ชา และ ช้าง การสังหารหมู่แห่งศรีลังกา

ก่อนการเข้ามาของชาวตะวันตก พื้นที่เจ็ดหมื่นแปดพันตารางกิโลเมตร ของเกาะศรีลังกา เป็นผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่านานาชนิด ทั้งเสือดาว กวางดาว กวางป่า หมีสลอธ ควายป่า รวมทั้งสัตว์ป่าที่ใหญ่ที่สุดของศรีลังกาและสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในโลก อย่าง ช้าง

ศรีลังกาเป็นเกาะตั้งอยู่ตอนปลายของอนุทวีป อินเดีย ประชากรหลักของที่นี่ คือ ชาวสิงหล ขณะที่มีชาวทมิฬเป็นชนกลุ่มน้อยที่ตั้งถิ่นฐานทางตอนเหนือ นอกจากนี้ยังมีชนพื้นเมืองอื่นๆ อีกหลายกลุ่ม ในวัฒนธรรมของศรีลังกาที่รับมาจากอินเดีย  ช้างถือเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญทั้งในด้านสงคราม เศรษฐกิจ และศาสนา เป็นเวลานับพันปี ที่ชาวศรีลังกาจับช้างป่ามาฝึกใช้งานต่างๆ รวมทั้งในการสงคราม ดังเช่น ในพงศาวดารศรีลังกา ที่เล่าเรื่องของ เจ้าชายชาวสิงหลนามว่า ทุฏฐะคามินิ ทำการรบบนหลังช้าง หรือ ยุทธหัตถี มีชัยชนะเหนือพระเจ้าเอฬาระ กษัตริย์แห่งชาวทมิฬ นอกจากนี้ ในงานเฉลิมฉลองทางพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาของชาวสิงหล ก็ได้ใช้ช้างเข้าร่วมงาน นับแต่อดีตถึงปัจจุบัน เช่น ขบวนแห่พระเขี้ยวแก้วที่กรุงแคนดี ก็ได้มีการประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วบนหลังช้างที่ถูกตบแต่งอย่างงดงาม โดยมีช้างอื่นๆร่วมขบวนนับร้อยเชือก

ช้างศรีลังกาเป็นหนึ่งในสี่สายพันธุ์ย่อยของช้างเอเชีย ซึ่งอีกสามสามพันธุ์คือ ช้างอินเดีย ช้างสุมาตรา และช้างบอร์เนียว โดยช้างศรีลังกาเป็นสายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุด มีส่วนสูงสิบฟุตเศษ และหนักเกือบหกตัน ขนและพื้นหนังสีเข้มกว่าช้างอื่นๆ

กษัตริย์ศรีลังกา ทั้งชาวสิงหลและทมิฬ ถือว่า ช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองและมีการคุ้มครองตามกฎหมาย ขณะที่ประชาชนก็ให้ความนับถือเป็นสัตว์สำคัญตามความเชื่อ ทำให้ศรีลังกาเป็นเหมือนสวรรค์ของเหล่าช้างป่า โดยมีบันทึกว่า เมื่อชาวตะวันตกเข้ามาศรีลังกาในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 มีช้างป่าราวสองถึงสามหมื่นตัวกระจายอยู่ทั่วเกาะ

ทว่า หายนะของเหล่าช้างป่าศรีลังกา ก็ปรากฏขึ้น เมื่ออังกฤษได้เข้ายึดครองดินแดนศรีลังกาเป็นอาณานิคมและนำพืชชนิดหนึ่งเข้ามา นั่นคือ ใบชา

ชา มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน โดยเมื่อเกือบห้าพันปีก่อน ที่ชาวจีนนำใบชามาตากแห้งและต้มกับน้ำร้อน เป็นเครื่องดื่มกลิ่นหอมหวน ที่อยู่คู่วัฒนธรรมจีนมานับพันปี กระทั่งเมื่อชาวตะวันตกได้ติดต่อค้าขายกับจีน ใบชาก็เริ่มแพร่เข้าสู่ดินแดนตะวันตกและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกับชาวอังกฤษ ทั้งในเกาะบริเตนใหญ่และในดินแดนอาณานิคมบนทวีปอเมริกาเหนือ

ความต้องการใบชาที่สูงขึ้น ทำให้อังกฤษมองหาแหล่งผลิตชา แทนการสั่งซื้อจากจีน และพื้นที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับผลิตชา สายพันธุ์เยี่ยมเพื่อป้อนตลาดผู้บริโภคในยุโรปและอเมริกา ก็คือ ดินแดนศรีลังกา หรือที่ชาวอังกฤษ เรียกว่า ซีลอน (Ceylon)

พื้นที่ของศรีลังกามีที่ราบสูงและที่ราบเชิงเขาอยู่มาก มีน้ำและมีดินที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งมีภูมิอากาศเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของใบชา  อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาเล็กๆ สำหรับการทำไร่ชาแสนสวยในซีลอน ปัญหาเล็กๆ ที่เรียกว่า ช้าง

ในช่วงที่อังกฤษยึดครองศรีลังกา ที่นี่อุดมด้วยสัตว์ป่านานาชนิด เป็นหนึ่งในสวรรค์ของนักกีฬาล่าสัตว์ชาวยุโรปที่ต้องการความแปลกใหม่ สัตว์ป่าของศรีลังกาที่นายพรานนิยมล่า ประกอบด้วย กวาง เสือดาว (บนเกาะนี้ไม่เสือโคร่ง) ควายป่า จระเข้ ทั้งนี้ บางครั้งก็มีเรื่องเล่าถึงการล่าของชาวผิวขาวที่นี่ ด้วยวิธีแปลกๆ เช่น การล่าจระเข้โดยใช้เด็กเป็นเหยื่อล่อ ซึ่งในหนังสือยุคนั้น เขียนว่า พรานจะเช่าเด็กหญิงอายุไม่เกินสามขวบจากพ่อแม่ชาวพื้นเมือง และนำเด็กมาผูกกับหลักริมน้ำ เสียงร้องและการเคลื่อนไหวของเด็กจะจูงใจให้จระเข้ขึ้นจากน้ำและคลานเข้ามา เป็นโอกาสให้นักล่าได้ยิงมัน ซึ่งหากเป็นจริง ก็นับว่าเป็นวิธีที่อำมหิตมาก

