนเส้นทางน้ำ ของลำธารที่ไหลผ่านที่มั่นของพวกออตโตมัน ทำให้ทหารเติร์กขาดน้ำและอ่อนแอ บีบให้สุลต่านบาเยซิดต้องเปิดฉากบุกก่อน เพราะไม่เช่นนั้น ทหารจะหมดกำลังจนรบไม่ได้ และเมื่อทัพออตโตมันบุกเข้าโจมตี ก็ถูกพลธนูระดมยิงสังหารจนอ่อนกำลัง ก่อนที่ทหารม้าหนักและกองทหารราบจะปิดฉากการรบ และนำชัยชนะมา

อีกกรณีของการใช้กลยุทธ์ คือการศึกกับกองทัพสุลต่านแห่งเดลี ที่ปกครองอินเดียเหนือ โดยในศึกนี้ กองทัพอินเดียใช้ช้างศึกเข้าร่วมรบเป็นจำนวนหลายร้อยเชือก  ทำให้ทัพม้าเติร์ก-มองโกลที่ไม่คุ้นกับช้างศึกตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในช่วงแรก ทาร์เมอแลนจึงให้นำมัดฟางชุบน้ำมันผูกติดกับหลังอูฐและจุดไฟปล่อยฝูงอูฐวิ่งเข้าหาช้าง ควันและแสงไฟทำให้ช้างศึกแตกตื่น จากนั้นพลธนู บนหลังม้าของฝ่ายตีมูริดก็สังหารควาญและพวกทหารบนหลังช้าง ก่อนจะเช้าโอบล้อมกวาดล้างกองทัพอินเดียที่เหลือได้สำเร็จ

timuelephant

พลธนูบนหลังช้างของตีมูริด

นอกจากกองทหารม้าและทหารราบกับปืนใหญ่แล้ว กองทัพตีมูริดยังมีช้างศึกนับร้อยรวมอยู่ด้วย โดยเป็นช้างที่ได้มาหลังการรบกับอินเดีย ซึ่งกองทัพตีมูริดใช้ช้างศึกเหล่านี้เป็นหอคอยเคลื่อนที่ โดยหุ้มเกราะและจัดพลธนูประจำบนหลังช้าง ดังเช่นในการรบที่อังการา ฝ่ายตีมูริดใช้ช้างศึกพร้อมพลธนูตั้งขบวนเป็นแนวรับ โดยมีกองทหารม้าหนักและทหารราบสนับสนุน ขณะที่พลธนูบนหลังม้าทำหน้าที่ปีกซ้ายขวา และเมื่อกองทหารออตโตมันบุกเข้ามาก็ต้องเผชิญหน้ากับทัพช้างที่เป็นหอคอยมีชีวิตเหล่านี้ จนตกเป็นเหยื่อคมธนูล้มตายลงไปนับพัน

อย่างไรก็ตาม กองทหารม้าหนักตีมูริดก็แข็งแกร่งน้อยกว่าพวกอัศวิน โดยในศึกที่อังการา ระหว่างที่ทัพตีมูริดกับทัพออตโตมันประจัญบานกัน ทัพม้าอัศวินของเจ้าชายสเตฟานแห่งเซอเบีย พันธมิตรของออตโตมันได้บุกทะลวงกองทัพตีมูริดได้ถึงสามครั้ง ซึ่งหากสุลต่านบาเยซิดสั่งให้กองทหารเข้าหนุน ก็ไม่แน่ว่าทัพออตโตมันอาจพลิกได้ชัยชนะ ทว่าสุลต่านกลับละทิ้งโอกาสนั้นไป จนสุดท้ายทำให้ออตโตมันต้องเป็นฝ่ายแพ้

 

