คู่ศึกสะท้านโลก ฟรานซิส เดรค ปะทะ อีซุนชิน

จะเป็นอย่างไร หากผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์มาเผชิญหน้ากัน ด้วยแสนยานุภาพที่เกรียงไกรของทั้งสองฝ่าย สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเรียกได้ว่า เป็นศึกสะท้านโลก และต่อไปนี่คือการสร้างสถานการณ์สมมติว่า หากสิ่งนั้นเกิดขึ้น ผู้ใด ที่น่าจะคว้าชัย

เซอร์ ฟรานซิส เดรค


francis
แม่ทัพเรืออังกฤษผู้เลื่องชื่อในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่หนึ่ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความเป็นเจ้าทะเลของอังกฤษ ฟรานซิส เดรค เกิดในปี ค.ศ. 1540 ที่เมืองทาวิสต็อค มณฑล เดวอน  ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรคนโตในบุตรทั้งหมดสิบสองคนของ เอ็ดมุน เดรค และ แมรี่ มิลเวล ซึ่งเป็นครอบครัวชาวนาผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์

เนื่องด้วยเหตุความขัดแย้งรุนแรงทางด้านศาสนาในปี ค.ศ.1549 ทำให้ครอบครัวเดรคต้องอพยพจากเดวอนไชร์ ไปอยู่ที่ เคนท์ c]tบิดาของฟรานซิส เดรคได้เข้าทำงานในราชนาวี และฝากฝังบุตรชายให้ฝึกงานกับเพื่อนบ้านซึ่งเป็นนายเรือที่ทำการค้ากับฝรั่งเศส นายเรือผู้นั้นเอ็นดูฟรานซิสราวกับบุตรชายแท้ๆ เนื่องจากตนไม่มีลูกและเมื่อเขาเสียชีวิตลง ก็ได้มอบเรือให้กับฟรานซิส

เมื่ออายุ 23 ปี เดรคได้ออกเดินเรือสู่ทวีปอเมริกาเป็นครั้งแรก กับ จอห์น ฮอว์กินส์ ญาติของเขา (ซึ่งภายหลังได้เป็นอัศวินและสหายร่วมรบในสงครามกับทัพเรืออามาดาของสเปน) โดยไปกับเรือของครอบครัวฮอว์กินส์ ต่อมา ในปี ค.ศ.1568  เดรคได้ล่องเรือกับฮอว์กินส์อีกครั้ง ทว่าถูกพวกสเปนจับกุมที่ท่าเรือ ซาน ฮวน เดอ อูลัว ในเม็กซิโก ทุกคนในเรือถูกประหารชีวิต มีแต่เดรคกับฮอว์กินส์ที่หนีรอดมาได้ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นรอยแค้นระหว่างเดรคกับพวกสเปน

หลังเหตุการณ์ที่ซานฮวน เดรคได้เริ่มการล้างแค้น เขาได้เดินเรือไปยังหมู่เกาะอินเดียตะวันตกสองครั้งในปี ค.ศ.1570  และ 1571 จากนั้นในปี ค.ศ.1572 เขาได้วางแผนเข้าโจมตีอิสมัสของปานามาซึ่งเป็นอาณานิคมสเปนอันเป็นจุดที่แร่เงินและทองคำจากเปรูถูกส่งขึ้นฝั่งและข้ามไปยังทะเลคาริบเบียนโดยมีเรือขนส่งของสเปนนำไปยังเมืองนอมเบร เดอ ดิโอส

เดรคออกจากพลีมัธ พร้อมลูกเรือ 73 คน ด้วยเรือสำเภาเล็กสองลำชื่อ ปาสชาและสวอน เข้ายึด นอมเบร เดิ ดิโอส โดยเข้ายึดเมืองและทรัพย์สมบัติทั้งหมด จากนั้นได้แฝงตัวในพื้นที่แถบนั้นนานถึงหนึ่งปีโดยดักปล้นสมบัติของสเปนที่ถูกส่งมาที่นั้น และในหลายปีต่อมา เดรคได้นำเรือเข้าปล้นเรือสเปนและเมืองท่าในอาณานิคมของสเปนอีกหลายครั้ง ได้แร่เงินและทองคำจำนวนมหาศาล

