จักรวรรดิโรมัน (Roman Empire) ภาค1 (สาธารณรัฐถึงจักรวรรดิ)

นี่คือจักรวรรดิที่เกรียงไกรที่สุดของโลกตะวันตกโบราณ ที่เคยครอบครองดินแดนกว้างใหญ่ในสามทวีป คือ ยุโรป เอเชียและอาฟริกา ทั้งยังได้ทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ไว้ให้ชนรุ่นหลังจนกลายเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของอารยธรรมตะวันตก

romulusremus2

รูปสำริด ฝาแฝดโรมิวลุสและเรมุส กำลังดื่มนมแม่หมาป่า

จักรวรรดิโรมันก่อกำเนิดมาจากสาธารณรัฐโรมัน ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากนครรัฐของชาวละตินที่ชื่อ กรุงโรม โดยมีตำนานเล่าว่า ฝาแฝด โรมิวลุสและเรมุส ผู้เป็นโอรสของเทพสงคราม มาร์ส กับ หญิงพรมจารีย์ ผู้ดูแลวิหารของ เทพีเฮสเทีย นาม ริอา ซิลเวีย

ตำนานกล่าวว่า โรมิวลุส และเรมุส ถูกทิ้งไว้ริมแม่น้ำไทเบอร์ตั้งแต่แบเบาะ และเติบโตขึ้นจากการเลี้ยงดูของหมาป่า ต่อมาเมื่อโตขึ้น ได้ถูกมนุษย์นำไปเลี้ยงดูต่อ จนอายุ 18 ปี ทั้งคู่ได้ออกเดินทางจากหมู่บ้านเพื่อไปตั้งหมู่บ้านใหม่ หมู่บ้านของโรมิวลุส ชื่อ “โรม” หมู่บ้านของเรมุส ชื่อ “รีมอเรีย” (ปัจจุบัน ไม่มีผู้ใดทราบตำแหน่งที่แน่นอนของหมู่บ้านนี้แล้ว) ต่อมาทั้งคู่เกิดขัดแย้งกัน และได้ประลองกำลังกันเมื่อวันที่ 21 เมษายน 753 ปีก่อนคริสตกาล และเรมุสเสียชีวิตในการประลองนั้น โรมิวลุสจึงได้รวมหมู่บ้านทั้งสองเข้าด้วยกันและก่อตั้งเป็นนครรัฐชื่อ โรม โดยโรมิวลุสขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรกของกรุงโรม

รอมิวลุสปกครองกรุงโรมอยู่เป็นเวลา 38 ปี และหายสาบสูญไปหลังจากเกิดพายุอย่างกะทันหัน ตำนานกล่าวว่า โรมิวลุสไปเกิดใหม่บนสวรรค์ ในนามของ ควิรินุส (Quirinus)

อย่างไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์จริงมีหลักฐานว่า กรุงโรมมีจุดกำเนิดมาจากหมู่บ้านเล็กๆสองหมู่บ้านตรงเชิงเขาพาลาทีนใกล้แม่น้ำไทเบอร์ โดยนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ สันนิษฐานว่า กรุงโรมเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปีที่ 625 ก่อน ค.ศ. ซึ่งในระยะแรก โรมถูกปกครองโดยชาวอีทรัสกัน ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่มีอารยธรรมรุ่งเรืองและได้ถ่ายทอดความเจริญก้าวหน้าให้กับชาวโรม

