คู่ศึกสะท้านโลก บุเรงนองปะทะโนบุนากะ

จะเป็นอย่างไร หากผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์มาเผชิญหน้ากัน ด้วยแสนยานุภาพที่เกรียงไกรของทั้งสองฝ่าย สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเรียกได้ว่า เป็นศึกสะท้านโลก และต่อไปนี่คือการสร้างสถานการณ์สมมติว่า หากสิ่งนั้นเกิดขึ้น ผู้ใด ที่น่าจะคว้าชัย

หมู่เกาะญี่ปุ่น

medieval-Japa

นับแต่ชนเผ่ายามาโตะ ยกพลข้ามทะเลเหลืองเข้าสู่เกาะฮอนชู เมื่อสองพันปีก่อน ไฟสงครามก็เริ่มต้น พร้อมกับตำนานแห่งเหล่านักรบแดนอาทิตย์อุทัย ชาวยามาโตะได้ตั้งราชวงศ์ยามาโตะและปราบปรามชนเผ่าต่าง ๆ บนสี่เกาะใหญ่ของญี่ปุ่น คือ ฮอนชู คิวชู ฮอกไกโดและชิโกกุ และก่อตั้งอาณาจักรแห่งพระอาทิตย์ขึ้น ต่อมา การแย่งชิงอำนาจในราชสำนัก เป็นโอกาสให้เหล่าขุนศึกเข้ามามีอิทธิพลมาก ต่อมา ขุนศึกนาม มินาโมโตะ โยริโทะโมะได้กุมอำนาจและได้รับการแต่งตั้งให้เป็น โชกุน พร้อมกับมีอำนาจสำเร็จราชการแผ่นดินเต็มที่ โดยพระจักรพรรดิทรงมีอำนาจแต่ในนามเท่านั้น ทว่าหลังจากนั้น ญี่ปุ่นยังต้องเผชิญกับการคุกคามจากกองทัพมองโกลอันเกรียงไกร แม้จะรอดพ้นจากพวกมองโกลมาได้ แต่ดินแดนแห่งนี้ไม่เคยสิ้นไฟสงคราม จนมาถึงยุคที่เรียกว่า เซนโกคุจิได ซึ่งเป็นยุคที่ญี่ปุ่นแตกเป็นเสี่ยง ๆ เหล่าขุนศึกแยกตัวเป็นอิสระและรบพุ่งกันเอง จนกระทั่งขุนศึกนาม โอดะ โนบุนากะ ได้เริ่มทำสงครามรวบรวมแคว้นต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และบริวารของเขาคือ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ได้สืบทอดอำนาจและสามารถรวบรวมญี่ปุ่นทั้งหมดเป็นปีกแผ่นและเข้าสู่ยุคแห่งการสร้างชาติ ขณะตำนานแห่งนักรบก็ยังคงไม่สิ้นสุดเช่นกัน

จักรวรรดิตองอู

hongsa22

บรรพบุรุษของชาวพม่าได้อพยพมาจากธิเบตและตั้งรกรากในลุ่มแม่น้ำอิระวดีตั้งแต่เมื่อเกือบสองพันปีก่อน จากนั้นได้ทำสงครามกับกลุ่มชนต่างๆที่ตั้งรกรากในดินแดน เช่น มอญ ไทใหญ่ ยะข่าย โดยพระเจ้าอโนรธามังช่อแห่งพุกาม สามารถผนวกรวมชนเหล่านั้นเข้าในอำนาจและก่อตั้งราชอาณาจักรพุกามขึ้น ทว่าหลังการรุกรานของกองทัพมองโกล อาณาจักรพุกามล่มสลายและดินแดนลุ่มอิระวดีก็แตกเป็นเสี่ยงๆ เป็นเวลาหลายร้อยปีหลังจากนั้น ที่เกิดสงครามระหว่างราชอาณาจักรทั้งหลายในดินแดนนี้ จนกระทั่งพระเจ้าตะเบงชะเวตี้แห่งอาณาจักรตองอูได้รวบรวมอาณาจักรต่างๆในลุ่มน้ำอิระวดีเข้าเป็นปึกแผ่นและผู้สืบทอดของพระองค์คือ พระเจ้าบุเรงนอง ได้แผ่ขยายอาณาจักรตองอูออกไปจากลุ่มน้ำอิระวดีจนกลายเป็นจักรวรรดิที่มีอิทธิพลครอบคลุมดินกว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในประวัติศาสตร์ของเอเชียอาคเนย์

