มือสังหารในประวัติศาสตร์จีน ตอนที่ 2

     นอกจากมือสังหารทั้งสองที่กล่าวไปแล้ว ในบันทึกประวัติศาสตร์ของซือหม่าเชียนยังกล่าว ถึงมือสังหารอีกสามคน ซึ่งปรากฏในช่วงต่าง ๆ ของยุคราชวงศ์โจวตะวันออก ซึ่งมือสังหารคนที่สามที่จะกล่าวถึง ก็คือ เรื่องของอวี่ย่าง มือสังหารผู้ภักดีแห่งแคว้นจิ้น

     เมื่อ 400 ปีก่อน ค.ศ. ปลายยุคชุนชิว แคว้นจิ้นเป็นแคว้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคกลางของจีน ในแคว้นมีขุนนางใหญ่หกตระกูลที่มีอิทธิพลอย่างมาก คือ ฟ่าน จงสิง จื้อ จ้าว หาน และเว่ย ต่อมา ตระกูลฟ่าน กับ จงสิงคิดกบฏต่อเจ้าแคว้นจิ้น เจ้าแคว้นจึงสั่งอีกสี่ตระกูลไปปราบจนล่มสลายและอาณาเขตของสองตระกูลได้ถูกจื้อหยาวผู้นำของตระกูลจื้อ ยึดเอาไว้ ทำให้ตระกูลจื้อมีอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุด จนเจ้าแคว้นระแวง สุดท้าย จื้อหยาวจึงร่วมกับอีกสามตระกูลก่อการขับไล่เจ้าแคว้นคนเดิมและตั้งเจ้าแคว้นใหม่ จากนั้น ตระกูลจื้อก็กลายเป็นตระกูลที่กุมอำนาจสุงสุดในแคว้นจิ้น

     จื้อหยาว เป็นคนหยาบช้า โอหังและไม่เคยเห็นหัวใคร เขามักใช้อำนาจข่มขู่อีกสามตระกูลอยู่เสมอ จนเป็นที่เกลียดชัง ในกาลต่อมาจื้อหยาวได้ขัดแย้งกับ อู่ซู่ประมุขตระกูลจ้าว รุนแรง จนกลายเป็นสงคราม เขาได้ร่วมกับตระกูลหานและเว่ยยกทัพไปล้อมเมืองหานตานของตระกูลจ้าว ทว่าอู่ซู่ได้ลอบติดต่อกับสองตระกูลให้เปลี่ยนข้าง และร่วมกันตีกระหนาบทัพจื้อของหยาวจนพ่ายแพ้ จื้อหยาวถูกสังหารกลางสมรภูมิ ทำให้ตระกูลจื้อล่มสลายลง จากนั้นเพื่อเป็นการชำระแค้น อู่ซูได้นำกระโหลกของจื้อหยาวมาทำจอกเหล้า (แต่บางตำราก็บอกว่า เอามาทำกระโถนปัสสาวะ)

อวี่ย่างแทงผ้าคาดเอว

     อวี่ย่าง เป็นขุนนางของจื้อหยาว เขาได้วางแผนสังหารอู่ซู เพื่อล้างแค้นให้เจ้านาย โดยได้ปลอมตัวเป็นคนทำความสะอาดห้องส้วมและไปอาศัยกินนอนอยู่ข้างห้องส้วมสาธารณะพร้อมมีดสั้น กระทั่งวันหนึ่ง อู่ซูเข้าไปทำธุระส่วนตัว อวี่ย่างจึงลงมือใช้มีดสั้นหมายแทงปลิดชีพ ทว่าอู่ซูระวังตัวอยู่จึงทำให้อวี่ย่างล้มเหลวและถูกทหารจับตัวไว้ อู่ซูถามว่า เหตุใดจึงต้องสังหารเขา อวี่ย่างตอบว่าตนเป็นขุนนางของจื้อหยาว ต้องการล้างแค้นให้เจ้านาย อู่ซูเห็นแก่ที่เขามีความภักดีต่อเจ้านาย จึงยอมปล่อยตัวไป

