ชีวิตมนุษย์ในยุคน้ำแข็ง

โลกเข้าสู่น้ำแข็งเป็นครั้งแรกเมื่อราวสองล้านห้าแสนแปดหมื่นปีก่อน ในยุคพลีโอซีนตอนปลาย โดยนับแต่นั้นมา อุณหภูมิโลกลดต่ำลงหลายครั้ง โดยเฉพาะหลายพื้นที่ในยุโรป อเมริกาเหนือและเอเชียที่อุณหภูมิลดลงจนถึงจุดเยือกแข็ง ซึ่งแต่ละครั้งได้ก่อให้เกิดแผ่นน้ำแข็งปกคลุมดินแดนทางตอนเหนือของทวีปยุโรป เอเชียและอเมริกา

เมื่อราวหนึ่งแสนห้าหมื่นปีก่อน แผ่นน้ำแข็งได้แผ่กว้างกว่าทุกครั้ง โดยครอบคลุมพื้นที่เกือบหนึ่งในสามของพื้นโลก ในยุคนี้ ระดับน้ำทะเลได้ลดลงนับร้อยเมตร จนทะเลแบริงที่คั่นกลางระหว่างเอเชียและอเมริกาเหือดแห้งกลายเป็นแผ่นดินเชื่อมทั้งสองทวีป เรียกว่า เบริงเจีย

ถัดลงมาจากพืดน้ำแข็งทางเหนือ คือทุ่งสเตปป์กว้างใหญ่ที่เรียกว่า ทุ่งแมมมอธ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ยุโรปตะวันตกยาวผ่านเอเชียครอบคลุมส่วนใหญ่ของเบริงเจียข้ามไปถึงทวีปอเมริกา คิดเป็นเนื้อที่กว่า 20 ล้านตารางกิโลเมตร

ในช่วงเวลาดังกล่าว โฮโมเซเปียน เซเปียน กลุ่มหนึ่งได้อพยพออกจากอาฟริกาผ่านช่องแคบยิบรอลต้าที่กลายเป็นแผ่นดินเข้าสู่ทวีปยุโรป ซึ่งพื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นทุ่งน้ำแข็งและทุ่งสเตปป์ โดยมีป่าไม้เขตหนาวอยู่ประปราย พวกเขาถูกเรียกในภายหลังว่า มนุษย์โครมันยอง โดยผู้อพยพกลุ่มนี้ คือ ชาวยุโรปรุ่นแรก

พวกโครมันยองใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในทุ่งแมมมอธและป่าเขตหนาว วิถีชีวิตของนายพราน ทำให้พวกเขาต้องอพยพติดตามฝูงสัตว์ป่าที่ส่วนมากอาศัยอยู่ในทุ่งสเตปป์อันไพศาลนี้  นั่นทำให้ชาวโครมันยองต้องปรับตัวและคิดค้นเทคนิคต่างๆเพื่อเอาตัวรอดในดินแดนอันเวิ้งว้างเหน็บหนาว

ปัญหาแรกของการใช้ชีวิตในเขตหนาว คือการทำร่างกายให้อบอุ่น จากหลักฐานโบราณคดี ได้พบกระดูกของสัตว์ขนาดเล็กอย่างสุนัขจิ้งจอก มิงค์ กระต่ายป่า อยู่ในที่พักของพวกโครมันยองเป็นจำนวนมาก บอกให้ทราบว่า พวกเขานิยมล่าสัตว์พวกนี้เป็นอาหาร และใช้หนัง ตัดชุดแบบกระชับรูปร่าง โดยใช้เข็มที่ทำจากเขากวาง เย็บติดกันด้วยเอ็นสัตว์ ขณะที่พวกนีแอนเดอธาลซึ่งตัดเย็บเสื้อผ้าไม่เป็น จะใช้หนังสัตว์ขนาดใหญ่อย่าง กวางเอลค์ เรนเดียร์ ออร็อช ซึ่งเป็นผืนใหญ่ทั้งผืนห่มคลุมตัว แต่จะป้องกันอากาศหนาวได้ไม่ดีเท่าหนังสัตว์เล็ก

นอกจากนี้ พวกโครมันยองยังใช้ขนกระต่าย สุนัขจิ้งจอกและมิงค์ ทำคอปก ปลายแขนเสื้อ กับ ปลายขากางเกง เพื่อเก็บความร้อน นอกจากนี้พวกเขายังใช้เขี้ยวสัตว์ กรวดจากก้นลำธาร ประดับติดบนเสื้อ พร้อมกับทำรองเท้าจากหนังกวางแบบเดียวกับรองเท้ามอค คาซิน (รองเท้าหุ้มคอ รัดรูป ทำจากหนังกวาง) ของพวกอินเดียนแดง และยังมีหมวกที่ทำจากหนังสัตว์ขนาดเล็กเช่น กระต่าย หรือ แรคคูน ด้วย ขณะที่ทรงผมนั้น ชาวโครมันยองจะถักเป็นเปียหลายอันแบบเดรดล็อค ซึ่งนอกจากช่วยเพิ่มความอบอุ่นแล้ว ยังเป็นเครื่องป้องกันศีรษะได้ระดับหนึ่ง   

