มือสังหารในประวัติศาสตร์จีน (ตอนที่ 1)

     ในประวัติศาสตร์ของจีน นอกจากเรื่องของจักรพรรดิ นักปราชญ์ แม่ทัพ ขุนศึกแล้ว ยังมีเรื่องของเหล่ามือสังหารที่ปรากฏตัวในหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานนับพันปี ซึ่งหลายคนถูกบันทึกชื่อไว้ แต่ก็มีอีกมากที่เป็นเพียงตัวละครนิรนาม ไร้ที่มา

     การลอบสังหารในประวัติศาสตร์จีน ถูกบันทึกไว้ว่า มีขึ้นครั้งแรก เมื่อสามพันห้าร้อยปีก่อน ครั้งนั้น มีบุรุษชื่อ หวางไห่ เป็นหัวหน้าเผ่าชาง ว่ากันว่าเขาเป็นคนแรกที่คิดวิธีทำการค้าหรือจะเรียกว่าเป็นนักธุรกิจคนแรกของจีนก็ได้ โดย หวางไห่สั่งบริวารฝึกม้าและวัวบรรทุกของ จากนั้นจึงนำสินค้าบรรทุกหลังม้าและวัวไปค้าขายกับเผ่าต่างๆ เขามีน้องชายหนึ่งคนเป็นผู้ช่วย การค้านำมาซึ่งความมั่งคั่งและทำให้เขาเป็นชายที่ร่ำรวยที่สุดในยุคนั้น ซึ่งนอกจากร่ำรวยแล้ว หวางยังเป็นนักเต้นที่มีความสามารถ ด้วยลีลาที่สง่างาม ทำให้เขาเป็นที่หมายปองของสาวน้อยสาวใหญ่มากมาย

     วันหนึ่ง หวางไห่ กับน้องนำขบวนไปค้าขายกับเผ่าหนึ่ง และได้รับเชิญให้ร่วมงานฉลองและค้างคืนที่เผ่านั้น ซึ่งในงานฉลอง หวางได้วาดลีลาเท้าไฟ จนเป็นที่ประทับใจลูกสาวหัวหน้าเผ่า ในคืนนั้น สาวเจ้าจึงได้แอบเข้ามาในห้องของหวางและมีความสุขด้วยกัน ก่อนจะกลับออกไป ทว่าโชคของหวางได้สิ้นสุดลง ก่อนย่ำรุ่ง เมื่อชายคนหนึ่งบุกเข้ามาในห้อง พร้อมขวานและตัดศีรษะของหวางไห่ขาดกระเด็น ก่อนสับร่างเขาเป็นแปดท่อนขวาน อาวุธสังหารชิ้นแรก

     มือสังหารถูกจับกุมและปลิดชีวิต ไม่มีบันทึก ว่าเหตุใด เขาจึงลงมือ เขาอาจเป็นชายที่แอบหมายปองลูกสาวหัวหน้าเผ่าและโกรธแค้นหวางไห่เพราะความหึงหวง หรือไม่ ก็อาจเป็นคนที่น้องชายของหวางไห่ ส่งมา เพื่อหวังฆ่าพี่ชิงสมบัติ ซึ่งไม่ว่า สาเหตุของการฆ่าจะเป็นเช่นไร แต่นั่นก็คือการปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกของมือสังหารในหน้าประวัติศาสตร์จีน

 

     เรื่องราวของมือสังหารในยุคต่อมา ปรากฏในบันทึกของซือหม่า เชียน ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ลือชื่อในยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันตก โดยเป็น เรื่องของมือสังหารทั้งห้าแห่งยุคราชวงศ์โจวตะวันออก อันเป็นยุคก่อนราชวงศ์ฮั่น ประกอบด้วย จ่วนจู เหย้าหลี เฉาโม่ อวี่ย่าง และ เนี่ยเจิ้ง โดยมีเรื่องราวดังต่อไปนี้

     เริ่มจากมือสังหารคนแรก คือ จ่วนจู เรื่องของเขาเกิดขึ้นที่แคว้นอู๋ เมื่อ 515 ปี ก่อน ค.ศ. เวลานั้น แคว้นอู๋มีความขัดแย้ง ระหว่าง อ๋องเหลียว ผู้เป็นเจ้าแคว้นกับองค์ชายกวง ลูกพี่ลูกน้องของพระองค์ เนื่องจากมีคำสั่งบรรพชนว่าตำแหน่งเจ้าแคว้นสืบทอดจากพี่ไปหาน้อง เว้นเสียแต่เมื่อสิ้นน้องแล้ว จึงให้บุตรคนโตของพี่ชายคนโตรับตำแหน่งแทน ทว่าเมื่อหยีเม่ย บิดาอ๋องเหลียวใกล้สิ้นชีพ โดยไม่มีน้องชายรับช่วงต่อ ตามกฏต้องมอบบัลลังก์ให้องค์ชายกวง ซึ่งเป็นบุตรของพี่คนโตของพระองค์ แต่หยีเม่ยกลับบิดพลิ้วมอบตำแหน่งให้อ๋องเหลียวซึ่งเป็นบุตรของตนแทน ทำให้องค์ชายกวงโกรธแค้นและคิดชิงบัลลังก์มาเป็นของตน