     หลังครั้งแรกล้มเหลว อวี่ย่างรู้ว่า หากจะลงมืออีกครั้ง คงเป็นการยาก เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามรู้จักเขาแล้ว อวี่ย่างจึงทำลายโฉมตนเองเพื่อไม่ให้ใครจำได้ และเมื่อภรรยาของเขาจำเขาได้จากเสียงพูด อวี่ย่างก็กลืนถ่านจนทำให้เส้นเสียงเสียและเสียงพูดของเขาผิดเพี้ยนไป

     อวี่ย่างไปดักรอสังหารอู่ซูที่ใต้สะพานข้ามแม่น้ำ โดยวางแผนจะทำให้สะพานพังลง ตอนที่อีกฝ่ายกำลังเดินข้าม ทว่าเมื่ออู่ซูขี่ม้ามาถึง ม้าของเขาไม่ยอมข้ามสะพาน เนื่องจากรู้สึกถึงอันตราย ทำให้อู่ซูรู้ตัวและสั่งทหารเข้าค้น จนจับตัวอวี่ย่างได้

     อู่ซูจำอวี่ย่างได้ และกล่าวว่า เขาคงไม่อาจปล่อยอวี่ย่างไปได้อีกเป็นครั้งที่สอง  หากแต่เขาไม่เข้าใจว่า  เหตุใดอวี่ย่างถึงจงรักภักดีต่อคนหยาบช้าอย่างจื้อหยาวมากถึงเพียงนี้  ทั้งที่แต่เดิมอวี่ย่างก็เคยรับใช้ตระกูลฟ่านกับตระกุลจงสิงมาก่อนแต่เมื่อครั้งที่สองตระกูลนั้นล่มสลาย อวี่ย่างก็ไม่ได้คิดแก้แค้นให้นายเหมือนครั้งนี้

“เพราะจื้อหยาวเป็นคนเดียวที่เข้าใจข้าและให้ความสำคัญกับความสามารถของข้าอย่างแท้จริง ข้าจึงถือว่าเขาคือนายที่แท้จริง เพียงหนึ่งเดียวของข้า” อวี่ย่างตอบ

     จ้าวอู่ซูประทับใจในความภักดีของอวี่ย่างจนกลั้นน้ำตาไว้มิได้ และเพื่อให้อวี่ย่างได้ทำตามความตั้งใจของตน จึงปลดผ้าคาดเอวให้อวี่ย่างและให้เขาใช้มีดแทงผ้านั้น เพื่อเปรียบเสมือนได้แทงอู่ซูแล้ว แม้จะไม่อาจสังหารได้จริงๆก็ตาม จากนั้น อวี่ย่างได้ปลิดชีวิตตัวเองกลางวงล้อมของทหาร เพื่อตายตามเจ้านายเก่าไป

     เรื่องความจงรักภักดีของอวี่ย่างเป็นที่เล่าขาน ไม่เฉพาะแต่ในแผ่นดินจีน หากยังแพร่ไปยังเกาหลี และญี่ปุ่น จนกลายเป็นต้นแบบของความจงรักภักดี ทั้งยังเป็นที่มาของประโยคที่ว่า ”สตรีตกแต่งเรือนร่างเพื่อผู้ที่นางรักฉันใด บุรุษก็มอบกายถวายชีวิตแด่แก่ผู้ที่เห็นค่าของเขาอย่างแท้จริงฉันนั้น”

 

     สำหรับเรื่องของมือสังหาร คนต่อไป คือ เฉาโม่ ชาวแคว้นหลู่ อันเป็นแคว้นที่เป็นบ้านเกิดของจอมปราชญ์ขงฝู หรือขงจื๊อ นั่นเอง เรื่องราวของเฉาโม่ เกิดขึ้นเมื่อราว 692 ปี ก่อน ค.ศ. ในยุคนั้น แคว้นฉีที่นำโดย ฉีหวนกง กำลังเรืองอำนาจ โดยมีอัครมหาเสนาบดีก่วนจ้ง ผู้เก่งกาจเป็นผู้ช่วย ทำให้แคว้นฉีมีแสนยานุภาพเกรียงไกร ไร้ผู้ต่อต้าน