อย่างไรก็ตาม แม้กีฬาล่าสัตว์ในศรีลังกาจะเป็นที่นิยม แต่ช้างป่า ก็ยังไม่ใช่เป้าหมาย  เนื่องจากช้างที่นี่ ส่วนใหญ่มีงาสั้นและเล็ก ไม่เหมาะกับการสะสม จนเมื่อ ธุรกิจไร่ชาเฟื่องฟู  กระบอกปืนของนายพรานก็หันไปหาช้าง

 เนื่องจาก ช้างป่า เป็นสัตว์ใหญ่ที่เลี้ยงชีวิตด้วยพืชผักจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน พวกมันจึงกลายเป็นศัตรูของชาวไร่ชาวนาไปโดยปริยาย ทว่าในยุคที่ประชากรยังเบาบางและการทำกสิกรรมยังไม่บุกรุกพื้นที่ป่า ช้างป่ากับมนุษย์จึงยังอยู่ร่วมกันได้ แต่เมื่อการทำเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อป้อนตลาดขนาดยักษ์มาถึง ความขัดแย้งก็ปะทุขึ้น

ในปี ค.ศ.1830 ยังคงมีช้างป่าอยู่ทั่วไปในศรีลังกา จนเมื่อชาวอังกฤษนำกาแฟเข้ามาปลูก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นปลูกชาในเวลาต่อมา ทำให้เกิดความต้องการใช้พื้นที่ราบสูงและเชิงเขาสำหรับทำไร่ชา รัฐบาลอาณานิคมจึงออกคำสั่งให้กวาดล้างช้างป่าในบริเวณดังกล่าว โดยในปี ค.ศ.1840 ทางการอังกฤษได้ตั้งรางวัลค่าหัว สำหรับการสังหารช้างป่า 5,500 ตัว พร้อมประกาศเชิญชวนพรานผิวขาวจากยุโรปให้มาล่าช้างที่ศรีลังกา มีบันทึกว่า ครั้งหนึ่ง คณะพรานชาวยุโรปสี่คนได้สังหารช้างไป 106 ตัวในสามวัน ขณะที่แซมมวล เบเกอร์ ชาวอังกฤษ ซึ่งต่อมาได้เป็นนักสำรวจเลื่องชื่อ ผู้เดินทางไปต้นแม่น้ำไนล์ใจกลางทวีปแอฟริกา ได้ถูกบันทึกไว้ว่า ในเวลาเพียงสามวัน เขาได้สังหารช้างป่าไป 104 ตัว และตลอดสามปีที่อยู่ในศรีลังกา เบเกอร์ได้สังหารช้างไปมากกว่า 1,500 ตัว ขณะที่มีพรานผิวขาวอีกหลายคนที่ทำสถิติสังหารช้างป่าไม่น้อยกว่าสี่ร้อยตัว ระหว่าง ค.ศ.1840 – ค.ศ.1850  และหลัง ค.ศ. 1850 ช้างป่าในศรีลังกาก็เหลืออยู่เพียงหมื่นกว่าตัว โดยมีช้างถูกสังหารไปมากกว่าครึ่งในเวลาเพียงสิบปี และช้างก็ถูกกวาดล้างไปจากที่ราบสูงและเชิงเขาส่วนใหญ่ ซึ่งพื้นที่เหล่านั้นได้ถูกแปรสภาพเป็นไร่ชาขนาดมหึมา

ปลายศตวรรษที่ 19  การล่าช้างในศรีลังกา กลายเป็นที่นิยมของเหล่าพรานบรรดาศักดิ์จากยุโรป ซึ่งมีทั้ง นายทหาร ขุนนาง จนถึง เชื้อพระวงศ์ชั้นสูง ขณะเดียวกัน การขยายพื้นที่ปลูกชาและการทำกสิกรรมอื่นๆก็ทำลายที่อยู่ของช้างลงเรื่อยๆ และเมื่อถึงทศวรรษที่ 1970 จำนวนช้างในศรีลังกาก็เหลือไม่ถึงสองพันตัวพร้อมกับพื้นที่ป่าจำนวนมากที่หายไป

อาชดยุค ฟรานซ์ เฟอดินัน ผู้เป็นสาเหตุแห่งการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 กับช้างที่ทรงยิงได้

ปัจจุบัน ช้างศรีลังกาได้รับการคุ้มครองในอุทยานแห่งชาติและมีการตั้งศูนย์อนุรักษ์ ทำให้จำนวนช้างป่าเพิ่มขึ้น โดยมีราวห้าพันตัว ทว่าประชากรของศรีลังกาที่เพิ่มขึ้น ก็ทำให้ความขัดแย้งระหว่างช้างและมนุษย์ไม่อาจเลี่ยงได้ ทุกวันนี้ ในแต่ละปี มีช้างถูกสังหารราวร้อยกว่าตัว ขณะที่มนุษย์ เสียชีวิตจากการถูกช้างทำร้ายราวห้าสิบราย สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้อนาคตของช้างศรีลังกายังคงไม่แน่นอน

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*