เปิดศึก

war45

นประวัติศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างจักรวรรดิตีมูริดและจักรวรรดิหมิง เกิดจากการที่จักรวรรดิหมิงเข้าใจผิดว่า จักรวรรดิตีมูริดคืออาณาจักรของราชวงศ์หยวนที่เพิ่งพ่ายแพ้ต่อกองทัพของต้าหมิง ทางฝ่ายต้าหมิงจึงส่งทูตสามคนพร้อมกองทหารคุ้มกันไปเรียกร้องให้อีกฝ่ายยอมรับอำนาจของจักรวรรดิและถวายบรรณาการ ทำให้จักรพรรดิทาร์เมอแลนทรงพิโรธและสั่งจับตัวทูตทั้งสามคนพร้อมประหารกองทหารคุ้มกันทั้งหมดหนึ่งพันห้าร้อยคน จากนั้นพระองค์จึงระดมไพร่พลยกข้ามทะเลทรายเพื่อบุกเข้าโจมตี ขณะที่ทางฝ่ายหมิงเองก็สร้างป้อมปราการเพื่อเตรียมรับศึก ทว่าก่อนที่กองทัพตีมูริดจะยกมาถึง ทาร์เมอแลนก็ประชวรและสิ้นพระชนม์ลงเสียก่อน สงครามจึงสงบลง โดยรัชทายาทของทาร์เมอแลนยอมปล่อยตัวทูตหมิงทั้งสามและเจรจาสันติกับจักรพรรดิหยงเล่อ

ทว่าหากทาร์เมอแลนไม่ได้สิ้นพระชนม์และการรบระหว่างจักรวรรดิหมิงและจักรวรรดิตีมูริดได้เกิดขึ้นจริงๆ สุดท้ายเหตุการณ์จะจบลงเช่นไร

สถานการณ์ สมมติ

หลังยกทัพออกจากนครซามาคานด์ ด้วยกำลังทัพม้าเติร์ก-มองโกล หนึ่งแสนนายและกองทหารราบอีกแปดหมื่นพร้อมช้างศึกสองร้อยและปืนใหญ่นับพัน ทาร์เมอแลนได้นำทัพมุ่งสู่ทางตอนเหนือของจีน โดยพระองค์ได้ส่งทูตไปทำสัญญาพันธมิตรกับราชวงศ์หยวนเหนือของมองโกลที่ตั้งมั่นอยู่ในทุ่งหญ้านอกกำแพงเมืองจีน ซึ่งฝ่ายราชวงศ์หยวนที่มีความแค้นกับจักรวรรดิหมิงอยู่แล้ว ก็ได้ตอบรับ พร้อมทั้งเตรียมทหารม้ามองโกลจำนวนสามหมื่นนายเพื่อเข้าร่วมทัพ

ข่าวความเคลื่อนไหวทั้งหมดของฝ่ายตีมูริด ถูกรายงานไปยังนครเป่ยจิง ซึ่งหลังจากองค์จักรพรรดิหยงเล่อทรงทราบ ก็รับสั่งให้ระดมพลทัพม้าหนึ่งแสนและทหารราบสองแสน เคลื่อนออกสู่แดนมองโกล โดยทรงนำทัพด้วยองค์เอง พร้อมจัดกำลังอีกหนึ่งแสนรักษาป้อมปราการด้านเหนือ  ซึ่งเป้าหมายแรกคือกวาดล้างกองทัพหยวนเพื่อไม่ให้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับทัพตีมูริด

mingarmys
จักรพรรดิหยงเล่อทรงให้ทัพม้าห้าหมื่นพร้อมทหารราบห้าหมื่นยกเข้าโจมตีที่มั่นของราชวงศ์หยวนอย่างฉับพลัน หลังการปะทะกันอย่างหนัก กองทัพมองโกลได้ล่าถอย โดยเสียกำลังพลไปราวหนึ่งในสาม อย่างไรก็ตาม ทัพมองโกลก็ได้ไปรวมพลกับทัพของตีมูริดที่ยกล่วงเข้าถึงแดนเหนือพอดี

เมื่อทาร์เมอแลนทราบว่า กองทัพหมิงกำลังไล่ติดตามทัพมองโกลมา พระองค์จึงทรงให้ตั้งค่ายและจัดทัพเตรียมรับศึก ขณะเดียวกัน ทางฝ่ายแม่ทัพหน้าของต้าหมิง เมื่อเห็นข้าศึกมีกำลังมากกว่า จึงระงับการเคลื่อนทัพติดตามและตั้งค่ายมั่น พร้อมส่งม้าเร็วไปกราบทูลองค์จักรพรรดิ