     ฉีหวนกงยกทัพมาทำสงครามกับแคว้นหลู่ ในยามนั้น เฉาโม่เป็นแม่ทัพของหลู่จวงกง เจ้าแคว้นหลู่  ซึ่งในสงคราม กองทัพหลู่ที่ด้อยแสนยานุภาพกว่า ได้พ่ายแพ้แก่กองทัพแคว้นฉี เสียดินแดนไปหลายเมือง และสุดท้าย ฉีหวนกง ก็บีบให้หลู่จวงกงยอมทำสัญญาพันธมิตรที่เมืองเคอ (ปัจจุบันอยู่ในมณฑลซานตง) ทว่าเนื้อหาของสัญญาไม่เป็นธรรมต่อแคว้นหลู่ แต่หลู่จวงกงไม่มีทางเลือก เนื่องจากไม่อาจสู้แสนยานุภาพของฉีได้

     แต่ก่อนสองฝ่ายจะลงนามนั้นเอง เฉาโม่ที่ติดตามหลู่จวงกงมาด้วย ได้แอบพกกระบี่สั้นติดมาและพุ่งเข้าประชิดตัวฉีหวนกงพร้อมชักกระบี่สั้นมาจ่อคอหอยและบีบให้อีกฝ่ายแก้เนื้อหาในสัญญาทั้งยังให้ฉีหวนกงคืนดินแดนที่ยึดไปจากแคว้นหลู่ด้วย โดยหากไม่ยินยอม เขาก็จะใช้กระบี่สังหารฉีหวนกงเสีย

เฉาโม่

     ฉีหวนกงแม้จะโกรธเพียงใดแต่ก็รู้แน่ว่าเฉาโม่เอาจริง จึงต้องยอมทำตามที่อีกฝ่ายบอก จากนั้น เมื่อฉีหวนกงรับปากแล้ว เฉาโม่ก็เก็บอาวุธและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้น การทำสัญญาพันธมิตรก้ดำเนินไปจนเรียบร้อย โดยแคว้นหลู่ได้รับมอบดินแดนคืนจากแคว้นฉี ตามที่โม่ต้องการ

     หลังกลับแคว้นแล้ว ฉีหวนกงคิดยกเลิกสัญญาและยกทัพไปตีแคว้นหลู่ ทว่าอัครมหาเสนาบดีก่วนจ้ง ทัดทานไว้ โดยให้เหตุผลว่า ไม่ว่าอย่างไร ฉีหวนกงก็ได้ให้คำสัตย์ไปแล้ว หากจะกลับคำ จะทำให้แว่นแคว้นอื่นๆที่เป็นพันธมิตรกับฉี ไม่นับถือและส่งผลกระทบกระเทือนต่อการขึ้นเป็นประมุขของเจ้าแคว้นทั้งหลายของฉีหวนกง เนื่องจากในยุคชุนชิว การสร้างความเป็นใหญ่ต้องอาศัยทั้งกำลังทหารและภาพลักษณ์ที่ทรงคุณธรรม ด้วยเหตุนี้เอง ฉีหวนกงจึงสงบสติอารมณ์และยอมปล่อยแคว้นหลู่ไป

     ซุนวูเคยกล่าวไว้ว่า ชัยชนะที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือชนะได้โดยไม่ต้องรบ สำหรับเฉาโม่นั้น อาจกล่าวได้ว่า เขาเป็นมือสังหารที่ยอดเยี่ยม เนื่องจากไม่ต้องลงมือปลิดชีพผู้ใด ก็ได้รับผลสำเร็จอันงดงาม ซึ่งในบันทึกของซือหม่าเชียนเอง ก็ยกย่องว่า เฉาโม่ คือมือสังหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

 