Forum_reconstruction

โรมันฟอรั่ม

ต่อมา กษัตริย์อีทรัสกันองค์สุดท้ายนามว่า ทาร์ควิน ที่ปกครองกรุงโรม กระทำตนเป็นทรราชย์กดขี่ชาวโรม ทำให้ชาวโรมก่อการปฏิวัติขับไล่ออกไปและทำสงครามกับชาวอีทรัสกัน ปลดแอกตัวเองได้สำเร็จและเริ่มการปกครองแบบสาธารณรัฐ.ในปีที่ 509 ก่อน ค.ศ. โดยมีสภา ที่ประกอบชนชั้นสูงเรียกว่าพาทริเชียน คัดเลือกผู้นำสูงสุดเรียกว่า กงสุล และมีวุฒิสภา หรือ ซีเนท ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่กงสุล  ต่อมาในตอนปลายศตวรรษที่ห้าก่อน ค.ศ. เหล่าสามัญชนในกรุงโรม หรือพวกพลีเบียนได้เรียกร้องอำนาจปกครอง จนทำให้มีการตั้งตำแหน่ง ตรีบูน หรือ ผู้พิทักษ์สิทธิ์ เป็นตัวแทนของสามัญชนในการมีส่วนร่วมในการปกครอง

romanp

พวกพาทริเชียน (ุผู้ชายจะสวมชุดยาวเรียกว่าโทกา) ส่วนพวกพลีเบียนจะใส่เสื้อสั้น

สำหรับตำแหน่งกงสุลนั้น โรมมีกงสุลสองคน ครองอำนาจร่วมกันวาระละสองปี แต่หากสาธารณรัฐตกอยู่ในภาวะสงคราม จะมีการเลือกผู้นำหนึ่งเดียว เรียกว่า ดิคเตเตอร์ (ต่อมา หมายถึงผู้เผด็จการ) เพื่อบริหารบ้านเมืองในสถานการณ์ดังกล่าว

ในระหว่างเป็นสาธารณรัฐ โรมได้ทำสงครามกับชนชาติต่าง ๆ ที่อยู่รายรอบ โดยหลังจากมีชัยชนะเหนือพวกอีทรัสกันแล้ว กรุงโรมได้ทำสงครามกับนครรัฐของชาวละตินอื่น ๆ รวมทั้งอนารยชนเผ่าต่าง ๆ เช่น พวกเอควี พวกซาไบน์ จนได้ครอบครองดินแดนภาคกลางของคาบสมุทรอิตาลี ก่อนจะเกิดความขัดแย้งกับชาวเซลต์ ซึ่งเป็นอานารยชนที่ครอบครองดินแดนตั้งแต่คาบสมุทรอิตาลีตอนเหนือไปจนถึงฝรั่งเศส บริเตนและคาบสมุทรไอบีเรีย โดยพวกเซลต์แบ่งแยกการปกครองเป็นเผ่าต่างๆที่มีอิสระไม่ขึ้นแก่กัน แม้จะมีภาษาและวัฒนธรรมเดียวกัน

celtic

ในการทำสงครามกับชาวเซลต์ครั้งแรกที่สมรภูมิริมฝั่งแม่น้ำเอลเลีย เมื่อปีที่ 390 ก่อน ค.ศ. โรมพ่ายแพ้จนถูกพวกเซลต์เข้ายึดกรุงโรม เบรนนุส หัวหน้าเผ่าเซลต์เรียกร้องค่าไถ่เป็นทองคำหนึ่งพันปอนด์ จากนั้น โรมได้ทำสงครามกับเซลต์อีกหลายครั้ง จนในปีที่ 225 ก่อน ค.ศ. โรมได้ทำศึกใหญ่กับพวกเซลต์ที่แหลมตาลามอนและทำลายทัพเซลต์ลง โดยสังหารข้าศึกกว่าสี่หมื่นนาย จากนั้นโรมจึงส่งกองทัพเข้ายึดครองดินแดนคาบสมุทรอิตาลีทางเหนือจากพวกเซลต์ได้ทั้งหมด

นอกจากพิชิตพวกเซลต์แล้ว ชาวโรมันยังทำสงครามกับนครรัฐของกรีกที่มาตั้งมั่นทางตอนใต้ของอิตาลีจนขับไล่พวกกรีกออกไปและสามารถครอบครองดินแดนอิตาลีทั้งหมด รวมทั้งเกาะแก่งบางส่วนในเมดิเตอร์เรเนียนด้วย