หลังทราบว่า ทัพตีมูริดมาถึงแล้ว จักรพรรดิหย่งเล่อจึงทรงนำทัพหลวงเข้าสมทบกับทัพหน้า โดยทั้งสองทัพได้เผชิญหน้ากันในทุ่งหญ้ามองโกลนอกแนวกำแพงยักษ์

ทาร์เมอแลน ได้จัดขบวนทัพคล้ายกับครั้งที่ทำศึกกับออตโตมัน โดยใช้พลธนูบนหลังช้างเป็นกองหน้าของทัพกลาง โดยมีทหารม้าหนักและทหารราบ พร้อมปืนใหญ่เป็นกองหนุน ส่วนปีกซ้ายและขวาเป็นทหารม้าเติร์ก -มองโกล และกองทหารม้ามองโกล 

ทางฝ่าย จักรพรรดิหย่งเล่อก็ทรงจัดทัพโดยให้ทหารม้าเบาเป็นปีกซ้ายและขวา ส่วนทหารม้าหนักและทหารราบเป็นกองกลาง พร้อมทั้งติดตั้งอาวุธยิงทั้งหมดเข้าประจำที่ โดยมีกองทหารราบคอยคุ้มกัน

wartimu32

เนื่องจากทรงเห็นว่า ฝ่ายพระองค์มีกำลังรบเหนือกว่า ทั้งทหารยังฮึกเหิมด้วยเพิ่งชนะกองทัพมองโกล จักรพรรดิหย่งเล่อจึงสั่งให้กำลังหลักจำนวนสองแสนห้าหมื่นเข้าบุกโจมตี โดยใช้หน่วยปืนใหญ่เปิดฉากยิงเข้าใส่กองทัพตีมูริด ขณะที่ฝ่ายตีมูริดเองก็ระดมยิงปืนใหญ่โต้ตอบมาเช่นกัน ท่ามกลางเสียงระเบิดและควันไฟ กองทัพหมิงก็บุกเข้าโจมตีหมายตัดกลางทัพข้าศึก โดยมีทหารม้าธนูของต้าหมิงแยกเข้าตีปีกซ้ายขวาของข้าศึกเพื่อให้ทัพตีมูริดแยกออกจากกัน ทว่ากลับถูกทหารม้าตีมูริดและมองโกลเข้าสกัด ขณะที่ทหารราบและทหารม้าหนักซึ่งเป็นกองกลางต้องเผชิญกับกองทหารม้าหนักของตีมูริดที่เคลื่อนเข้าปะทะ โดยมีพลธนูบนหลังช้างที่ไม่ต่างอะไรกับหอคอยมีชีวิตระดมยิงใส่ ขณะที่ทหารราบจากชนเผ่าต่างๆ ของตีมูริดได้เข้าหนุน

horsed2

ทหารม้าหนักตีมูริดสามารถบุกทะลวงกองทัพหมิงโดยมีกองช้างและทหารราบหนุนตาม ทำให้ทัพหมิงแยกออกเป็นส่วนๆ ขณะที่กองทหารม้าต้าหมิงก็ถูกทัพม้าตีมูริดและมองโกลเข้าโจมตี จนสูญเสียกำลังไปเป็นจำนวนมาก  แม้หน้าไม้ของต้าหมิงจะเจาะเกราะของทหารม้าหนักตีมูริดได้ ทว่า การโจมตีจากพลธนูตีมูริดก็ทำให้ทหารหมิงไม่อาจใช้อาวุธยิงได้ถนัด อีกทั้งการบุกของทัพช้างก็ทำลายขวัญทหารหมิงจนระส่ำระสาย

