ยุทธการเผาแผ่นดิน เมื่อเปอร์เซียบุกซีเธียน

นี่อาจเป็นกลยุทธ์ถอยทัพ เผาแผ่นดิน ครั้งแรก ๆ ของประวัติศาสตร์โลก และยังเป็นการศึกที่ใช้ยุทธวิธีการรบแบบกองโจรครั้งแรก ๆ ที่มีบันทึกในประวัติศาสตร์โลก เมื่อชนเผ่าเร่ร่อนอนารยชน ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพมหึมาของหนึ่งในจักรวรรดิอันเกรียงไกรที่สุดแห่งโลกยุคโบราณ

ดาริอุสที่ 1

ในปีที่ 513 ก่อน ค.ศ. พระเจ้าดาริอัสที่ 1 (Darius I) แห่งราชวงศ์อาเคเมนิด ผู้ปกครองจักรวรรดิเปอร์เซีย ทรงวางแผนรุกรานดินแดนกรีก แต่ก่อนหน้านั้น พระองค์ทรงมีประสงค์จะสร้างความมั่นคงให้กับชายแดนด้านเหนือด้วยการสยบชาวซีเธียนที่อาจเป็นภัยคุกคามจักรวรรดิของพระองค์ในยามที่ทัพเปอร์เซียทำศึกกับกรีก พระเจ้าดาริอุสจึงนำทัพหลายหมื่นนายบุกเขตอิทธิพลหลักของซีเธียนซึ่งอยู่ในแถบทะเลดำ โดยรับสั่งให้นำเรือรบมาเรียงกันเป็นสะพานเพื่อข้ามทะเลดำ บริเวณช่องแคบบอสโฟรัส (Bosphorus)

ชาวซีเธียนเป็นชนเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ เชื้อสายอินโดยูโรเปียนหรือชาวผิวขาว มีถิ่นฐานหลักอยู่ในแถบทะเลดำ ซึ่งปัจจุบันคือ ยูเครน และภาคใต้ของรัสเซีย พวกเขาชำนาญการยิงธนูบนหลังม้า คล้ายกับชาวมองโกล ในยุคหลัง พวกซีเธียนควบคุมเส้นทางการค้าสำคัญของยุโรปกับเอเชียใต้ ทำให้พวกเขาเป็นชนเผ่าที่มั่งคั่ง แต่ก็ยังคงดำรงชีพเช่นเป่าเร่ร่อนทั่วไป คืออาศัยอยู่ในกระโจม ไม่มีบ้านเมืองเป็นหลักแหล่ง

นักรบซีเธียน

ในช่วงเวลาดังกล่าว ดินแดนซีเธียนแถบทะเลดำ อยู่ในปกครองของกษัตริย์ไอดานเธซัส (Idanthyrsus) ซึ่งมีความเห็นว่า กองทัพเปอร์เซียแข็งแกร่งเกินกว่าจะเผชิญหน้าตรง ๆ พระองค์จึงให้อพยพราษฎรสตรี เด็กและคนชรารวมทั้งสัตว์เลี้ยงและทรัพย์สมบัติ โดยจัดนักรบชายฉกรรจ์ รวมทั้งหญิงสาวอีกจำนวนหนึ่งเป็นกองทัพเพื่อรับศึก

เนื่องจากชาวซีเธียนเป็นชนเผ่าเร่ร่อน ดำรงชีพในกระโจม ไม่มีบ้านเมืองหรือป้อมปราการมั่งคง จึงง่ายต่อการเคลื่อนย้าย พวกซีเธียนได้เผาทุ่งหญ้า ถมบ่อน้ำและโรยยาพิษใส่แหล่งน้ำทุกแห่งตลอดเส้นทาง ที่พวกเขาถอยทัพผ่าน ทำให้กองทัพเปอร์เซียที่ไล่ตามต้องพบกับความยากลำบาก เนื่องจากกองทัพเปอร์เซียมีทหารเดินเท้ามากกว่าครึ่ง ทำให้การไล่ตามกองทัพซีเธียนซึ่งมีแต่ทหารม้าล้วน ๆ ทำได้ช้ากว่า

พระเจ้าดาริอุสทรงหงุดหงิดที่ข้าศึกไม่ยอมรบด้วย จึงส่งทูตไปแจ้งไอดานเธซัสว่า “เจ้าคนประหลาด หากเจ้าไม่คิดสู้ ก็จงยอมจำนนเสีย แต่หากยังคิดจะสู้ ก็จงจัดทัพมาเผชิญหน้ากัน หาใช่เอาแต่หนีเยี่ยงคนขลาดดังนี้”

ไอดานเธซัสได้ตอบกลับไปว่า “เรามิได้หนี แต่เพราะเราไม่มีบ้านเมือง ดังนั้นการอพยพเร่ร่อนจึงเป็นเรื่องปกติของเรา และหากเจ้าหมายจะรบด้วยเรา ก็จงหาหลุมศพบรรพบุรุษของเราให้พบ และรังควาน เมื่อนั้นพวกเจ้าจะได้รู้ว่าเราจะทำสิ่งใด”