ชื่อเสียงของเดรคเริ่มเลื่องลือ และเขาได้รับแต่งตั้งจากราชสำนักอังกฤษให้เป็นสลัดหลวงหรือไพรเวเทียร์ ซึ่งสามารถปล้นสะดมภ์เรือทุกลำที่ไม่ได้เป็นของอังกฤษหรือชาติพันธมิตรของอังกฤษได้ ซึ่งทำให้เดรคยิ่งปล้นสะดมภ์และโจมตีเรือกับเมืองท่าของสเปนหนักยิ่งขึ้น

ในปี ค.ศ.1580 เดรคได้รับพระบัญชาจากสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธให้นำกองเรือห้าลำพร้อมลูกเรือ164 คนออกสำรวจเส้นทางเดินเรือใหม่ เพื่อแข่งขันกับพวกสเปน ฟรานซิส เดรคได้นำกองเรือมุ่งไปอเมริกาใต้และเดินทางข้ามโลกไปยังหมู่เกาะอินเดียตะวันตกและกลับมายังอังกฤษ โดยเขาเป็นชาวอังกฤษคนแรกที่เดินเรือรอบโลกได้สำเร็จ

ทหารอังกฤษสมัยศตวรรษที่ 16

เมื่อเกิดสงครามใหญ่ระหว่างอังกฤษกับสเปน ในปี ค.ศ. 1588 ฟรานซิส เดรคซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวิน ได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพเรือ เข้าทำศึกกับกองเรืออาร์มาดาของสเปนซึ่งถือเป็นกองเรือรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรปและครองความเป็นจ้าวทะเลในยุคนั้น โดยประกอบด้วยเรือสำเภาขนาดใหญ่ติดอาวุธหนึ่งร้อยหกสิบลำ ขณะที่ฝ่ายอังกฤษแม้จะมีเรือเกือบสองร้อยลำ แต่กว่าร้อยละเจ็ดสิบเป็นเพียงเรือสำเภาขนาดเล็กและเรือสำหรับทำการประมง ทว่าด้วยการวางแผนอย่างชาญฉลาดของฝ่ายอังกฤษโดยรองแม่ทัพเรือฟรานซิส เดรค ซึ่งมีบทบาทอย่างสูงในสงครามครั้งนี้ ทำให้กองทัพเรืออังกฤษสามารถมีชัยชนะเหนือกองเรืออาร์มาดาและทำลายกองเรืออันยิ่งใหญ่นี้ลงได้ จากนั้นอังกฤษก็ก้าวเข้าสู่การครอบครองความเป็นใหญ่ในมหาสมุทรซึ่งจะต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงศตวรรษที่ 20

หลังสงครามอาร์มาดา ใน ปี ค.ศ.1589 ฟรานซิสเดรกได้ออกเดินเรือ  เพื่อไปยังหมู่เกาะอินเดียตะวันตก  ทว่าระหว่างเดินทาง เขาได้เสียชีวิตลงด้วยโรคบิด  และร่างถูกฝังในทะเลที่นอกชายฝั่งปอร์โตเบลโล (Portobelo) ปานามา เป็นอันปิดฉากชีวิตของจอมโจรสลัดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 16

ฟรานซิส เดรคได้ชื่อว่า เป็นโจรสลัดหลวงที่เก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษและติดอันดับของโลก เขาเชี่ยวชาญในการรบแบบซุ่มโจมตีและใช้กำลังน้อยเข้าทำลายข้าศึกที่มีมากกว่า โดยอาศัยชัยภูมิ กระแสน้ำ และกระแสลมเป็นตัวช่วยสำคัญ 

นายพล อี ซุนชิน

yisunshin2

แม่ทัพเรือที่เก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลี เกิดในปี ค.ศ.1545 ที่กรุงฮันยัง(ปัจจุบันคือกรุงโซล เกาหลีใต้) ครอบครัวของเขาอยู่ในตระกูลขุนนาง ทว่าปู่ของเขาถูกมรสุมการเมืองเล่นงานจนต้องรับโทษออกจากราชการ ต่อมา บิดายังต้องโทษถูกเนรเทศพร้อมครอบครัว จากเมืองหลวง จนกระทั่งได้รับการอภัยโทษในปี ค.ศ.1560

อีซุนชินมีชีวิตในวัยเด็กที่ยากลำบาก ทำให้กลายเป็นคนเข้มแข็ง อดทนและรู้จักพลิกแพลงเพื่อเอาตัวรอดจากทุกสถานการณ์ เขามีเพื่อนสนิทในวัยเด็ก ชื่อ รยู ซอง ยาง ซึ่งภายหลังได้เป็นอัครมหาเสนาบดีและเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนคนสำคัญของเขา

ในวัยเด็ก อีซุนชินมักชวนเพื่อนรุ่นเดียวกันเล่นเกมสงคราม ทั้งยังประดิษฐ์ธนูไว้ใช้เอง เขาฉายแววความเป็นอัจฉริยะทางการทหารตั้งแต่เด็กและซึมซับการใช้ยุทธวิธีต่างๆเรื่อยมา โดยประยุกต์จากเหตุการณ์รอบตัวที่พบเจอ จนเมื่อเข้าวัยหนุ่ม เขาได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในชายแดนทางเหนือด้วยการหาของป่า ล่าสัตว์ และได้ฝึกฝนการใช้อาวุธและทักษะการเอาตัวรอดมากยิ่งขึ้น

ในปี ค.ศ.1576 เมื่ออายุได้ 31 ปี อีซุนชินได้เข้าสอบคัดเลือกนายทหารประจำปี โดยได้แสดงความสามารถเชิงดาบและธนูจนเป็นที่ประทับใจคณะกรรมการตัดสิน แต่ตกในการสอบขี่ม้าเพราะตกม้าขาหัก หลังเข้าสอบใหม่และผ่าน เขาถูกส่งไปรบในกองทัพภาคเหนือ ที่จังหวัดฮัมยอง (ปัจจุบันเป็นจังหวัดหนึ่งของเกาหลีเหนือ) โดยเป็นนายทหารใหม่ที่แก่ที่สุด (32 ปี) เขาได้ต่อสู้กับพวกหนี่เจิน (ต่อมาคือพวกแมนจู) ที่มาปล้นสะดมตามแนวชายแดน ซึ่งเขาได้รับการยอมรับจากผู้บังคับบัญชาและสหายร่วมทัพอย่างรวดเร็วจากความเป็นผู้นำและเป็นผู้มีทักษะในการใช้กลยุทธ์ทำศึก

ทหารโชซอน

ต่อมา ในปี ค.ศ.1583 อีซุนชินได้สร้างผลงานสำคัญ สามารถเอาชนะกองทัพหนี่เจินและจับหัวหน้าพวกหนี่เจินได้ ทว่าจากนั้น บิดาของเขาได้เสียชีวิตลง เขาจึงพักราชการสามปี เพื่อออกไปไว้ทุกข์ ก่อนกลับมารับราชการอีกครั้ง

ด้วยความสามารถ ทำให้เขาสร้างผลงานและเลื่อนตำแหน่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทว่าความสำเร็จของอีซุนชิน ทำให้เขากลายเป็นเป้าโจมตีของขุนนางที่ริษยา จนถูกมรสุมการเมืองเล่นงานหลายครั้ง ทว่าจิตใจเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่อความลำบากและความเชื่อมั่นในตนเอง ทำให้ผ่านมรสุมเหล่านั้นมาได้

 ค.ศ. 1590  อีซุนชินได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการจังหวัดทหารเรือจอลลา ก่อนถูกส่งไปประจำการที่ยอซู เพื่อคุมเชิงญี่ปุ่นที่มีท่าทีจะเข้าคุกคามเกาหลีและจับตามองการขยายอำนาจของข่านหนุ่มแห่งหนี่เจิน นาม นูเอ่อฮาชื่อ(ซึ่งต่อมา คือ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์แมนจู) กระทั่งปี ค.ศ.1592  โทโยโทมิ ฮิเดะโยชิ ผู้นำสูงสุดของญี่ปุ่นได้ส่งกองทัพเข้ารุกรานเกาหลีเพื่อเปิดทางสู่การทำศึกกับจีน โดยสงครามครั้งนี้ เรียกว่า สงครามอิมจิน

อีซุนชิน ได้เข้าร่วมรบในสงครามอิมจิน ในตำแหน่ง ผู้บัญชาการสามจังหวัดทหารเรือ และเป็นผู้นำสำคัญในการต้านทานกองทัพเรือมหึมาของญี่ปุ่น โดยเขาได้คิดค้นเรือเต่า หรือ โคบุคซอน ขึ้น และใช้เป็นอาวุธลับสำคัญในการทำลายกองเรือญี่ปุ่น โดย อีซุนชินสามารถเอาชนะกองเรือญี่ปุ่นได้ในยุทธนาวีใหญ่ๆถึง 23 ครั้ง ทำลายเรือรบญี่ปุ่นไปนับร้อยลำ