     มือสังหารคนสุดท้ายของยุคราชวงศ์โจวตะวันออก ที่อยู่ในบันทึกของซือหม่าเชียน มีนามว่า เนี่ยเจิ้ง มือสังหารแห่งแคว้นหาน มีตำนานเล่าว่า เนี่ยเจิ้งเป็นบุตรของช่างตีกระบี่เลื่องชื่อ วันหนึ่งเจ้าแคว้นหานสั่งให้เขาตีกระบี่วิเศษเล่มหนึ่ง แต่กำหนดเวลาเพียงน้อยนิด ทำให้ทำไม่ทัน จึงถูกประหารอย่างโหดร้าย ทำให้เนี่ยเจิ้งแค้นใจและหมายล้างแค้น เขาได้ทำลายโฉมและแปลงเสียงตัวเองด้วยการกลืนถ่าน เพื่อไม่ให้ใครจำได้ จากนั้นได้ไปฝึกเรียนเครื่องดนตรีที่เรียกว่า กู่ฉิน จนเก่งกาจ และเมื่อได้มีโอกาสเข้าไปบรรเลงให้เจ้าแคว้นหานฟัง เขาก็ใช้มีดแทงเจ้าแคว้นจนตาย ก่อนที่ตัวเองจะฆ่าตัวตาย ส่วนเพลงที่บรรเลงนั้น มีชื่อว่า กว่างหลิงซ่าน ซึ่งกลายเป็นเพลงที่ถูกใช้บรรเลงด้วยกู่ฉินมาจนถึงทุกวันนี้

     ทว่านั่นเป็นตำนานที่เล่าขานกันมา ส่วนเรื่องของเนี่ยเจิ้งที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ตามที่ซือหม่าเชียนเขียนไว้นั้น ระบุว่า เกิดขึ้นเมื่อราว 400 ปี ก่อนค.ศ. โดยกล่าวว่า เนี่ยเจิ้ง เป็นพ่อค้าขายเนื้อในตลาด เป็นคนมีฝีมือในการต่อสู้และมีร่างกายแข็งแรง เขาอาศัยอยู่ในแคว้นหาน กับพี่สาวและมารดา 

     วันหนึ่ง เนี่ยเจิ้งได้พบอำมาตย์แคว้นหาน ชื่อ เหยียนจงซื่อ ซึ่งมาขอให้ช่วยสังหารเซี่ยเล่ย อัครมหาเสนาบดีของแคว้นหาน เดิม เซี่ยเล่ยเป็นเพื่อนกับเหยียนจงซื่อ และได้ขอให้เหยียนจงซื่อซึ่งมีฐานะร่ำรวย ช่วยสนับสนุนทางการเงินแก่เขา เพื่อให้ได้ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี จนกระทั่งเมื่อเซี่ยเล่ยได้ตำแหน่งแล้วก็หมางเมินต่อเหยียนจงซื่อ กระทั่งต่อมา เหยียนจงซื่อได้สืบทราบว่า เซี่ยเล่ยรับสินบนจากแคว้นอื่นทำให้แคว้นหานต้องเสียดินแดน เขาจึงรายงานต่อเจ้าแคว้นหาน ทว่าเซี่ยเล่ย เจ้าเล่ห์นัก ได้พุดจาแก้ตัวจนเจ้าแคว้นหานหลงเชื่อ และไม่เอาผิด จากนั้นเซี่ยเล่ยก็เล่นงานเหยียนจงซื่อจนต้องออกจากราชการ

     เหยียนจงซื่อทั้งโกรธทั้งกังวลว่าเซี่ยเล่ยจะสังหารเขาเพื่อปิดปาก จึงได้ออกตามหานักสู้ฝีมือดีไปจัดการกับเซี่ยเล่ย จนได้มาพบ เนี่ยเจิ้ง ทว่าแม้เหยียนจงซื่อจะเสนอเงินทองให้เป็นจำนวนมากเพียงใด เนี่ยเจิ้งก็ไม่ยอมรับงานนี้ โดยเขาบอกว่า เขาต้องดูแลมารดาที่อายุมากแล้ว

     แม้เนี่ยเจิ้งจะไม่รับปาก แต่เหยียนจงซื่อก็ยังไปมาหาสู่และได้เป็นเพื่อนกับเนี่ยเจิ้ง ทั้งยังให้ความช่วยเหลือเนี่ยเจิ้งกับครอบครัวหลายครั้งจนทำให้เนี่ยเจิ้งและครอบครัวซาบซึ้งในบุญคุณของเหยียนจงซื่อ