ผู้นำ

โอดะ โนบุนากะ

Nobunaga_Oda

เกิดในปี ค.ศ. 1534 เป็นบุตรของ โอดะ โนบุฮิเดะ เจ้าเมืองโอวาริ ซึ่งเป็นแคว้นเล็ก ๆใกล้กับเกียวโต เมืองหลวงของญี่ปุ่น ขณะนั้น เมื่อบิดาสิ้นชีวิตลงในปี ค.ศ. 1549 โนบุนากะซึ่งอายุเพียง 15 ปี ได้กำราบบรรดาญาติของตน ด้วยกำลังทหาร และขึ้นเป็นผู้นำตระกูลโอดะ ต่อมา อิมากาว่า โยชิโมโตะ ไดเมียวแห่งซูรุกะซึ่งเป็นแคว้นใหญ่ นำกองทัพจำนวน 25,000 นาย เข้าโจมตีโอวาริเพื่อเปิดทางสู่การบุกเกียวโต โนบุนากะ ไม่ยอมจำนนและตั้งมั่นในปราสาท ทหารของอิมากาว่า จึงตั้งค่ายหลายค่ายล้อมไว้และเตรียมการเข้าตี

ทว่าในคืนหนึ่งเกิดพายุฝน ทัพของอิมากาว่าหลบพักอยู่ในค่าย โนบุนากะคุมทหารม้าเพียง 500 นาย บุกเข้าโจมตีค่ายข้าศึก อิมากาว่า โยชิโมโตะถูกสังหารในคืนนั้น ทำให้กองทัพซูรุกะล่าถอยไป ส่งผลให้ชื่อเสียงของโนบุนากะโด่งดัง จนไดเมียวหลายเมืองมาขอผูกไมตรี ซึ่งก็รวมทั้งโตกุกาว่า อิเอยาสึ พันธมิตรและหนึ่งในทายาทของตระกูลอิมากาว่า ต่อมาโนบุนากะได้ทำสงครามกับไดเมียวที่เป็นศัตรูและได้รับชัยชนะ ทำให้อำนาจของตระกูลโอดะเพิ่มมากขึ้น จนปี ค.ศ. 1567 องค์จักรพรรดิโกะ-โยเซอิมีพระราชสาส์นขอความช่วยเหลือพระองค์ให้พ้นจากอิทธิพลของตระกูลอะชิคางะ โนบุนากะจึงยกทัพเข้าเมืองหลวง และบังคับให้โชกุน อะชิคางะ โยชิอากิ เป็นหุ่นเชิดของตน จากผลงานครั้งนี้ องค์จักรพรรดิทรงแต่งตั้งให้เขาดำรงตำแหน่ง ไนไดจิน หรือ อัครมหาเสนาบดี จนในปี ค.ศ. 1573 โชกุน โยชิอากิ คิดแข็งข้อ โดยร่วมมือกับขุนศึกทาเคดะ คัตสึโยริ ต่อมาหลังจากที่โนบุนากะทำสงครามชนะคัตสึโยริที่นากาชิโนะแล้ว โชกุนจึงได้ถูกเนรเทศออกไป  อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโนบุนากะไม่มีเชื้อสายขุนนางดั้งเดิม จึงไม่ได้ขึ้นเป็นโชกุน แต่เวลานี้ เขาก็มีอำนาจมากที่สุดในแผ่นดิน

โนบุนากะมีนิสัยเด็ดขาด เหี้ยมโหด ใจร้อน มั่นใจในตัวเองสูง จนบางครั้งไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชา มีคำกล่าวว่า ถ้านกไนติงเกลไม่ยอมร้องเพลง โนบุนากะจะฆ่ามันเสีย เขาเป็นคนเฉลียวฉลาด เชี่ยวชาญในการรบ มีความคิดนอกกรอบ ไม่ยึดติดธรรมเนียมเดิม จนไม่เป็นที่ยอมรับในกลุ่มคนหัวเก่า โนบุนากะได้นำอาวุธสมัยใหม่อย่างปืนไฟมาใช้และใช้ทหารเกณฑ์ชาวนาเป็นกำลังหลักแทนนักรบซามูไรที่ต้องใช้เวลาฝึกนานกว่า นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการบริหารและพัฒนาญี่ปุ่นจนเข้าสู่ความก้าวหน้า พร้อมทั้งเปิดประเทศรับการค้าจากต่างชาติและวิทยาการใหม่ ๆ