ทว่าชัยชนะของเขา ได้ทำให้อีซุนชินกลายเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายที่ริษยา รวมทั้งสายลับญี่ปุ่นที่แฝงตัวในราชสำนัก จนสุดท้าย พระเจ้าซอนโจได้สั่งถอดยศเขาเป็นพลทหาร ทั้งยังทรงให้ลงทัณฑ์ทรมานอย่างรุนแรง และได้แต่งตั้งนายพล วอนกยูน หนึ่งในผู้ที่ใส่ร้ายเขา ขึ้นรับตำแหน่งแทน

วอน กยูน เป็นนายทหารที่ไร้ความสามารถ เขาได้นำกองเรือทั้งหมดของเกาหลี ประกอบด้วยเรือรบ 150 ลำ และทหารเรือสามหมื่นนายเข้าปะทะกับทัพเรือญี่ปุ่นที่ช่องแคบชิลซอน และหลงกลถูกทัพเรือญี่ปุ่นปิดล้อมสังหารหมู่ ทหารแทบทั้งหมด พร้อมนายพลวอน กยูนและแม่ทัพคนอื่นๆ ถูกญี่ปุ่นสังหารจนหมด เหลือเรือรบเพียง 13 ลำ ที่หนีรอดจากหายนะครั้งนี้ เนื่องจาก เรือเหล่านั้น ตัดสินใจหนีทัพ ก่อนการรบเริ่มต้นขึ้น

ความหายนะที่ช่องแคบชิลซอน ทำให้พระเจ้าซอนโจ ต้องเรียกใช้ อีซุนชิน อีกครั้ง ทว่าคราวนี้ กองทัพเรือของเขามีเพียงเรือรบ 13 ลำ เท่านั้น  ทำให้ราชสำนักตัดสินใจยุบกองทัพเรือและถอนกำลังไปรวมกับกองทัพบก แต่ อีซุนชินก็ยังยืนกรานที่จะคงกองทัพเรือไว้และยืนยันว่า แม้จะเหลือเรือรบเพียงเท่านี้ แต่เขาก็จะต้านทานกองเรือญี่ปุ่นให้จงได้

ในวันที่ 26 ตุลาคม ปี ค.ศ. 1597 อีซุนชินนำเรือรบ 13 ลำ เข้าปะทะกับเรือรบญี่ปุ่น 133 ลำ ที่ช่องแคบ มยอลยาง และสามารถจมเรือข้าศึกได้ 31 ลำ ทำลายเรือจนเสียหาย ใช้การไม่ได้อีก 92 ลำ สังหารข้าศึกไป 8,000 นาย ขณะที่ฝ่ายเกาหลีไม่เสียเรือแม้แต่ลำเดียว นับเป็นชัยชนะทางเรือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

16 ธันวาคม ค.ศ.1598 อีซุนชินนำกองเรือโชซอนร่วมกับกองเรือต้าหมิง เข้าทำการรบกับกองเรือขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น ที่ช่องแคบโนลยอน หลังการปะทะกันอย่างดุเดือด กองเรือญี่ปุ่นตกเป็นฝ่ายล่าถอย ในระหว่างที่กองเรือพันธมิตรโชซอน-ต้าหมิง กำลังรุกไล่โจมตีนั้นเอง อีซุนชินก็ถูกกระสุนปืนคาบศิลาของฝ่ายญี่ปุ่นยิงเข้าที่สีข้างด้านขวา บาดแผลฉกรรจ์ประกอบกับสุขภาพที่ค่อนข้างทรุดโทรมจากการกรำศึกทำให้อีซุนชินเสียชีวิต ทว่าก่อนสิ้นใจ เขาได้กำชับไม่ให้คนสนิทแพร่งพรายข่าวเรื่องที่เขากำลังจะตายให้เหล่าทหารได้รู้ จนกว่าการรบจะสิ้นสุดลง และเมื่อกองเรือพันธมิตรได้รับชัยชนะอย่างสมบูรณ์ พวกเขาก็ได้ทราบว่า แม่ทัพของเขาได้เสียชีวิตลงแล้ว ร่างไร้วิญญาณของอีซุนชิน ถูกนำไปฝังที่อาซาน ใกล้กับหลุมศพบิดาของเขาตามประเพณีและได้มีการสร้างศาลเจ้าเพื่อเป็นการแสดงความเคารพบูชาอย่างสูง นับเป็นการปิดฉากชีวิตของแม่ทัพเรือผู้เกรียงไกรที่สุดในประวัติศาสตร์ของคาบสมุทรเกาหลี