     องค์ชายกวงมีที่ปรึกษา ชื่อ อู๋จื่อซี ซึ่งเดิมเป็นขุนนางแคว้นฉู่ ทว่าครอบครัวถูกขุนนางคนสนิทของเจ้าแคว้นฉู่ใส่ความ จนถูกประหาร เหลือเพียงเขาหนีรอดมาได้ จึงมารับใช้องค์ชายกวงโดยหวังว่า เมื่อองค์ชายขึ้นครองราชย์วันใด ก็จะได้ขอให้ยกทัพไปทำลายแคว้นฉู่เพื่อแก้แค้น

     เพื่อช่วยให้องค์ชายกวงขึ้นครองราชย์ อู๋จื่อซีจึงออกไปค้นหาผู้มีมือมาจัดการลอบสังหารอ๋องเหลียวจนมาได้ยินผู้คนเล่าถึงกิตติศัพท์ของจ่วนจู

     จ่วนจู มีอาชีพเป็นคนขายเนื้อ   เขาเป็นชายร่างใหญ่ แข็งแรงกำยำและมีฝีมือในการต่อสู้ ทั้งยังรักความเป็นธรรมชอบช่วยคนที่ถูกรังแก จึงมักมีเรื่องกับพวกนักเลงอันธพาลเป็นประจำ จ่วนจูอาศัยอยู่กับมารดาที่อายุมากแล้ว เขาเชื่อฟังมารดามาก กล่าวกันว่า แม้แต่ในยามที่กำลังต่อสู้ หากได้ยินเสียงมารดาสั่งให้หยุด เขาก็จะหยุดมือทันที

     อู๋จื่อซีไปพบจ่วนจูและจ้างให้สังหารอ๋องเหลียว ทว่าจ่วนจูเป็นห่วงมารดาจึงปฏิเสธ แต่อู๋จื่อซีก็ไม่ละความพยายาม เขามาพบจ่วนจูหลายครั้งจนสนิทกัน จากนั้นจึงชวน จ่วนจูและมารดาไปอยู่กับองค์ชายกวง ซึ่งองค์ชายก็ดูแลสองแม่ลูกอย่างดี ทำให้ทั้งสองซาบซึ้งความมีน้ำใจขององค์ชาย จนจ่วนจูยอมช่วยองค์ชายทำการใหญ่

     องค์ชายกวงดีใจมากและให้สัตย์สัญญาว่า หลังงานสำเร็จทั้งจ่วนจูและมารดาจะสุขสบายตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม ด้วยความเป็นห่วงมารดา ทำให้จ่วนจูยังไม่อาจปฏิบัติงานได้

     ในที่สุด เมื่อมารดาของจ่วนจูทราบความข้อนี้ เพื่อไม่ให้บุตรชายต้องห่วงพะวงจนไม่อาจทำงานใหญ่ตอบแทนพระคุณขององค์ชายกวงได้ มารดาของจ่วนจูจึงยอมปลิดชีพตนเอง ทำให้จ่วนจูเสียใจมาก

     หลังมารดาเสียชีวิต จ่วนจูจึงหันมาทุ่มเทให้กับภารกิจของตน เนื่องจากอู๋อ๋องเหลียวระมัดระวังตัวมาก ไม่ยอมให้ใครเข้าถึงตัวได้ง่าย ทั้งยังใส่เสื้อเกราะตลอดเวลา จึงยากแก่การลอบทำร้าย

     จ่วนจูได้ทราบว่า อ๋องเหลียวชอบเสวยปลามาก เขาจึงไปฝึกฝนวิธีการปรุงปลาที่ทะเลสาบซีหู จนเชี่ยวชาญ จากนั้น จึงให้ช่างทำอาวุธสำหรับสังหาร คือมีดเล่มเล็กบางแต่แข็งแกร่ง เพื่อใช้ในการแทง

     เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย องค์ชายกวงได้เชิญอ๋องเหลียวมาเสวยอาหารเย็น แม้ตอนแรกอ๋องเหลียวจะปฏิเสธ เนื่องจากไม่ไว้ใจ แต่เมื่อทราบว่า องค์ชายมีพ่อครัวปรุงปลาชั้นเยี่ยม จึงสนพระทัย ทำให้ยอมตอบรับคำเชิญ  

     หลังจากนั้น องค์ชายกวงและอู๋จื่อซีก็จัดกำลังทหารหลายร้อยเตรียมไว้ จนเมื่อถึงเวลา อ๋องเหลียวก็เสด็จมาพร้อมทหารองครักษ์สองร้อยนายและทรงสวมเสื้อเกราะเช่นเคย โดยองครักษ์ได้ตรวจตราอย่างละเอียด ไม่ให้ใครพกอาวุธเข้าไปในห้องจัดเลี้ยง ทว่าในเวลานั้น อู๋จื่อซีก็นำกำลังทหารเข้ามาซุ่มรอบบริเวณบ้าน

     ภายในห้องโถง จ่วนจูได้ปรุงปลาจนมีกลิ่นหอมน่ากินและจัดใส่จานโดยซ่อนมีดไว้ในท้องปลา (ทำให้ภายหลัง อาวุธสังหารนี้ ได้ชื่อว่า มีดไส้ปลา) จากนั้นนำไปถวายอ๋องเหลียว โดยองครักษ์ตรวจไม่พบ ส่วนอ๋องเหลียวนั้น เมื่อทรงเห็นปลาที่น่ากิน ก็แทบจะลืมทุกอย่าง นอกจากเตรียมเสวยเท่านั้น

จ่วนจูสังหารอ๋องเหลียว

      ทว่าขณะที่จ่วนจูวางจานปลาลงบนโต๊ะเสวยนั้นเอง เขาก็ชักมีดที่ซ่อนในท้องปลาออกมา และแทงเข้าไปยังลำคอของประมุขแคว้นอู๋อันเป็นจุดที่ไม่มีเกราะกำบัง ด้วยกำลังมหาศาล ใบมีดจมลึกจนทะลุออกด้านหลัง โลหิตสาดกระเซ็น อ๋องเหลียวหงายหลังล้มลงกับพื้น สิ้นพระชนม์ทันที

     ทหารองครักษ์กรูเข้ามาในห้องโถงเข้ารุมล้อมจ่วนจูและรุมแทงเข้าด้วยหอกร่วมร้อย ในเวลานั้นเอง องค์ชายกวงก็ส่งสัญญาณให้อู๋จื่อซวีนำกำลังทหารหลายร้อยนายที่ซุ่มอยู่รอบบ้านบุกเข้ามา และสังหารองครักษ์ของอ๋องเหลียวทั้งหมด แต่ก็ช้าเกินกว่าจะช่วยชีวิตจ่วนจูที่ถูกหอกกว่าร้อยเล่มแทงจนร่างแหลกเละตายไปในห้องโถงนั้นเอง

 

     เรื่องราวของจ่วนจูจบลงเพียงเท่านั้น ส่วนองค์ชายกวงนั้น หลังสังหารอ๋องเหลียวแล้ว พระองค์ได้ยึดอำนาจและขึ้นปกครองแคว้นอู๋ ทรงพระนามว่า อู๋อ๋องเหอหลี ทว่าพระองค์ยังมีหนามยอกอกชิ้นใหญ่ คือโอรสองค์ใหญ่ของอ๋องเหลียวนามว่าซิ่งจี้ ซึ่งนี่เองเป็นที่มาของเรื่องราวมือสังหารคนที่สอง เขาคือ เหย้าหลี

     ขณะเกิดเรื่องลอบสังหารนั้น องค์ชายกวงใช้อุบายหลอกให้ซิ่งจี้นำกองทหารไปทำภารกิจยังต่างแดน โดยเมื่อทราบเรื่อง ซิ่งจี้ก็ประกาศล้างแค้นและรวบรวมไพร่พลทันที ทำให้เหอหลีต้องหาทางกำจัดซิ่งจี้ โดยให้อู๋จื่อซวี (อีกแล้ว)ไปหาผู้กล้ามาทำงานนี้

     ในเมืองหลวงแคว้นอู๋ มีชายผู้หนึ่งชื่อเหย้าหลี เป็นคนร่างเล็กแต่กล้าหาญและมีฝีมือ อู๋จื่อซวีจึงพาตัวมา ทว่าเมื่ออ๋องเขอหลูเห็นแล้ว ก็ไม่เชื่อว่า เขาจะทำงานได้ เนื่องจากเหย้าหลีร่างเล็กแกร็น ขณะที่ซิ่งจี้สูงใหญ่กำยำและทรงพลัง 