โนบนากะ ถูกอะเคจิ มัตสึฮิเดะ ผู้เป็นบริวารลอบสังหาร ในปี ค.ศ.1582 เนื่องจากเขาเป็นต้นเหตุให้มารดาของมัตสึฮิเดะต้องตาย โดยสืบเนื่องจากการทำศึกกับเมืองไค โนบุนากะให้มัตสึฮิเดะจัดการกับขุมกำลังที่เหลือของข้าศึก ทว่าเขาได้เจรจาสงบศึกและชักจูงพวกนั้นให้สวามิภักดิ์ โดยยอมส่งมารดาไปเป็นตัวประกันแลกกับเหล่านายทัพเมืองไค ซึ่งโนบุนากะไม่ไว้ใจนายทัพเหล่านั้น ต่อมาจึงได้สั่งประหารนายทัพเมืองไคทั้งหมด ด้วยข้อหาทรยศ ทำให้พวกเมืองไคที่เหลือโกรธและฆ่ามารดาของอะเคจิ

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้มัตสึฮิเดะผูกใจเจ็บ ต่อมาเมื่อได้โอกาสจึงนำกำลังลอบสังหารโนบุนากะที่วัดฮอนโนจิและกวาดล้างครอบครัวของเขา ต่อมา โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ลูกน้องของโนบุนากะได้นำทัพมาล้างแค้น และสังหารมัตสึฮิเดะ จากนั้นจึงขึ้นครองอำนาจต่อ และรวมญี่ปุ่นเข้าเป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ

พระเจ้าบุเรงนอง

bayinnuang

เป็นผู้นำของชาวพม่า มีพระนามเดิมว่า ชาเต ประสูติในปี ค.ศ.1515 ที่เมืองตองอู บิดา มีนามว่า เมงจี สเว เป็นขุนนางของพระเจ้าตองอู เมงกยินโย ชาเตถูกเลือกเป็นพระพี่เลี้ยงของ มังตรา โอรสพระเจ้าตองอู ต่อมา เขาได้รับชื่อใหม่จากพระเจ้าตองอูว่า เชงเยทุต หมายถึง เจ้ายอดกล้า

หลังพระเจ้าเมงกินโยสิ้นพระชนม์ มังตราในวัยสิบสามได้ขึ้นครองราชย์ ทรงพระนาม เมงทะยายาวตี หรือ ตะเบ็งชะเวตี้ เมื่อชันษาได้สิบห้า ตะเบ็งชะเวตี้ได้นำทหารม้า 500 นายไปทำพิธีเจาะหูที่พระธาตุมุเตา ชานกรุงหงสาวดีของชาวมอญ คู่ศึกของตองอู โดยมีชาเต เป็นผู้คุมทัพ กษัตริย์มอญได้ส่งทหารหนึ่งหมื่นนายมาล้อมทัพตองอูไว้ ทว่า ชาเตนำทัพม้า 500 นายคุ้มกับพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ตีฝ่าออกไปได้อย่างปลอดภัย

ต่อมา ชาเตได้แต่งงานกับพระพี่นางของตะเบ็งชะเวตี้และกลายเป็นขุนศึกสำคัญของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ในเวลานั้น ตองอูได้เปิดศึกกับหงสาวดีของชาวมอญและได้รับชัยชนะหลายครั้งจนยึดกรุงหงสาวดีได้ พระเจ้าตากายุทธปี กษัตริย์มอญนำทหารแปดพันหนีไปเมืองแปร ซึ่งหากทัพมอญไปรวมพบกับทัพแปรได้ จะส่งผลร้ายต่อตองอู พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้จึงเร่งนำทัพหลวงติดตาม ทว่าขุนพลชาเตเห็นว่า หากรอทัพหลวงจะเสียการ จึงติดสินใจฝืนคำสั่ง นำทหารหนึ่งพันเร่งไล่ตามทัพมอญ และเข้าโจมตีอย่างฉับพลันที่นองโย โดยสังหารแม่ทัพมอญได้หนึ่งคนและขับไล่อีกคนหนีไป ทำให้กองทัพมอญแตกยับเยิน กษัตริย์มอญถูกสังหารระหว่างหลบหนี ผลงานในศึกนองโยครั้งนี้ ทำให้ชาเตได้รับยศเป็น บายินนอง จอเดงนรธา หรือ บุเรงนอง กยอดินรธา หลังศึกนองโย ตองอูได้ย้ายเมืองหลวงมายังหงสาวดี ก่อนจะเข้าตีเมาะตะมะ แปร ตามลำดับ ทั้งยังกำราบ อังวะและยะข่ายไว้ในอำนาจ จากนั้น พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ได้ยกทัพมาตีอาณาจักรอยุธยาของชาวไทย ทว่าการเตรียมการที่ไม่พร้อม ทำให้ไม่ได้รับชัยชนะเด็ดขาดและต้องหย่าศึก ทำให้พระองค์ทรงผิดหวังและหันเข้าหาสุรา จนเสียราชกิจและถูกลอบประชนม์ โดยเหล่าขุนนางมอญ