อีซุนชิน เป็นผู้บัญชาการที่มีความสามารถ โดยจุดเด่นที่สุดของเขา คือการดึงเอาประสิทธิภาพของผู้ใต้บังคับบัญชาออกมาใช้งานได้อย่างดีที่สุด ทั้งสามารถใช้ข้อดีของฝ่ายตน ทำลายจุดอ่อนของข้าศึกและคว้าชัยชนะในสงคราม มาได้

แสนยานุภาพ

กองเรืออังกฤษ

ในช่วงศตวรรษที่ 16 กองเรืออังกฤษเพิ่งเข้ายุคเริ่มต้นสู่ความเป็นเจ้าทะเล โดยเป็นคู่แข่งสำคัญกับสเปนที่ครองครองมหาสมุทรอยู่ในขณะนั้น เรือรบส่วนใหญ่ของอังกฤษยุคนั้นเป็นเรือรบขนาดกลาง ซึ่งมีความคล่องตัวกว่าเรือรบสเปนที่เป็นเรือขนาดใหญ่ และแม้ว่าจะเป็นเรือขนาดกลางแต่ก็สามารถบรรรทุกปืนใหญ่ได้มากถึงยี่สิบกระบอก โดยประจำที่กราบเรือทัั้งสองด้าน ซึ่งในเวลานั้น ในยุโรปได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีปืนใหญ่ที่มีขนาดเล็กลงและระยะยิงเพิ่มขึ้น ทำให้เหมาะสำหรับการนำมาใช้ประจำเรือรบ


เรือแกลเลียน

เรือรบอังกฤษเป็นเรือไม้และใช้ใบ สำหรับเรือรบขนาดใหญ่ในยุคนั้น อย่างเรือแกลเลียน(Galleon)มีความยาวราว  24 เมตร แต่เดิมเรือแกลเลียนเป็นเรือขนสินค้า แต่ได้มีการนำมาปรับใช้เป็นเรือรบ โดยติดปืนใหญ่ 20 – 30 กระบอก ส่วนเรือที่ใช้กันทั่วไป อย่างเรือคาราเวล (Caravel) ยาวราว 12 – 18 เมตร ติดปืนใหญ่ 12 กระบอก เป็นเรือที่นิยมใช้ในกลุ่มโจรสลัดรวมถึงพวกสลัดหลวงหรือเรือรบเอกชน (Privateer) เทคนิคการใช้ใบเรือของยุโรปในยุคนั้นมีพัฒนาการค่อนข้างมากกว่ายุคก่อน ทำให้ใช้งานได้ดีขึ้น ทั้งการเร่งความเร็วและบังคับทิศทาง ส่วนกลยุทธ์การรบจะเป็นการนำเรือแล่นขนานและระดมยิงปืนใหญ่จากกราบเรือทำลายเสากระโดงและสังหารลูกเรือบนดาดฟ้า จากนั้น จึงนำเรือเข้าเทียบและบุกเข้ายึดเรือข้าศึก

 caravel
เรือคาราเวล

นอกจากนี้ในการรบกับกองเรืออามาดาร์ของสเปน อังกฤษยังมีกลยุทธ์พิเศษคือ การใช้ เรือไฟ ซึ่งเป็นเรือใบขนาดเล็กบรรทุกเชื้อเพลิงเบาโรยด้วยดินประสิว มีคนบังคับสองถึงสามคน  โดยหลังจากจุดไฟบนเรือ พลประจำเรือจะโดดลงน้ำปล่อยให้เรือพุ่งเข้าชนเรือข้าศึกให้มอดไหม้ไปด้วยกัน ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวต้องอาศัยความชำนาญในทิศทางลมที่จะส่งให้เรือพุ่งเข้าสู่เป้าหมายอย่างแม่นยำ ซึ่งในการนี้ พลเรือของอังกฤษที่ส่วนใหญ่เป็นลูกเรือโจรสลัดเอกชนและชาวประมงน้ำลึกมีความชำนาญเป็นอย่างดี