ไม่นาน เมื่อทัพม้าที่เป็นปีกซ้ายและขวาของต้าหมิงแตกพ่าย กองทัพหมิงที่เหลือก็ถูกล้อม แม้ทหารราบหมิงจะมีประสิทธิภาพในการรบเหนือกว่าทหารราบตีมูริด ทว่า พลธนูตีมูริดก็สังหารทหารหมิงล้มตายลงเป็นอันมากจากระยะไกล อีกทั้งกองช้างศึกยังก่อกวนกองทหารราบหมิงจนไม่อาจรบได้อย่างเต็มกำลัง

wartimu2122

ไม่นาน ทัพหมิงก็ตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำและเริ่มล่าถอย ซึ่งเมื่อจักรพรรดิหย่งเล่อทรงเห็นว่า สถานการณ์เริ่มแปรไปในทางเป็นผลร้าย พระองค์จึงทรงมีพระบัญชาให้หน่วยอาวุธยิงขนาดใหญ่ เปิดระดมยิงเข้าใส่กองทัพตีมูริด เพื่อสกัดการรุกของอีกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม แม้หน่วยอาวุธยิงของจักรวรรดิหมิงจะสกัดการรุกไล่ของทัพตีมูริดได้ ทว่าก็เพียงชั่วระยะหนึ่ง เนื่องจากกองทัพม้าของตีมูริดได้บุกฝ่าการระดมยิงและเข้าโจมตีที่มั่นของหน่วยอาวุธยิง ก่อนปะทะกับกองทหารราบหมิงอย่างดุเดือด

ในเวลานั้นเอง จักรพรรดิหย่งเล่อจึงตัดสินพระทัยให้ถอยทัพออกจากสมรภูมิ ซึ่งหลังจากสูญเสียกำลังพลไปกว่าหนึ่งในสาม กองทัพหมิงก็ล่าถอยออกจากสมรภูมิ และมุ่งหน้ากลับเข้าด่าน ขณะที่ทาร์เมอแลนได้สั่งให้รวบรวมพลเพื่อเตรียมรุกไล่ติดตามสังหารทัพต้าหมิง

กว่าที่กองทัพหมิงจะสลัดพ้นการล่าสังหารของกองทัพม้าตีมูริดและกลับเข้าด่าน ก็ต้องสูญเสียกำลังพลไปครึ่งทัพ ขณะที่กองทัพตีมูริดซึ่งเสียกำลังเพียงหนึ่งในสี่ ได้เคลื่อนทัพมุ่งมาเพื่อหักด่านกำแพงยักษ์

เมื่อมาถึงหน้าป้อม ทาร์เมอแลนสั่งให้ทหารติดตั้งอาวุธยิงเพื่อโจมตี ทว่ากลับถูกปืนใหญ่และเครื่องเหวี่ยงหินยิงลูกปืนและลูกระเบิดเข้าใส่ ซึ่งอาวุธยิงของต้าหมิงที่ยิงได้ไกลและแรงกว่าได้ทำลายอาวุธและกำลังพลของฝ่ายตีมูริดลงไปเป็นอันมาก ทาร์เมอแลนจึงสั่งกองทหารเข้าบุกประชิดป้อม ทว่าก็ถูกปืนใหญ่และจรวดยิงถล่มอย่างหนัก ทั้งไพร่พล ช้างม้า ล้มตายกลาดเกลื่อน ขณะที่เครื่องยิงหินและปืนใหญ่ก็ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก

นอกจากปืนใหญ่และอาวุธดินปืนอื่นแล้ว ทหารหมิงยังใช้ธนู หน้าไม้ รวมถึงปืนไฟระดมยิงใส่ข้าศึกที่เข้าประชิดกำแพง โดยแฝงกายกำบังหลังแนวกำแพงบนเชิงเทิน ทำให้ธนูของฝ่ายตีมูริดที่ระดมยิงขึ้นมา ทำอะไรไม่ได้

wall

ด้วยความพิโรธ ทาร์เมอแลนจึงนำทัพบุกเข้าโจมตีด้วยตัวเอง แต่ก็ยังไม่อาจฝ่าการระดมยิงของปืนใหญ่ได้สุดท้าย จึงต้องถอยทัพกลับไปอย่างบอบช้ำ เนื่องจากไม่อาจทลายแนวปราการของกำแพงเมืองจีนได้ 