บุเรงนองได้รวบรวมกำลังยึดหงสาวดีคืนและปราบปรามหัวเมืองพม่า มอญ ไทใหญ่ ยะข่ายเข้าไว้ในอำนาจ และขยายอำนาจเข้ายึดครองล้านนา อยุธยา ล้านช้าง ทั้งยังเข้ายึดหัวเมือมณีปุระในอินเดียตะวันออก และหัวเมืองในเขตยูนนาน โดยทำศึกได้ชัยชนะเหนือกองทัพจีนราชวงศ์หมิง ทำให้ตองอูกลายเป็นจักรวรรดิ มีเนื้อที่ปกครองกว่าหนึ่งล้านตารางกิโลเมตร

พระเจ้าบุเรงนองทรงเฉลียวฉลาด เข้มแข็ง พระทัยเย็น มีความอดทนและรู้จักรักษาน้ำใจผู้ใต้บังคับบัญชา ขณะเดียวกันก็มีความเด็ดขาด และเหี้ยมโหดได้ในยามจำเป็น ทั้งยังรู้จักเลือกใช้คน

พระเจ้าบุเรงนองสวรรคตในปี ค.ศ. 1583 พระราชโอรสของพระองค์ คือ นันทบุเรง ขึ้นครองราชย์สืบต่อ ทว่าไม่นานก็พ่ายแพ้ต่อพระนเรศวรแห่งอยุธยาและส่งผลให้หงสาวดีล่มสลาย ปิดฉากจักรวรรดิตองอูลง

กองทัพคู่ศึก

กองทัพตระกูลโอดะ

ashigarugunmanพลปืนอะชิการุ

กำลังพลของฝ่ายโอดะ แบ่งเป็น ทหารม้าและทหารราบ โดยทหารม้านั้นจะเป็นพวกนักรบซามูไรที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ทว่าการที่ตระกูลโอดะ ยังถือเป็นตระกูลที่เพิ่งขึ้นมามีอำนาจได้ไม่นาน ทำให้มีกำลังซามูไรในสังกัดไม่มากนัก ดังนั้นกำลังหลักของตระกูลโอดะจะเป็นกองทหารราบที่เรียกว่า อะชิการุ ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกทหารเกณฑ์ชาวนา โดยโนบุนากะเป็นไดเมียวคนแรกที่นำชาวนามาฝึกเป็นนักรบ โดยพลรบอะชิการุเหล่านี้ จะติดอาวุธเป็นหอกยาวและสวมเกราะเพื่อป้องกันคมอาวุธ ซึ่งโนบุนากะเล็งเห็นว่า พลหอกยาวที่มีจำนวนมากกว่า สามารถจัดการกับซามูไรที่มีน้อยกว่าได้ไม่ยาก นอกจากนี้โนบุนากะยังนำเอาปืนไฟมาใช้ในการรบโดยสั่งซื้อมาจากพ่อค้าชาวโปรตุเกส อีกทั้งในเวลาต่อมา เขายังสั่งให้ตั้งโรงงานผลิตปืนไฟขึ้นด้วย โดยประมาณว่าโนบุนากะน่าจะมีกำลังพลปืนไฟหลายพันนายในช่วงที่ขยายอำนาจ ทั้งนี้ ปืนไฟสามารถฝึกใช้ได้ง่ายกว่าธนู แม้จะเป็นเพียงชาวนาก็สามารถฝึกยิงปืนให้ชำนาญได้ในเวลาเพียงสองสามสัปดาห์ ผิดกับธนูที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนนานนับปี

Ashigaruspearmanพลหอกอะชิการุ

ในการรบที่นากาชิโน่ กองทัพอะชิการุของโนบุนากะที่มีจำนวนพลสามหมื่นนาย ต้องเจอกับทัพม้าซามูไรของทาเคดะ คัตสึโยริจำนวนสองหมื่น ซึ่งในการรบ โนบุนากะได้สั่งให้ตั้งแผงกั้นม้า และจัดกำลังพลปืนไฟสามพันนายเป็นสามชั้น ชั้นละหนึ่งพันนาย โดยเมื่อแถวแรกยิงแล้ว แถวที่สองจะยิงต่อไป จากนั้นจึงเป็นแถวที่สาม ทำให้แต่ละแถวมีเวลาบรรจุกระสุนจนสามารถระดมยิงได้อย่างต่อเนื่องและแก้ปัญหาการใช้เวลาในการบรรจุกระสุนได้ ซึ่งด้วยกลยุทธ์นี้ ทำให้พลปืนอะชิการุสามพัน สามารถกวาดล้างทัพม้าทาเคดะและสังหารข้าศึกไปกว่าหนึ่งหมื่นห้าพันนาย