ปืนใหญ่ประจำเรือรบอังกฤษ ส่วนมากจะเป็นปืนขนาดกลางอย่าง ปืนคัลเวอริน ที่ระยะหวังผลอยู่ที่ ราวห้าร้อยเมตร ปากกระบอกกว้าง 13 เซนติเมตร สมารถยิงลูกเหล็กขนาดใหญ่ได้ และปืนที่มีขนาดเล็กกว่าอย่างเซคเกอร์ มีระยะหวังผล 400 เมตร สามารถยิงกระสุนวิถีโค้ง 45 องศา อยู่ที่ 2000 เมตร โดยมีปากกระบอกกว้างไม่เกิน 9 เซนติเมตร อย่างไรก็ตาม การยิงด้วยวิถีโค้งในระยะไกลอาจให้ผลในการทำลายล้างน้อยกว่าการยิงด้วยวิถีตรง

สำหรับอาวุธของลูกเรือ นอกจากอาวุธอย่าง หอก ดาบ ขวานด้ามยาวแล้ว ยังมีปืนคาบชุดซึ่งเป็นอาวุธยิงที่เริ่มมีแพร่หลายในกองทหารราบแล้ว

กองเรือโชซอน

เรือรบของโชซอน เป็นเรีอรบที่ใช้พลกรรเชียงผสมกับการใช้ใบเรือทำจากไม้ไผ่ ซึ่งเป็นเทคนิคการรบที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคสามก๊ก แต่เพิ่มการติดตั้งอาวุธปืนใหญ่ทั้งที่หัวเรือและกราบเรือ นอกจากนี้ยังมีอาวุธอย่างธนูเพลิงและจรวดเพลิงด้วย 

tuetleship

เรือโคบุ๊คซอน

ที่สำคัญกองเรือโชซอนยังมีอาวุธพิเศษที่ไม่มีในกองเรืออื่นใดของยุคเดียวกัน นั่นคือ เรือโคบุคซอน ซึ่งเป็นเรือรบหุ้มเกราะ ติดปืนใหญ่รอบลำเรือ แผ่นเหล็กที่หุ้มคลุมดาดฟ้าทั้งหมดสามารถป้องกันพลรบและลำเรือส่วนใหญ่จากกระสุนปืนข้าศึกได้ นอกจากนี้ในระยะประชิด เรือโคบุคซอนยังมีเหล็กกระทุ้งสำหรับทำลายกราบเรือฝ่ายตรงข้ามได้ สำหรับปืนใหญ่ประจำเรือรบโชซอนแบ่งเป็นสี่ประเภทคือ ปืนสวรรค์ ปืนพิภพ ปืนดำและปืนเหลือง  โดยปืนสวรรค์จะมีประจำลำละหนึ่งกระบอก เป็นปืนที่ใหญ่และหนักที่สุด สามารถยิงได้ระยะหวังพลไกลห้าร้อยเมตรและวิถีโค้งราว 1,500 เมตร ส่วนปืนพิภพจะมีอำนาจการยิงรองลงมา โดยอยู่ที่ราว 300 เมตร และปืนดำกับปืนเหลืองซึ่งเป็นปืนส่วนใหญ่ที่ประจำบนเรือรบจะมีวิถีกระสุนอยู่ที่ 200 เมตร  โดยปืนใหญ่เหล่านี้ สามารถยิงได้ทั้งลูกระเบิดทำลายเรือ และห่ากระสุนสำหรับสังหารลูกเรือ  รวมทั้งสามารถยิงจรวดเพลิงได้ด้วย โดยเรือพานโอ๊กซอนแต่ละลำจะติดตั้งปืนใหญ่ราวยี่สิบกระบอก ซึ่งเป็นจำนวนไล่เลี่ยกับของเรือโคบุคซอน

panokseon

เรือพานโอ๊คซอน

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้กองเรือเกาหลีสามารถเอาชนะกองเรือญี่ปุ่นได้ ก็เนื่องจากปืนใหญ่ประจำเรือรบของเกาหลีมีอานุภาพการทำลายล้างและระยะยิงเหนือกว่าของญี่ปุ่น ซึ่งในการรบแต่ละครั้ง แม่ทัพ อี ซุนชิน ก็จะสั่งให้กองเรือเกาหลีรักษาระยะห่างจากข้าศึกและเน้นการโจมตีด้วยปืนใหญ่เป็นหลัก โดยจะพยายามไม่ให้เรือรบญี่ปุ่นเข้าประชิด เนื่องจากในการรบระยะประชิดนั้น ฝ่ายญี่ปุ่นมีอาวุธและฝีมือรบที่เหนือกว่าเกาหลีมาก ทั้งนี้ นอกจากใช้ปืนใหญ่โจมตีระยะไกลแล้ว เกาหลียังใช้เรือหุ้มเกราะโคบุคซอนเข้ากระแทกเพื่อจมเรือรบไม้ของฝ่ายศัตรูด้วย 