ในระหว่างที่สาธารณรัฐโรมันเริ่มทำสงครามกับรัฐเพื่อนบ้านนั้น ได้เกิดการลุกฮือของชาวละตินเผ่าอื่นๆที่อยู่ใต้ปกครองของกรุงโรมโดยเรียกร้องสิทธิในการเป็นพลเมืองโรมเช่นเดียวกับชาวโรมัน จนสุดท้ายทางกรุงโรมจึงยอมตอบตกลงและสิทธิในการเป็นพลเมืองโรมแก่ชาวละตินเหล่านั้น

การครอบครองเกาะในทะเลเมดิเตอเรเนียนทำให้โรมเกิดขัดแย้งกับอาณาจักรคาเธจซึ่งเป็นอาณาจักรของชาวฟินิเซียที่มีที่มั่นในอาฟริกาเหนือและครอบครองดินแดนขนาดใหญ่ในคาบสมุทรไอบีเรียตอนใต้รวมทั้งเกาะหลายแห่งในเมดิเตอเรเนียน ความขัดแย้งดังกล่าวก่อให้เกิดสงครามพิวนิคสามครั้ง (คำว่า พิวนิคเป็นคำที่ชาวโรมันใช้เรียกชาวคาเธจ) โดยสงครามครั้งแรกเกิดใน ปีที่ 264 – 241 ก่อน ค.ศ.  และจบลงด้วยการทำข้อตกลงสงบศึกที่คาร์เธจต้องเสียเกาะต่างๆในทะเลเมดิเตอเรเนียนที่เป็นของตนให้กับโรม จากนั้น ในปีที่ 218 ก่อน ค.ศ. จอมทัพฮันนิบาลแห่งคาร์เธจได้ยกทัพข้ามเทือกเขาแอลป์เข้าทำสงครามกับโรมันและเกือบพิชิตกรุงโรมได้ ทว่าสุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้แก่แม่ทัพโรมัน นาม สกิปิโอ ในปีที่ 201 ก่อน ค.ศ. ซึ่งความพ่ายแพ้ครั้งนี้ คาร์เธจต้องเสียดินแดนทั้งหมดในสเปนให้แก่โรมและต้องตกอยู่ในสภาพเมืองขึ้นของโรมทว่าโรมก็ยังคงหวาดระแวงคาร์เธจว่าจะกลับมาเข้มแข็งและกลายเป็นภัยอีกครั้ง ซึ่งความหวาดระแวงนี้ นำไปสู่การทำสงครามครั้งสุดท้ายกับคาร์เธจ

คาร์เธจ

ทัพคาร์เธจ ข้ามเทือกเขาแอลป์

หลังสงครามพิวนิคครั้งที่สาม (ปีที่ 149 – 146 ก่อน ค.ศ.) คาร์เธจพ่ายแพ้ยับเยินและถูกทำลายจนสิ้น ดินแดนทั้งหมดตกเป็นของสาธารณรัฐโรมัน นอกจากนี้โรมันยังพิชิตชาวเซลตีเบอเรียนและลูสิตาเนียน(เป็นชาวเซลต์ที่อยู่ในสเปนและโปรตุเกส)ลงได้ด้วย

นอกจากนี้โรมยังได้ยึดครองดินแดนของกรีกและมาสิโดนเนียพร้อมทั้งขยายดินแดนเข้าไปในเอเชียไมเนอร์ ทว่าแม้ดินแดนต่างๆที่ได้มา จะนำมาซึ่งความมั่งคั่งแต่ก็ส่งผลให้ช่องว่างทางสังคมเพิ่มมากขึ้น บรรดาขุนนาง ขุนศึกต่างร่ำรวยจากการขยายดินแดน ขณะที่พลเมืองยังคงยากจน สิ่งที่เกิดขึ้นนำมาซึ่งความขัดแย้งและนำไปสู่ความอ่อนแอของสาธารณรัฐ ซึ่งในเวลาดังกล่าว โรมมีนักการเมืองที่ทรงอำนาจอยู่สองกลุ่มที่ขัดแย้งกัน คือ กลุ่มของ ไกอุส มาริอุส และ ซุลลา