samurai-cavalryทัพม้าซามูไร

นอกจากกลยุทธ์ปืนสามชั้นแล้ว โนบุนากะยังใช้ยุทธ์วิธีจู่โจมแบบสายฟ้าแลบ เช่นในการรบกับทัพของซูรุกะ โนบุนากะอาศัยความชำนาญภุมิประเทศ เร่งเคลื่อนทัพม้าเพียง 500 นายกลางพายุฝน เข้าจู่โจมค่ายใหญ่ของข้าศึกที่มีทหารกว่า 4,000 นาย และสังหารโยชิโมโตะ ไดเมียวของซูรุกะได้ในสนามรบ โดยม้าศึกของญี่ปุ่นสืบเชื้อสายมาจากม้าศึกมองโกลและจีน ที่อาจจะเล็กกว่าม้ายุโรปแต่อดทนและว่องไว คล่องตัวในการรบ

แม้จะมีกำลังพลมากและใช้เวลาในการฝึกฝนน้อย รวมทั้งมีอาวุธและชุดเกราะที่ดี แต่พลรบอะชิการุก็มีข้อเสียในเรื่องขวัญกำลังใจ และมักหนีทัพเสมอเพราะกลัวตาย ผิดกับซามูไรที่ยินดีสู้เพื่อตายอย่างมีเกียรติ

ชุดเกราะของญี่ปุ่นทำจากไม้และหนัง มีน้ำหนักเบา แต่สามารถกันคมอาวุธได้ค่อนข้างดี ทั้งยังมีความคล่องตัวในการรบ โดยซามูไรและพลอะชิการุจะสวมเกราะป้องกันส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้แก่ลำตัว ท่อนแขน และหน้าแข้ง ขณะที่ซามูไรจะมีหมวกเหล็กซึ่งนอกจากป้องกันศีรษะแล้ว ยังมีการตกแต่งให้ดูน่าเกรงขามด้วย

เทคนิคการตีดาบของญี่ปุ่นจะใช้วิธีพับเนื้อเหล็กทบไปมาหลายชั้น ทำให้ดาบมีความเหนียว แกร่งและทน กล่าวได้ว่าดาบของญี่ปุ่นจัดเป็นหนึ่งในอาวุธที่มีคุณภาพดีระดับต้นๆในยุคเดียวกัน

อาวุธยิงของกองทัพญี่ปุ่นในยุคโนบุนากะ ประกอบด้วยธนูและปืนไฟ ขณะที่ปืนใหญ่นั้น ยังมีอยู่น้อย และจะเป็นปืนใหญ่ขนาดเล็กที่ใช้คนหนึ่งหรือสองคนแบกเข้าสนามรบได้ ทั้งนี้ ปืนใหญ่ขนาดใหญ่แบบที่ใช้โจมตีป้อมปราการนั้นจะปรากฏขึ้นในยุคของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ซึ่งมีการทำสงครามกับจีนและเกาหลี

กองทัพหงสา – ตองอู

burmesecavalryทหารม้าพม่า

กำลังหลักของทัพหงสา – ตองอู ประกอบด้วยทัพทหารราบ ทัพม้า และทัพช้าง โดยกำลังพลส่วนใหญ่จะเกณฑ์มาจากชาวบ้านสามัญ และชนชาติต่าง ๆ ที่อยู่ในอำนาจ อย่างไรก็ตามจะมีกำลังรบส่วนหนึ่งที่เป็นทหารเกณฑ์ซึ่งผ่านการฝึกฝนเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพวกนี้จะขึ้นสังกัดเป็นทหารหลวงในกองทัพ ต่างจากพวกทหารที่เกณฑ์ชาวบ้านทั่วไป โดยจะมีฝีมือในการรบและขวัญกำลังใจดีกว่า นอกจากนี้ยังมีกองทหารรับจ้างต่างชาติซึ่งมีความชำนาญในการรบและระเบียบวินัยดีกว่ารวมอยู่ด้วย โดยในยุคของพระเจ้าบุเรงนอง กองทัพหงสา – ตองอู ได้มีชัยเหนือแคว้นยะข่ายและเมาะตะมะซึ่งเป็นเมืองติดทะเลและได้กำลังทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสและสเปนมาร่วมในกองทัพมากกว่าหนึ่งพันนายในฐานะพลแม่นปืน นอกจากนี้ยังได้สั่งซื้อปืนไฟจำนวนมากสำหรับพลรบสามัญและปืนใหญ่ประเภทต่างๆผ่านทางเมืองท่าเหล่านี้เป็นอันมาก โดยรวมถึงปืนใหญ่ที่ใช้ทำลายป้อมปราการและปืนขนาดเล็กที่ติดตั้งบนหลังช้างด้วย อย่างไรก็ตาม ปืนใหญ่ในยุคพระเจ้าบุเรงนองไม่สามารถยิงกระสุนที่เป็นลูกระเบิดได้แต่จะยิงกระสุนเป็นโลหะหล่อ หรือลูกหินที่ขัดจนกลมแทน