     ไม่นาน เหยียนจงซื่อก็ลี้ภัยออกจากแคว้นหานเนื่องจากถูกเซี่ยเล่ยคุกคามหนัก จนหลายปีต่อมา มารดาของเนี่ยเจิ้งได้สิ้นชีวิตลง และเนี่ยเจิ้งก็ได้เดินทางไปหาเหยียนจงซื่อเพื่อรับงานสังหารเซี่ยเล่ย คนโฉด

     หลังรับงาน เนี่ยเจิ้งได้ปลอมตัวเข้าไปในคฤหาสน์ของเซี่ยเล่ยซึ่งมีการคุ้มกันแน่นหนา โดยขณะนั้น เซี่ยเล่ยกำลังอยู่ในห้องโถงโดยมีทหารร่วมร้อยอารักขาอยู่ด้านนอก เนี่ยเจิ้งบุกเข้าไปในห้องและใช้กระบี่ฟันคอเซี่ยเล่ยขาดกระเด็น ทั้งยังสังหารพวกทหารอารักขาไปเกือบยี่สิบคน ก่อนจะถูกพวกทหารที่เหลือทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสและล้อมไว้ทุกด้าน

เนี่ยเจิ้งสังหารเซี่ยเล่ย

     เมื่อรู้ว่า สิ้นทางหนี เนี่ยเจิ้งจึงใช้กระบี่ทำลายโฉมตนเองและควักลูกตา ก่อนเชือดคอตาย ซึ่งการที่เนี่ยเจิ้งต้องทำลายโฉมตนเองนั้น ก็เพื่อไม่ให้ใครจำเขาได้และสืบสาวไปถึงพี่สาวของเขา ซึ่งจะทำให้นางต้องมาพลอยรับโทษกับเขาไปด้วย

     การลอบสังหารเซี่ยเล่ยถึงในบ้าน สร้างความตื่นตระหนกให้กับเจ้าแคว้นหานเป็นอันมาก เจ้าแคว้นจึงสั่งให้เอาศพเนี่ยเจิ้งไปแขวนไว้กลางเมืองและประกาศหาคนที่รู้จักเขา เพื่อสืบหาสาเหตุของการลอบสังหารนี้

     เนี่ยหยง พี่สาวของเนี่ยเจิ้งได้ทราบข่าวว่ามีคนบุกสังหารอัครมหาเสนาบดีและได้ฆ่าตัวตายพร้อมทำลายโฉมตนเอง ก็แน่ใจว่า คงเป็นเนี่ยเจิ้งน้องชายของตนเป็นแน่  นางรู้ว่า เพราะน้องชายไม่ต้องการให้นางเดือดร้อนไปด้วย จึงได้ทำลายโฉมตนเอง เนื่องจากนางและน้องชายมีใบหน้าคล้ายกันมาก หากผู้ใดเห็นหน้าเนี่ยเจิ้ง ก็ย่อมสืบมาถึงนางได้ไม่ยาก

     ทว่าเนี่ยหยงไม่ต้องการให้น้องชายตายอย่างศพไร้ชื่อ นางรู้ดีว่า ที่เนี่ยเจิ้งยอมรับงานสังหารเซี่ยเล่ยก็เพื่อตอบแทนบุญคุณของเหยียนจงซื่อและกำจัดขุนนางทรยศต่อบ้านเมือง นางจึงไปที่ศพของเนี่ยเจิ้ง ตัดเชือกนำศพลงมา และร้องไห้เสียงดังสามครั้ง ก่อนประกาศชื่อน้องชายและเล่าเรื่องราวทั้งหมดของเขาให้ผู้คนที่รุมล้อมได้ฟัง จากนั้น เนี่ยหยงก็พุ่งชนเสาจนศีรษะแตก สิ้นชีวิตตามน้องชายไป

     เรื่องราวความใจเด็ดของเนี่ยหยงและความกล้าหาญของเนี่ยเจิ้ง ประทับใจเจ้าแคว้นหานมาก เจ้าแคว้นจึงให้สร้างสุสานฝังศพทั้งสองไว้ด้วยกันและจารึกชื่อเนี่ยเจิ้ง กับ เนี่ยหยง พี่สาวใจเด็ดของเขา ทำให้เรื่องราวของสองพี่น้องถูกเล่าขานอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์นับแต่นั้นมา


Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*