     อ๋องเขอหลูถามเหย้าหลีว่า มีวิธีการใดจะสังหารซิ่งจี้ที่แข็งแกร่งได้ เขาตอบว่า จะเข้าประชิดตัวซ่งจี้และลงมือสังหารเสีย

“แต่ซิ่งจี้ระวังตัวยิ่งนัก และจะไม่มีวันยอมเชื่อใจคนที่มาจากแคว้นอู๋ในยามนี้เด็ดขาด” อ๋องเขอหลูว่า

     เมื่อได้ยินดังนั้น เหย้าหลีก็หัวเราะและบอกว่าขอให้ท่านอ๋องสั่งประหารภรรยาเขาและตัดแขนขวาเขา ก่อนจะขับไล่ออกจากแคว้น เพียงเท่านี้ ซิ่งจี้ย่อมจะเชื่อใจเขาเป็นแน่

     เหอหลีตกใจเมื่อได้ยินดังนั้น และยอมรับว่า เหย้าหลีเป็นคนใจเด็ดที่แท้จริง หากแต่การประหารภรรยาและตัดแขนของเหย้าหลีเป็นสิ่งที่รุนแรงเกินไป ไม่อาจลงมือได้ แต่เหย้าหลีก็ยืนกรานว่าหากไม่ทำดังนั้น งานใหญ่ไม่มีทางสำเร็จ เหอหลีจึงต้องยอมตาม

มีดไส้ปลา

     ต่อมา ก็มีข่าวว่า คนชื่อ เหย้าหลี วิจารณ์อ๋องเหอหลีที่ชิงบัลลังก์ จึงถูกจับกุม จากนั้นเหย้าหลีถูกตัดแขนขวาก่อนเหอหลีจะแกล้งปล่อยให้เขาหนีไป ส่วนภรรยาของเหย้าหลีได้ถูกนำตัวมาประหารและเผาประจานที่กลางเมือง

     เหย้าหลีไปหาซิ่งจี้และเล่าเรื่องทั้งหมด ตอนแรกซิ่งจี้ไม่เชื่อ จนเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายถูกตัดแขนขวา อีกทั้งสายสืบยังรายงานว่า ภรรยาเหย้าหลีถูกสั่งประหารและเผาประจาน เขาจึงยอมเชื่อว่าเหย้าหลีมีความแค้นใหญ่หลวงกับเหอหลีจริง ๆ

     ไม่นานเหย้าหลีก็กลายเป็นคนสนิทและเพื่อนที่ซิ่งจี้ไว้วางใจ และเมื่อทุกอย่างพร้อม สามเดือนต่อมา ซิ่งจี้ก็เคลื่อนทัพเรือบุกแคว้นอู๋ ทว่าในระหว่างเคลื่อนทัพนั้นเอง เหย้าหลีก็ใช้ทวนแทงหลังซิ่งจี้จนทะลุหน้าอก ทว่าซิ่งจี้นั้นมีพละกำลังแข็งแกร่งจึงฝืนความเจ็บปวดจับตัวเหย้าหลีเอาไว้และจุ่มน้ำลงน้ำสามครั้งก่อนเอาตัวพาดตักและถามว่า เหตุใด จึงต้องฆ่าเขา

“ข้ารับบัญชาท่านอ๋องให้มาสังหารท่าน” เหย้าหลีตอบ

     ซิ่งจี้หัวเราะแล้วกล่าวชมว่า เหย้าหลีเป็นคนใจเด็ดยิ่งนัก จากนั้นจึงสั่งให้ทหารห้ามทำร้ายเหย้าหลี เนื่องจากเหย้าหลีเป็นผู้กล้าที่แท้จริง “ข้าไม่ต้องการให้ผู้กล้าสองคนต้องมาตายในวันเดียว” กล่าวจบ ซ่งจี้ก็กระชากทวนออกจากอก เลือดพุ่งกระฉูด ร่างล้มลงกับพื้นเรือ สิ้นใจตาย

     เหย้าหลีสะเทือนใจกับความตายของซิ่งจี้ และรู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่ตนได้ทำลงไปทั้งหมด เขาจึงใช้ทวนเล่มที่ปลิดชีพซิ่งจี้แทงตัวเองและสั่งให้พวกทหารสละเรือ ก่อนเขาทำลายพื้นเรือและสิ้นชีพ โดยจมไปพร้อมกับเรือและร่างของซิ่งจี้

     ต่อไปจะเป็นเรื่องราวของมือสังหารยุคราชวงศ์โจวตะวันออกอีกสามคน ติดตามได้ในตอนหน้าครับ

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*