burmeseinfantry2ทหารเกณฑ์พม่า

กองทัพม้าของ หาสา – ตองอู ประกอบด้วยทหารม้าชาวพม่า มอญ และไทยใหญ่ ซึ่งแต่ละชนชาติมีความถนัดในเชิงอาวุธต่างกัน โดยทหารม้าพม่าชำนาญการใช้อาวุธยาวอย่างทวน เนื่องจากต้องทำสงครามกับกองทัพม้าของจีนหลายครั้ง ส่วนทหารมอญชำนาญและไทยใหญ่การใช้ดาบบนหลังม้า สำหรับชุดเกราะของทหารม้า จะทำจากแผ่นหนังและอาจมีโลหะผสมบางส่วน สามารถป้องกันอาวุธได้ระดับหนึ่ง ขณะที่พวกไทใหญ่ซึ่งเป็นเผ่านักรบที่ดุร้ายและเชี่ยวชาญการใช้อาวุธ จะสวมเกราะทำจากหวายอาบน้ำมันที่แข็งเหนียวและทนอาวุธ ทั้งยังมีน้ำหนักเบา คล่องตัว  ส่วนม้าในกองทัพ ส่วนใหญ่จะเป็นม้าพื้นเมืองขนาดเล็ก แต่ทนต่อสภาพอากาศ นอกจากนี้ยังมีม้าเทศที่สั่งมาจากอินเดียและอาหรับอีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งยังมีกำลังเสริมเป็นกองทหารม้าชาวเติร์กที่มารับจ้างรบอีกด้วย

burmesesoldierพลปืนชาวพม่า

กองทัพช้างของหงสา – ตองอู เป็นกองกำลังที่น่าเกรงขาม โดยประกอบด้วยช้างศึกหลายร้อยเชือก ทำหน้าที่ต่างกัน แยกเป็น ช้างสำหรับผู้บัญชาการทัพ ช้างสำหรับเข้ารบ ช้างหุ้มเกราะติดปืนใหญ่ ซึ่งเป็นเทคนิคการรบที่ได้มาจากกองทัพโมกุลของอินเดีย นอกจากนี้ยังมีช้างจู่โจม ซึ่งเป็นช้างที่ดุร้าย ตกมัน ไม่มีควาญบังคับ แต่จะใช้ไล่ต้อนเข้าทำลายแนวรบแนวค่ายข้าศึก เปรียบกับรถถังสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม ทัพช้างมีปัญหาในเรื่องการควบคุมและตกเป็นเป่าปืนใหญ่ได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ชาวพม่ามีเทคนิคในการฝึกช้างรบมานานและชำนาญเป็นอย่างดี อีกทั้งช้างศึกในยุคนี้ ได้รับการฝึกให้ไม่กลัวไฟและเสียงระเบิดมาแล้ว ซึ่งในเรื่องของเสียงระเบิดนั้น ช้างที่นำมาใช้ในการบรรทุกปืนใหญ่ จะเป็นช้างที่จับมาจากป่าใกล้ทะเล ซึ่งช้างเหล่านี้ ชินกับเสียงคลื่นที่ดังกว่า จึงทำให้ไม่แตกตื่นเมื่อได้ยินเสียงระเบิด

war-elephantsช้างศึก

การที่กำลังพลของทัพหงสา – ตองอู ประกอบด้วยชนหลายเชื้อชาติ อาจทำให้มีปัญหาในเรื่องการบังคับบัญชา นอกจากนี้กำลังพลส่วนใหญ่ที่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ยังมีปัญหาในเรื่องฝีมือการรบและขวัญกำลังใจด้วย อย่างไรก็ตาม หากมีผู้บังคับบัญชาที่เด็ดขาดและแผนการรบที่ดี ก็สามารถสร้างอานุภาพในการรบได้เช่นกัน