พระเจ้าดาริอุสทรงพิโรธในความโอหังของข้าศึก จึงมีรับสั่งให้รวบรวมกำลังพลและมุ่งหน้าลึกเข้าไปในเขตแดนซีเธียนซึ่งปัจจุบันคือยูเครนและภาคใต้ของรัสเซีย ระหว่างนั้น กองทัพซีเธียนยังคงล่าถอยไปเรื่อยๆ ขณะที่สภาพอากาศเริ่มหนาวเหน็บทารุณมากขึ้น ทำให้ทหารเปอร์เซียจำนวนมากเริ่มเจ็บป่วย

ต่อมา กษัตริย์ไอดานเธซัสได้ส่งทูตนำของมาถวายพระเจ้าดาริอุส ประกอบด้วย หนูหนึ่งตัว กบหนึ่งตัว และลูกธนูสามดอก จากนั้นก็กลับไป โดยไม่ได้กล่าวสิ่งใด พระเจ้าดาริอุสตีความเอาเองว่า หนูหมายถึงแผ่นดินเพราะหนูอยู่ในดิน ส่วนกบอยู่ในน้ำจึงหมายถึงน้ำ แสดงว่า ชาวซีเธียนยอมมอบ แผ่นดิน ผืนน้ำให้กับเปอร์เซีย ส่วนลูกธนูนั้นหมายถึง ชาวซีเธียนจะยอมวางอาวุธทั้งหมด จึงมอบลูกธนูให้  เนื่องจากพระองค์ทรงเห็นว่า ได้ทรงนำทัพบุกยึดดินแดนซีเธียนมาได้มากมาย โดยข้าศึกไม่เคยหันมาสู้เลย ทว่า ข้าราชสำนักที่ชำนาญการถอดรหัสได้ตีความว่า ไอดานเธซัสแจ้งรหัสว่า  หากชาวเปอร์เซียไม่รีบมุดดินหนีไปอย่างหนู หรือว่ายน้ำหนีไปอย่างกบ ก็จะต้องตายด้วยลูกธนู

จากนั้นไม่นาน กษัตริย์ไอดานเธซัสก็เริ่มส่งทหารมาซุ่มโจมตีทหารเปอร์เซียที่ออกหาน้ำและหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์นอกค่าย จนบาดเจ็บล้มตาย บางครั้ง ก็ส่งทหารม้าธนูมาลอบยิงทหารยามและกองลาดตระเวน สร้างความปั่นป่วนให้กับกองทัพเปอร์เซีย และเมื่อเปอร์เซียส่งทหารจำนวนมากกว่า ออกติดตาม พวกซีเธียนก็จะหนีไปก่อนทุกครั้ง

พระเจ้าดาริอุสไล่ตามกองทัพซีเธียนจนมาถึงริมฝั่งแม่น้ำโวลก้า ขณะที่ทัพซีเธียนได้ข้ามน้ำไปหมดแล้ว พระองค์ทรงเห็นว่า หากไล่ติดตามต่อไป อาจส่งผลร้ายมากกว่าดี เนื่องจากสภาพอากาศเริ่มหนาวเย็นมากขึ้นเรื่อยๆ พระเจ้าดาริอุสจึงมีรับสั่งให้สร้างป้อมแปดแห่งตลอดแนวแม่น้ำโวลก้า เพื่อแสดงอาณาเขตและรีบถอยทัพกลับก่อนฤดูหนาวจะมาเยือน โดยทิ้งทหารที่ป่วยและบาดเจ็บไว้รั้งท้าย ซึ่งทหารป่วยเหล่านั้น ถูกทหารซีเธียนที่ติดตามมา สังหารจนเกือบหมด

แม้ศึกคราวนี้ พระเจ้าดาริอุสจะรุกเข้าไปในเขตแดนซีเธียนได้มาก ทว่า พระองค์ก็ล้มเหลวในการบีบให้ข้าศึกมารบด้วย จนสุดท้ายกองทัพเปอร์เซียต้องถอยออกไปโดยไม่ได้สิ่งใด ทั้งยังสูญเสียกำลังพลไปจำนวนหนึ่ง ขณะเดียวกันทางฝ่ายซีเธียน นั้น กลยุทธ์การเผาแผ่นดินตัวเองเพื่อทำลายข้าศึก ก็ถือว่ายังได้ผลไม่เต็มที่ เนื่องจากข้าศึกถอยไปก่อนที่สภาพอากาศอันทารุณจะทำงานได้เต็มที่ จึงทำให้ซีเธียนไม่มีโอกาสเผด็จศึกเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตามสงครามครั้งนี้ ก็ทำให้ชื่อของ ซีเธียนเป็นที่เลื่องลือว่า เป็นชนเผ่าที่เปอร์เซียไม่อาจพิชิตได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ศึกครั้งนี้ ก็ทำให้พวกซีเธียนเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของกองทัพเปอร์เซียและไม่คิดจะเป็นศัตรูกับเปอร์เซีย

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*