กระท่อมแมมมอธ

อันดับต่อมา คือ ที่พักอาศัย ในทุ่งสเตปป์นั้น ไม้เป็นสิ่งที่หายาก ซึ่งถ้าหากไม่มีถ้ำในทำเลดีพอแล้ว พวกโครมันยองจะสร้างกระท่อมด้วยวัสดุอื่นที่หาได้ง่ายกว่า นั่นคือ กระดูกแมมมอธ พวกเขาจะรวบรวมกระดูกและงาของแมมมอธที่ตายทั้งจากเหตุธรรมชาติและถูกล่า มาสร้างเป็นโครงกระท่อม โดยอาจใช้งาขนาดใหญ่วางตั้งให้ปลายไขว้กันเป็นรูปโดม เพื่อสร้างเป็นโครง สำหรับกระท่อมหลังเล็ก หรือหากเป็นกระท่อมขนาดใหญ่ ก็จะนำเอากรามแมมมอธมาเรียงกันเป็นฐานและใช้กระดูกต้นขากับกะโหลก วางเป็นส่วนผนัง โดยมีงาเป็นโครง พวกโครมันยองจะคลุมกระท่อมด้วยหนังของสัตว์ใหญ่ อย่างเช่น วัวออรอช ควายไบซัน หรือบางครั้ง อาจเป็นหนังของสัตว์ดุร้ายอย่าง สิงโตถ้ำยูเรเซีย

วัวออรอช

มีซากกระท่อมแมมมอธถูกขุดพบในพื้นที่ต่างๆของทวีปยุโรป ร่วมยี่สิบหลัง โดยกระท่อม บางหลังใช้ชิ้นส่วนกระดูกแมมมอธนับร้อยชิ้นและมีเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบสิบเมตร  

ดังที่กล่าวไปแล้วว่า ในทุ่งสเตปป์นั้น ไม้เป็นสิ่งหายาก ดังนั้น เชื้อเพลิงที่พวกโครมันยองใช้สำหรับให้ความอบอุ่น จะมาจากกระดูกแห้งและไขมันสัตว์ ซึ่งสัตว์ที่มีไขมันมากๆนั้น มีอยู่ไม่กี่ชนิดอย่าง ไบซัน วัวออรอช แมมมอธ แรดขนยาว หมีถ้ำ สัตว์เหล่านี้ ล้วนมีอันตรายสูง การล่าพวกมันจึงเสี่ยงต่อความตายอย่างมาก

เครื่องพุ่งหอก

ในการล่าสัตว์ใหญ่ นอกจากการใช้ไฟไล่ต้อนให้สัตว์ไปติดหล่ม หรือตกหลุมพรางแล้ว ชาวโครมันยองยังประดิษฐ์เครื่องพุ่งหอก ซึ่งมีลักษณะเป็นชิ้นกระดูกยาว โค้งเล็กน้อย มีแทบจับสำหรับติดด้ามหอก โดยเครื่องพุ่งหอกนี้จะช่วยเพิ่มความยาวของแขนที่ใช้ขว้างทำให้มีแรงส่งมากขึ้น ทำให้นายพรานชาวโครมันยองสามารถพุ่งหอกได้ด้วยความเร็วถึง 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและแรงพอเจาะทะลุกระดูกแมมมอธได้

นอกจากการรวมกลุ่มกันล่าสัตว์ใหญ่ด้วยหอกแล้วพวกโครมันยองยังถักตาข่ายจากต้นหญ้าหยาบๆ เพื่อใช้จับปลาและจับสัตว์ขนาดเล็ก อย่างกระต่าย สุนัขจิ้งจอก นกป่า