เปิดศึก

twinfought

สถานการณ์สมมติ

กองทัพของโอดะ โนบุนากะ จำนวนพลสี่หมื่นนาย ประกอบด้วย พลม้าซามูไรสี่พันนาย พลปืนอะชิการุห้าพัน ซามูไรเดินเท้าห้าพันและพลหอกอะชิการุสองหมื่นหกพันนาย เคลื่อนเข้าสู่ท้องทุ่งอันเป็นสมรภูมิ โดยโนบุนากะได้สั่งให้ขุดคูและตั้งแผงกั้นม้า และจัดพลปืนสามชั้นเข้าประจำการ โดยมีปืนใหญ่ขนาดเล็กจำนวนสามสิบกระบอก ทำหน้าที่สนับสนุนการยิง

ข้างฝ่ายพระเจ้าบุเรงนองได้ทรงนำทัพกองทัพหงสา – ตองอู จำนวนสี่หมื่นเท่ากัน เข้าโจมตี โดยทัพของพระองค์ประกอบด้วย ทหารม้าผสมพม่า มอญ ไทใหญ่สี่พัน ช้างศึกห้าร้อย พร้อมพลรบสามพัน ทหารเดินเท้าสามหมื่นหนึ่งพันนาย ทหารอาสาโปรตุเกสหนึ่งพัน ทหารม้าอาหรับสามร้อยและทหารอาสาชาติอื่นๆอีกเจ็ดร้อย ปืนใหญ่บนหลังช้างสามสิบกระบอก ปืนใหญ่สนามหนึ่งร้อย

oda1

พระเจ้าบุเรงนอง สั่งพลม้าทั้งหมดและทหารราบหนึ่งหมื่นห้าพันเป็นกองหน้าบุกเข้าแนวรบข้าศึก ทว่าถูกกลยุทธ์ปืนสามชั้นของโนบุนากะยิงสกัดจนต้องล่าถอยออกมา บุเรงนองจึงสั่งให้เคลื่อนปืนใหญ่ขึ้นไปยิงทำลายแนวกั้น และส่งทหารราบเข้าบุกอีกครั้ง ทว่าแม้จะจัดการแผงกั้นได้ แต่คูแห้งของฝ่ายญี่ปุ่นก็ยังคงเป็นอุปสรรค ขณะที่ทหารราบและทหารม้าที่ข้ามผ่านแนวคูไปได้ ก็ต้องพบกับดาบคาตานะของเหล่านักรบซามูไรและคมหอกของ อะชิการุ ทำให้ไพร่ทหารมอญพม่าที่ไม่ได้สวมเกราะต้องถูกสังหารลงเป็นอันมาก บุเรงนองทรงเห็นดังนั้นจึงสั่งให้จัดกระบวนใหม่โดยให้ปืนใหญ่เคลื่อนขึ้นหน้าไปยิงใส่แนวปืนของญี่ปุ่น พร้อมกับให้ทหารม้าและทหารราบทุกนายเอาเสื้อห่อดินคนละก้อน บุกเข้าหาแนวรบและทิ้งก้อนดินลงไปในคูแห้ง โดยทหารราบจะมีแผ่นไม้หนาคอยกำบัง พร้อมทั้งจัดพลปืนไฟส่วนหนึ่งตามไปยิงคุ้มกัน ปืนใหญ่ของหงสา  – ตองอู ที่ยิงใส่แนวปืนของโอดะ ทำให้พลปืนอะชิการุต้องถอยออกห่างจากแนวคูแห้ง เปิดโอกาสให้ทัพหงสา  – ตองอู สามารถถมคูได้ ทว่าพลปืนอะชิการุก็ยังคงตั้งแนวยิงเข้าใส่ทหารที่มาถมคูเป็นระยะ ทำให้ทหารพม่ามอญร่วมหกพันนายต้องพลีชีพเป็นเหยื่อกระสุน โดยศพและก้อนดินถมลงจนคูแห้งเริ่มตื้นเขิน

ขณะนั้นเอง ทางฝ่ายทัพโอดะ เมื่อเห็นปืนใหญ่ข้าศึกรุกเข้ามาจนใกล้ โนบุนากะจึงสั่งกองม้าซามูไรบุกเข้าทำลายกองปืนใหญ่ ทัพม้าซามูไรบุกทะลวงกองหน้าของพม่าอย่างดุเดือดและสังหารทหารปืนใหญ่จนหมดสิ้น ขณะที่กองหน้าของพม่าได้แตกพ่ายกระจัดกระจายบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก โนบุนากะเห็นเป็นโอกาสเผด็จศึก จึงสั่งให้ทัพม้าซามูไรและซามูไรเดินเท้าพร้อมทหารราบส่วนหนึ่ง บุกเข้าหาทัพหงสา-ตองอู  กองทัพญี่ปุ่นตีฝ่ากองหน้าของพม่าจนแหวกเป็นช่อง ด้วยมีอาวุธและชุดเกราะที่ดีกว่า แต่ทว่าเมื่อทัพญี่ปุ่นเข้าใกล้ที่ตั้งทัพฝ่ายตรงข้าม ก็ถูกพลอาสาปืนไฟชาวโปรตุเกสและพลปืนพม่ามอญ พร้อมทั้งปืนใหญ่ที่เหลือระดมยิงอย่างรุนแรง จนต้องชะงักและล่าถอยออกมาเพื่อปรับขบวนใหม่