hadrianswall06nw06

กองทหารโรมันเผชิญหน้ากับพวกอนารยชนเซลต์

มาริอุสเป็นขุนศึกที่มีความสามารถ เขาได้ทำการปฏิรูปกองทัพโรมันจากระบบเดิมที่เกณฑ์กำลังจากพลเมืองมาใช้ในระหว่างสงครามและปลดประจำการหลังสงครามเลิก มาเป็นทหารประจำการ มีเงินเดือนและสวัสดิการหลังเกษียณอายุ นอกจากนี้ยังรับสมัครทหารอาสาต่างด้าวจากดินแดนใต้ปกครองโดยมีข้อตกลงว่า หลังรับราชการครบ 20 -25 ปี ทหารเหล่านี้และครอบครัวจะได้สิทธิการเป็นพลเมืองโรมัน ส่วนทหารที่เป็นพลเมืองโรมันอยู่แล้วจะได้รับบ้าน พร้อมที่ดินและทาส เป็นรางวัลหลังรับราชการครบกำหนด

ซุลลาเป็นนักการเมืองที่ฝังใจกับสาธารณรัฐและพยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาความเป็นสาธารณรัฐไว้ โดยใช้วิธีการกำจัดฝ่ายตรงข้ามอย่างเหี้ยมโหด หลังจากมาริอุสและซุลลาสิ้นชีวิตลง อำนาจตกอยู่ในมือสภาไตรภาคี อันประกอบด้วย จูลิอุส ซีซาร์  แครสซุส และ ปอมปีย์ ต่อมา แครสซุสตายในการศึกกับอาณาจักรปาร์เธียน และซีซาร์กับปอมปีย์ได้ทำสงครามกัน สุดท้ายซีซาร์เป็นฝ่ายชนะแต่สงครามยังไม่สิ้น เนื่องจากยังมี คาโต นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่ระดมกำลังร่วมกับเหล่าพันธมิตรในสเปนและอาฟริกาเหนือทำศึกกับซีซาร์ แต่ก็ต้องพ่ายแพ้และสิ้นชีวิตไป

Julius_Caesar

จูลิอุส ซีซาร์

นอกจากจะทำสงครามกลางเมืองได้ชัยชนะเหนือฝ่ายตรงข้ามแล้ว จูลิอุส ซีซาร์ยังทำสงครามขยายดินแดน โดยเข้าพิชิตแคว้นกอล (ประกอบด้วย ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม เนเธอร์แลน เบเนลักซ์) เกาะบริเตนทางใต้ และดินแดนบางส่วนของเยอรมัน รวมทั้งอียิปต์ ผนวกเข้าเป็นดินแดนของโรมัน จนเกิดเป็นวลีที่ว่า ข้ามา ข้าเห็น ข้าชนะ

ซีซาร์ได้ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดหลังปอมปีย์แพ้สงครามและถูกสังหาร ทว่าอำนาจที่มากขึ้นของเขา ทำให้สภาหวาดระแวงจนนำไปสู่การลอบสังหารและเขาได้สิ้นชีวิตลงในปีที่ 44 ก่อน ค.ศ. ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองรอบสอง และอำนาจตกอยู่ในมือของ ออคตาเวียน หลานชายของซีซาร์ กับมาคุส แอนโทนิอุส ขุนศึกคู่ใจของซีซาร์