เดิมที นักโบราณชีววิทยาคิดว่า ทุ่งแมมมอธ เป็นทุ่งสเตปป์ที่ปกคลุมด้วยหญ้าสั้นๆแบบเดียวกับทุ่งสเตปป์ในมองโกเลียปัจจุบัน ทว่า จากการศึกษาใน ปี ค.ศ.2014 พบว่า ทุ่งแมมมอธประกอบด้วยพืชดอกและสมุนไพรหลากสีจำนวนมหาศาล พืชเหล่านี้ให้สารอาหารที่มีพลังงานสูง ทำให้สัตว์กินพืชในยุคน้ำแข็งสามารถสะสมพลังงานได้มากและส่งผลให้สัตว์หลายชนิดมีขนาดใหญ่โต อย่าง ควายไบซันเขายาวที่ใหญ่กว่าไบซันยุคปัจจุบันสองเท่า วัวออร็อชที่สูงสองเมตรหนักกว่าหนึ่งตัน กวางยักษ์เมกะเซรอสที่หนักกว่า 700 กิโลกรัม รวมถึงสัตว์กินพืชขนาดยักษ์อื่นๆ เช่น แมมมอธขนยาว แรดขน หมีถ้ำ 

ไบซันเขายาว

พลังงานจากเนื้อสัตว์เหล่านี้ ถือเป็นแหล่งอาหารสำคัญของมนุษย์ในยุคน้ำแข็ง ทว่าการมีสัตว์กินพืชขนาดใหญ่จำนวนมาก ก็ส่งผลให้เกิดสัตว์นักล่าขนาดยักษ์ขึ้นหลายชนิด เช่น เสือเขี้ยวดาบ และสิงโตถ้ำยูเรเซีย ซึ่งล้วนเป็นศัตรูร้ายกาจของมนุษย์ ทั้งพวกโครมันยองและนีแอนเดอธาล

สิงโตถ้ำยูเรเซียล่าแรดขนยาว

นอกจากอาหารจำพวกเนื้อสัตว์แล้ว มนุษย์โครมันยองยังกินอาหารจำพวกผัก ผลไม้และแป้ง โดยผักผลไม้ จะได้มาจากผลไม้และรากพืช ส่วนอาหารจำพวกแป้ง พวกเขาจะนำเมล็ดพืชป่าบางชนิดมาบดเป็นผง โดยมีการค้นพบโมเลกุลของแป้งกระจายอยู่กับเศษภาชนะของพวกโครมันยอง ซึ่งนักโบราณคดีคิดว่า พวกโครมันยองน่าจะนำแป้งเหล่านี้มาผสมน้ำและนวดเป็นก้อน จากนั้นจึงย่างบนแผ่นหินร้อนแบบเดียวกับที่พวกอะบอริจินของออสเตรเลียทำในปัจจุบัน

สำหรับมนุษย์โครมันยองนั้น พืชป่านอกจากจะเป็นแหล่งอาหารแล้ว ยังเป็นยาสำหรับรักษาโรค โดยมีการพบเกสรดอกไม้และสมุนไพรหลายชนิดในที่พักของพวกโครมันยอง ซึ่งน่าจะเป็นของที่พวกเขาใช้ปรุงยารักษาโรค ทั้งยังมีร่องรอยการทำฟันโดยใช้น้ำมันดินเป็นวัสดุอุดฟัน เนื่องจากการที่พวกโครมันยองทานอาหารจำพวกแป้งด้วย จึงทำให้เกิดโรคฟันผุขึ้นได้

การล่าแมมมอธ

แม้จะถือเป็นบรรพบุรุษรุ่นแรกของชาวยุโรป ทว่าพวกโครมันยองไม่ได้มีผิวขาวและร่างกายสูงใหญ่เหมือนชาวยุโรปยุคปัจจุบัน โดยการวิเคราะห์จากโครงกระดูกและยีนส์จากเนื้อเยื่อที่พบในซากมนุษย์ยุคน้ำแข็ง พบว่า โครมันยองรุ่นแรกที่อาศัยอยู่ทั่วยุโรปเมื่อสี่หมื่นปีก่อน มีผิวคล้ำ ผมสีเข้ม จากนั้นราวแปดพันปีก่อน หลังยุคน้ำแข็งสิ้นสุดลง จึงปรากฏลักษณะผิวขาวและผมสีอ่อนขึ้นในกลุ่มชาวยุโรปตะวันตกและแพร่กระจายไปทั่ว พร้อมๆ กับที่กลุ่มชนซึ่งมียีนส์ที่ทำให้รูปร่างสูงใหญ่อพยพจากทุ่งหญ้าสเตปป์ทางตะวันออกจากรัสเซียเข้ามาในยุโรปและทำให้ชาวยุโรปทางเหนือ กับตะวันตก มีผิวขาว ร่างสูงใหญ่ ผมสีอ่อนและตาสีฟ้า ขณะที่ชาวยุโรปที่อาศัยอยู่ทางใต้ แม้จะมีผิวสีขาว ก็มีผมและตาสีเข้ม ทั้งมีร่างกายเล็กกว่า เนื่องจากสภาพอากาศที่อบอุ่นกว่าทางเหนือ

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*