oda2

ทว่าขณะที่ทัพญี่ปุ่นกำลังปรับขบวนนั้นเอง บุเรงนองก็มีรับสั่งให้ปล่อยโขลงช้างโคตรแล่น ซึ่งเป็นช้างรบดุร้ายที่ไร้ควาญให้พุ่งเข้าใส่แนวรบฝ่ายญี่ปุ่น ช้างศึกดุร้ายเกือบหกสิบเชือก วิ่งตะลุยเข้ามาพร้อมส่งเสียงกึกก้อง สร้างความปั่นป่วนให้เหล่าซามูไร ทั้งยังทำลายขวัญเหล่าอะชิการุจนกระเจิง ยิ่งพวกพลปืนพบว่า หนังช้างหนาเกินกว่าจะถูกกระสุนปืนล้มเอาง่ายๆ ยิ่งทำให้พวกเขาเสียขวัญมากขึ้น โนบุนากะสั่งปืนใหญ่ขนาดเล็กยิงใส่ช้างศึกแม้จะล้มช้างบางตัวได้แต่ช้างที่เหลือก็บุกเข้าหาแนวรบของฝ่ายโอดะ

เหล่าพลหอกอะชิการุใช้หอกเข้าทิ่มแทงช้างศึก จนโกลาหลไปทั่ว ยามนั้นเอง บุเรงนองก็สั่งกองช้างรบและกองช้างบรรทุกปืนใหญ่รุกตามและระดมยิงปืนใหญ่ใส่กองทัพญี่ปุ่นอย่างไม่ปราณี นักรบซามูไรต่างสู้จนตัวตาย ขณะที่อะชิการุเริ่มแตกหนี โดยมีช้างศึกนับร้อยรุกไล่เหยียบซามูไรและอะชิการุบาดเจ็บล้มตายกลาดเกลื่อน 

elepp

ในที่สุด กองช้างศึกของหงสา – ตองอู ก็ทำลายแนวรบของกองทัพญี่ปุ่นจนพินาศ นักรบอะชิการุหลายพันนายแตกตื่นหนีออกจากสนามรบ ขณะที่ทหารราบและทหารม้าพม่าที่เหลือรวมกำลังรุกไล่ตามกองช้างเข้าสังหารข้าศึกที่กำลังล่าถอย ทว่าด้วยฝีมือและกำลังใจอันเข้มแข็งของเหล่าซามูไรที่ปักหลักสู้จนตัวตาย ทำให้โนบุนากะและเหล่าขุนศึกล่าถอยออกมาจากสนามรบได้อย่างปลอดภัย 

สรุปผล ทัพหงสา – ตองอู เป็นฝ่ายชนะ เนื่องจากอาวุธยิงขนาดใหญ่ที่มีจำนวนมากกว่า ทำให้ได้เปรียบในการยิงทำลายแนวรบจากระยะไกล รวมกับกลยุทธ์การใช้ช้างศึกที่เปรียบดังรถถังยุคโบราณ ทำให้ทัพข้าศึกเสียขวัญและพ่ายแพ้ ขณะที่ทัพญี่ปุ่นแม้จะมีเกราะและอาวุธที่ดีกว่า อีกทั้งยังมีนักรบซามูไรที่เก่งทั้งฝีมือและน้ำใจดุเดือด แต่ในยุคที่อาวุธยิงขนาดใหญ่กลายเป็นสิ่งชี้ขาดในสนามรบนั้น ทำให้กองทัพที่มีอาวุธยิงที่มีอานุภาพกว่า เป็นฝ่ายได้ชัยในการรรบ

ปล. นี่เป็นการคาดคะเนของผู้เขียน ตามข้อมูลที่สืบค้นมา หากผู้อ่านมีความเห็นต่าง หรืออื่นใดเพิ่มเติม ขอเชิญนำเสนอได้ครับ ทางผู้เขียนยินดีน้อมรับ เพื่อเป็นการอภิปรายความรู้กัน

 

Related posts:

One thought on “คู่ศึกสะท้านโลก บุเรงนองปะทะโนบุนากะ

  • พฤศจิกายน 28, 2016 at 11:33 pm
    Permalink

    จะเด็ด ผู้ชนะสิบทิศ

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*