แม้จะไม่อาจตีฝ่าปราการกำแพงยักษ์ได้ แต่ทาร์เมอแลนก็ยังไม่ยอมแพ้ โดยพระองค์ทรงวางแผนเปลี่ยนเส้นทางเดินทัพ เลี่ยงแนวกำแพงยักษ์ที่มีการป้องกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อเข้าสู่ดินแดนของจักรวรรดิหมิง ทว่าเส้นทางที่ยาวไกลและทุรกันดารได้สร้างความลำบากให้กับไพร่พล ประจวบกับสุขภาพของทาร์เมอแลนที่เริ่มอ่อนแอตั้งแต่ก่อนทำศึกนี้ จนสุดท้าย จักรพรรดิแห่งตีมูริดก็ทรงประชวรและสวรรคต เป็นอันปิดฉากสงครามเพียงเท่านี้

 

สรุปผล ในสนามรบ ที่กำลังพลต่างกันไม่มาก กองทัพตีมูริดเป็นฝ่ายมีชัยชนะ เนื่องจากประสิทธิภาพของกองทหารม้าเติร์ก – มองโกล ซึ่งมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับกองทหารม้ามองโกลของเจงกีสข่าน รวมทั้งกองหนุนอื่นๆทั้งหน่วยทหารราบและทัพช้าง จึงทำให้กองทหารม้าของตีมุริดสามารถทำการรบได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ได้เหนือกว่าทัพของจักรวรรดิหมิง ขณะที่จักรวรรดิหมิง แม้จะมีจุดเด่นตรงอาวุธดินปืนที่ดีกว่า แต่การตั้งมั่นในที่โล่ง ก็ทำให้มีปัญหาในเรื่องการตั้งรับการโจมตี โดยเฉพาะจากหน่วยทหารม้าธนูและทหารม้าหุ้มเกราะที่เข้าจู่โจมอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้หากดูจากบันทึกในประวัติศาสตร์ของต้าหมิง จะพบว่าในการปะทะกับกองทหารม้าชนเผ่าเร่ร่อน ในสนามรบ ส่วนมาก กองทัพหมิงจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ไม่ว่าจะในยุครุ่งเรืองอย่างสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อที่กองทหารม้าหมิงหนึ่งหมื่นนายนำโดยแม่ทัพชิวฝูถูกทหารม้ามองโกลจำนวนใกล้เคียงกับของข่านเบนยาชิลีบดขยี้จนย่อยยับ หรืออย่างในยุคกลางราชวงศ์ กรณีศึกถูมู่เป่าที่กองทัพหมิงห้าแสนนายถูกทัพม้ามองโกลเผ่าวาล่าของข่านเยเซจำนวนสี่หมื่นนายบดขยี้จนพินาศย่อยยับ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปลี่ยนเป็นการตั้งรับในป้อมปราการ ก็ทำให้จุดอ่อนในเรื่องการป้องกันหน่วยปืนใหญ่และยอาวุธยิงหมดไป ทำให้สามารถใช้อาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งทำให้สามารถป้องกันป้อมปราการจากการโจมตีได้เป็นอย่างดี ดังเช่น กรณี ศึกที่หนิงหย่วน ซึ่งกองทัพหมิงหนึ่งหมื่นสามพันนายตั้งมั่นในป้อมปราการรับการบุกของทัพแมนจูหนึ่งแสนสองหมื่นนายและทำให้ทัพแมนจูเสียหายยับเยินจนต้องถอยทัพกลับไป 

ปล. นี่เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน โดยรวบรวมข้อมูลจากสื่อต่างๆที่สามารถหามาได้ หากผู้อ่านท่านใด มีความเห็นต่างออกไป ขอเชิญนำเสนอได้ครับ ทางผู้เขียนขอน้อมรับฟังทุกความเห็นครับ

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)