สำหรับอาวุธของลูกเรือโชซอนนอกจากอาวุธสำหรับต่อสู้ระยะประชิดอย่าง หอก ดาบ ง้าว ก็มีอาวุธยิงอย่างธนู หน้าไม้ และปืนไฟ จรวดเพลิง ซึ่งอาวุธปืนนี้ ถูกทำขึ้นครั้งแรกในจีนและมีใช้กันในคาบสมุทรเกาหลีมานับร้อยปีก่อนหน้านั้นแล้ว

เปิดยุทธนาวี

versusef

กองเรือรบของอังกฤษประกอบด้วยเรือแกลเลียนขนาดใหญ่จำนวนสิบลำและเรือคาราเวลสามสิบลำนำโดยเซอร์ฟรานซิส เดรค เคลื่อนเข้ามาเผชิญหน้ากับกองเรือโชซอนที่ประกอบด้วยเรือพานโอ๊กซอนขนาดใหญ่สามสิบลำและเรือโคบุ๊คซอนสิบลำ ติดปืนใหญ่เต็มอัตรา นำโดยนายพลอี ซุนชิน ซึ่งหลังจากทราบว่า กองเรืออังกฤษเข้ามาในเขตน่านน้ำโชซอน นายพลอี ซุนซินก็นำกองเรือเข้าไปตั้งรับทันที

กองเรืออังกฤษแปรขบวนและเข้าโอบล้อมกองเรือโชซอนที่อยู่ในอ่าว คลื่นลมที่เป็นใจทำให้กองเรืออังกฤษได้เปรียบและเริ่มระดมยิงด้วยปืนใหญ่ประจำเรือ และจมเรือพานโอ๊คซอนได้สามลำ จากกระสุนวิถีโค้ง ขณะเดียวกันเรือคาราเวลที่อยู่ทั้งสองปีกเข้าโอบล้อมและสาดกระสุนลูกปรายเข้าสังหารลูกเรือโชซอนบนดาดฟ้า กระแสลมและน้ำที่เป็นใจ ทำให้กองเรืออังกฤษเป็นฝ่ายได้เปรียบ โดยเฉพาะเรือคาราเวลที่เพรียวกว่า พานโอ๊คซอนที่เปรียบเสมือนถังลอยน้ำ

อีซุนซินสั่งกองเรือฝ่ายตนเก็บใบและกรรเชียงเรือออกห่างจากวิถีการยิงของข้าศึก แต่ขณะเดียวกัน ก็ทำให้ปืนใหญ่ของฝ่ายโชซอนที่มีระยะยิงสั้นกว่าของอังกฤษไม่อาจสำแดงอานุภาพได้ กองเรือโชซอนถอยเข้ามาในอ่าว โดยมีกองเรืออังกฤษที่สลายรูปขบวนและกางใบเต็มที่รุกไล่ติดตาม เพื่อเผด็จศึก ไม่นาน กองหน้าของอังกฤษก็รุกเข้าใกล้จนได้ระยะยิง เรืออังกฤษจึงปรับขบวนหันข้างเข้าระดมยิงกองเรือโชซอนที่รั้งท้ายด้วยกระสุนวิถีโค้ง

ทันใดนั้น เรือรบอีกกองของฝ่ายโชซอนซึ่งประกอบด้วยเรือเต่าหรือโคบุ๊คซอนนับสิบลำก็แล่นออกมาจากด้านหลังโขดเข้ากลางน้ำ และกรรเชียงเรือเต็มกำลังพุ่งเข้าหากองเรืออังกฤษ ฝ่ายอังกฤษพยายามยิงปืนใหญ่เข้าใส่ แต่แผ่นเหล็กที่คลุมปิดดาดฟ้าช่วยป้องกันเรือจากความเสียหาย และแม้เสากระโดงใบเรือจะถูกทำลาย ทว่า พลกรรเชียงก็ยังนำเรือพุ่งตรงเข้ามาเรื่อยๆ และเข้ากระแทกเรือรบอังกฤษจมลง ลำแล้วลำเล่า ขณะที่กองเรืออังกฤษกำลังชุลมุนจากการโจมตีของเรือเต่า ซึ่งเป็นอาวุธสงครามแบบใหม่ที่พวกยุโรปไม่เคยเห็นมาก่อน จนทำให้เหล่าไพร่พลไม่อาจรับมือได้ กระแสลมที่เป็นใจให้ฝ่ายอังกฤษในช่วงแรกได้เปลี่ยนทิศ อีซุนซินจึงอาศัยจังหวะนั้น นำกองเรือพานโอ๊คซอนมุ่งหน้าเข้าโจมตีกระหนาบทันที