แอนโทนีอุสไปหาการสนับสนุนจากพระนางคลีโอพัตราแห่งอียิปต์ อดีตภรรยาลับของซีซาร์ จากนั้นเขาได้กลายเป็นสวามีของพระนางโดยทอดทิ้งภรรยาเดิม นาม ออคตาเวีย น้องสาวของออคตาเวียน ทำให้ออคตาเวียนโกรธมาก ที่สำคัญ แอนโทนิอุสยังได้ประกาศสนับสนุน ซีซาร์เรียน โอรสของซีซาร์กับคลีโอพัตรา ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งโรม ทำให้ออคตาเวียนต้องยกทัพมาทำสงครามเพื่อกวาดล้างแอนโทนิอุสและคลีโอพัตรา

acyium

ยุทธนาวีแอคติอุม

กองทัพสองฝ่ายปะทะกันที่แอคติอุม ในวันที่ 2 กันยายน, 31 ปีก่อนคริสตกาล โดยแอนโทนิอุสและคลีโอพัตราเป็นฝ่ายแพ้ ทั้งสองฆ่าตัวตายและออคตาเวียนก็ยึดครองดินแดนทั้งหมดพร้อมกับสั่งประหารซีซาร์เรียน โอรสของซีซาร์ ก่อนที่จะประกาศล้มล้างระบอบสาธารณรัฐและประกาศตนเป็นจักรพรรดิองค์แรกของจักรวรรดิโรมัน โดยทรงพระนามว่า ออกัสตัส ซีซาร์  ในวันที่ 16 มกราคม, 27 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งคำว่า ซีซาร์ ที่ใช้แทนคำว่า จักรพรรดิ นำมาจากนามของ จูลิอุส ซีซาร์ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของโรม ซึ่งต่อมา คำ ๆ นี้ ยังถูกเรียกขานเป็น ไกเซอร์ ในภาษาเยอรมัน และ ซาร์ ในภาษารัสเซียด้วย

****************************************************************************

ภาษา และความเชื่อของโรมัน

ชาวโรมัน ใช้ภาษาละตินเป็นภาษาพูดและเขียน ส่วนศาสนานั้น รับมาจากความเชื่อของชาวกรีกแต่ได้เปลี่ยนชื่อเทพเจ้าเป็นแบบโรมัน โดยมีจอมเทพจูปีเตอร์ หรือ ซุส ในภาษากรีกเป็นเทพสูงสุด

สำหรับเทพสำคัญ ๆ เรียกรวมกันว่า คณะเทพโอลิมเปียน โดยนอกจากจูปีเตอร์แล้ว ก็ประกอบด้วย

โพไซดอน เจ้าแห่งท้องทะเล / สำหรับโรมัน คือ  เนปจูน

ฮาเดส เจ้าแห่งยมโลก / สำหรับโรมัน คือ พลูโต

เฮรา  ราชินีจอมเทพ / สำหรับโรมัน คือ  จูโน

ดีมิเธอร์ เทพีแห่งกสิกรรม / สำหรับโรมัน คือ  เซเรส

อธีน่า เทพีแห่งสติปัญญา / สำหรับโรมัน คือ มิเนอร์วา

อะพอลโล สุริยเทพ  / สำหรับโรมัน คือ อะพอลโล

อาเธมีส  จันทรเทพี / สำหรับโรมัน คือ ไดอาน่า

เอรีส เทพแห่งสงคราม / สำหรับโรมันคือ  มาร์ส

อะโฟรไดต์  เทพีแห่งความรัก / สำหรับโรมัน คือ  วีนัส

เฮเฟตัส   เทพแห่งการตีเหล็ก / สำหรับโรมัน คือ  วัลแคน

เฮอร์มีส  เทพแห่งการสื่อสาร / สำหรับโรมัน คือ  เมอคิวรี่

ไดโอนีซัส  เทพแห่งไวน์และการเฉลิมฉลอง / สำหรับโรมัน คือ แบคคัส

เฮสเทีย  เทพีแห่งเตาไฟ  / สำหรับโรมัน คือ เวสตา

 

Related posts:

One thought on “จักรวรรดิโรมัน (Roman Empire) ภาค1 (สาธารณรัฐถึงจักรวรรดิ)

  • กรกฎาคม 17, 2016 at 10:31 pm
    Permalink

    น่าติดตาม

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*