ฟรานซิส เดรค สั่งเรือไฟให้แล่นเข้าทำลายข้าศึก ทว่ากระแสลมที่ไม่เป็นใจ ในยามนี้ ส่งผลให้กองเรือไฟถูกทำลายด้วยปืนใหญ่ของโชซอนจนหมดสิ้น และเมื่อกองเรือพานโอ๊คซอนเข้าใกล้ ทหารโชซอนก็โจมตีข้าศึกด้วยจรวดเพลิง เผาทำลายเรือรบของอังกฤษเป็นจำนวนมาก และเนื่องด้วยนักรบส่วนใหญ่ของเดรคเป็นอดีตลูกเรือสลัดที่เชี่ยวชาญในการโจมตีแบบฉาบฉวยมากกว่าการรบแบบประจัญหน้า ทำจึงให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

การรบดำเนินจนถึงยามเย็น ก่อนที่เดรคจะนำเรือรบจำนวนหนึ่งในสามที่รอดจากการโจมตีล่าถอยออกจากอ่าว เข้าสู่ทะเลหลวง ซึ่งมีกระแสลมและคลื่นเหมาะสมกว่า โดยที่ฝ่ายโชซอนซึ่งเสียเรือรบไปเกือบครึ่งหนึ่ง เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ

แม้เรืออังกฤษจะปราดเปรียวกว่า และปืนใหญ่มีอานุภาพการยิงได้ไกลกว่าโชซอน หากยิงด้วยวิถีโค้ง ทว่าในการยิงระยะตรงแบบหวังผลเต็มที่ จะพบว่า อานุภาพต่างกันไม่มาก โดยปืนใหญ่ของโชซอนรับมาจากของจีน ซึ่งอานุภาพมีความใกล้เคียงกับปืนยุโรป ขณะเดียวกัน ในยุคนั้น ประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ของเรือรบและเรือรบติดใบกรรเชียง ก็ยังแตกต่างกันไม่มากนัก เนื่องจากเป็นยุคเปลี่ยนผ่านระหว่างเรือกรรเชียง กับเรือติดใบ นอกจากนี้ กำลังรบทางเรือของอังกฤษในยุคนั้นจะระดมมาจากพวกเรือรบเอกชนหรือสลัดหลวงเป็นหลัก ซึ่งเชี่ยวชาญการโจมตีแบบฉาบฉวย ปล้นสะดมภ์มากกว่ารบเผชิญหน้า นอกจากนี้ ยังมีความเป็นเอกภาพในการบังคับบัญชานน้อยกว่า ทหารโชซอนที่เป็นทหารเรือเต็มรูปแบบที่ได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง 

          อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุด ที่ทำให้กองเรือของ อีซุนชิน ได้ชัยในศึกนี้ อยู่ที่การใช้เรือโคบุ๊คซอน ซึ่งถือเป็นเรือหุ้มเหล็กรุ่นแรกสุดและเป็นเทคโนโลยีการรบที่ล้ำสมัยที่สุดในยุคนั้น แม้ว่าจะเป็นการหุ้มเหล็กเฉพาะส่วนดาดฟ้าและบางส่วนของลำเรือ แต่ก็ทำให้เรือมีความแข็งแกร่ง ทนต่อการทำลายของกระสุนปืนใหญ่ได้มากกว่าเรือไม้ทั่วไป ทั้งยังปกป้องลูกเรือได้เป็นอย่างดี และทำให้เรือมีสภาพคล้ายกับรถถังลอยน้ำ โดยนอกจากจะใช้ปืนใหญ่โจมตีแล้ว ยังสามารถใช้เรือพุ่งเข้าชนทำลายข้าศึกได้ด้วย

ปล. นี่เป็นการสรุปผลตามข้อสันนิษฐานของผู้เขียน หากผู้อ่านท่านใดเห็นแตกต่างออกไป ทางเราพร้อมน้อมรับด้วยความเคารพ ครับ

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*