จักรวรรดิโรมัน (Roman Empire) ภาค3 (จากรุ่งเรืองสู่ล่มสลาย)

นับแต่ก่อตั้ง จักรวรรดิโรมันมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีจักรพรรดิบางพระองค์ที่โหดร้ายและวิปริตทว่าจักรพรรดิส่วนใหญ่ของโรมันเป็นนักปกครองและนักบริหารที่ชาญฉลาดและบ้างก็เป็นนักรบที่มีความสามารถ จึงนำพาจักรวรรดิเข้าสู่ยุคทอง

 EURO5CI4

ภาพจำลองของกรุงโรม

ความรุ่งโรจน์ของจักรวรรดิโรมันดำเนินมา จนถึง ค.ศ.180 ความเสื่อมสลายก็เริ่มเข้ามาเยือน ในรัชสมัยของจักรพรรดิคอมโมดุส ผู้คลั่งไคล้ในการต่อสู้ในสังเวียน จักรพรรดิมาคุส ออเรลิอุส พระราชบิดาของพระองค์เป็นนักปกครองและนักรบที่มีความสามารถ โดยทรงทำสงครามปราบปรามชนเผ่าเยอรมันที่คุกคามพรมแดนตอนเหนือและปราบกบฏในจักรวรรดิ ทว่าคอมโมดุส โอรสของพระองค์ทรงหมกมุ่นกับการต่อสู้ในฐานะกลาดิเอเตอร์และตั้งตนเป็นศัตรูกับสภาซีเนต หลายครั้งที่ทรงประพฤติองค์โหดร้าย สังหารผู้บริสุทธิ์โดยเรียกให้ลงไปถูกพระองค์ฆ่าในโคลอสเซียม สุดท้าย คอมโมดุสจึงถูกสภาซีเนตส่งกลาดิเอเตอร์เข้าไปลอบสังหารพระองค์ในพระราชวัง

praetorian

พวกพรีโทเรียนการ์ด

การสวรรคตของคอมโมดุสโดยไร้รัชทายาท ทำให้บัลลังก์ว่างลง และเหล่าชนชั้นสูงก็พยายามหาแรงสนับสนุนจากกองกำลังพรีโทเรียนการ์ดและกองทัพเพื่อขึ้นสู่ตำแหน่งซีซาร์ การแย่งชิงบัลลังก์ที่เกิดขึ้นหลายครั้ง ในแต่ละรัชกาล ส่งผลให้การบริหารของโรมอ่อนแอลง ประกอบกับการคอรัปชั่นที่เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ช่องว่างทางสังคมเพิ่มมากขึ้น ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ต่างต่อต้านอำนาจรัฐ 

เมื่อถึงรัชสมัยของจักรพรรดิไดโอคลีเชียน พระองค์ทรงเห็นว่า จักรวรรดิกว้างใหญ่และมีปัญหายุ่งยากเกินกว่าจะปกครองเป็นส่วนเดียวกัน จึงทรงแบ่งจักรวรรดิออกเป็นสองส่วน คือจักรวรรดิตะวันออกและจักรวรรดิตะวันตก โดยพลเมืองส่วนใหญ่ของจักรวรรดิตะวันออกเป็นชนเชื้อสายกรีก ขณะที่ของตะวันตกจะเป็นชนเชื้อสายละติน 

constantine

จักรพรรดิคอนสแตนติน มหาราช

หลังจักรวรรดิแยกเป็นสองส่วน ได้เกิดสงครามกลางเมืองเพื่อแย่งชิงอำนาจหลายครั้ง  ส่งผลให้กองทัพอ่อนแอลง ขณะเดียวกัน ศาสนาคริสต์ก็ขยายอิทธิพลเข้าไปในหมู่ประชาชนมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะยังถูกปราบปรามอย่างรุนแรงจากราชสำนัก ทว่าก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งมาในรัชสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนติน มหาราช  ซึ่งขึ้นครองอำนาจทั้งสองจักรวรรดิหลังได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมือง พระองค์ได้ทรงหันมานับถือศาสนาคริสต์และประกาศให้เป็นศาสนาของจักรวรรดิ พร้อมกับทรงสร้างเมืองหลวงใหม่สำหรับจักรวรรดิตะวันออกใกล้ช่องแคบบอสฟอรัส (ปัจจุบันอยู่ในตุรกี) และทรงประทานชื่อว่า กรุงคอนสแตนตินโนเปิล

หลังรัชสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนตินซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โรมันกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งนั้น เมื่อสิ้นรัชสมัยดังกล่าว จักรวรรดิโรมก็เริ่มกลับสู่ความเสื่อมอีกครั้งด้วยปัญหาต่าง ๆ ทางการเมือง สังคม ขณะเดียวกัน บรรดาอนารยชนที่อยู่รอบนอกของจักรวรรดิก็ทวีความเข้มแข็งขึ้นและกลายเป็นภัยคุกคามจักรวรรดิโรมัน  นอกกจากนี้ ได้มีการอพยพข้ามมาจากทวีปเอเชียของอนารยชนชาวฮั่น เข้าสู่ดินแดนเยอรมัน ทำให้ชาวเยอรมันหลายเผ่าอพยพหนีการรุกรานของพวกฮั่นเข้าสู่จักรวรรดิตะวันออก จนกลายเป็นความขัดแย้งและนำไปสู่สงคราม ในปี ค.ศ.378 กองทัพโรมันของจักรวรรดิตะวันออกนำโดย จักรพรรดิวาเลนส์ พ่ายแพ้ต่อกองทัพของชาวเยอรมันเผ่ากอธและอลัน องค์จักรพรรดิถูกสังหารพร้อมไพร่พลเกือบห้าหมื่นนาย

adrianapolishx7

ยุทธการอาเดรียโนโปลิส

การสูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมาก ทั้งในสงครามกลางเมืองและสงครามกับอนารยชนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรมต้องปรับระบบกองทัพใหม่โดยใช้กำลังพลหลักมาจากทหารรับจ้างซึ่งประกอบด้วยชนชาติอนารยชนต่างๆเช่น วิสิกอธ อลัน แฟรงก์ แวนดาล ฮั่น ออสโตรก็อธ  การใช้ทหารรับจ้างมากขึ้น ส่งผลให้บรรดาขุนศึกและหัวหน้าเผ่าอนารยชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองของโรม หลายคนกลายเป็นแม่ทัพหรือแม้แต่สมาชิกวุฒิสภา ทว่ากองทหารรับจ้างเหล่านี้ไม่ได้มีความจงรักภักดีต่อโรมเหมือนเช่นดังกองทหารโรมันในยุคก่อน

ในปี ค.ศ. 410 กองทัพวิสิกอธนำโดย อลาริค อดีตแม่ทัพอนารยชนของโรมได้ยกทัพเข้าตีกรุงโรมและยึดไว้ได้ ก่อนจะยอมรับทองคำจำนวนมหาศาลพร้อมกับรับมอบดินแดนในสเปนเป็นค่าไถ่กรุงโรม

visisack

กองทัพวิสิกอธยึดกรุงโรม

ในช่วงต้นศตวรรษที่ห้า โรมพ่ายแพ้ต่อการรุกรานของอนารยชนหลายครั้ง จนต้องเสียดินแดนหลายส่วน โดยนอกจากสเปนจะตกเป็นของพวกวิสิกอธแล้ว  ยังมีแคว้นกอลที่ตกเป็นของพวกแฟรงก์และอลัน ส่วนอาฟริกาเหนือตกเป็นของพวกแวนดาล นอกจากนี้โรมันต้องถอนกำลังออกจากบริเตนเนื่องจากต้องนำกำลังพลไปดูแลดินแดนอื่นที่สำคัญกว่า

ในปี ค.ศ.447 – 452 อัตติลา ผู้นำชาวฮั่นได้นำกองทัพมหาศาลอันประกอบด้วยชนเผ่าต่างๆทั้ง ฮั่น ออสโตรก็อธ เคปิด แฟรงก์ เข้ารุกรานทั้งจักรวรรดิตะวันออกและตะวันตก กองทัพฮั่นได้ทำลายล้างเมืองและปล้นชิงทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมาก ก่อนจะถูกกองทัพโรมันตะวันตกผลักดันกลับไปในการรบที่ทุ่งคาตาโลเนียน จนเมื่ออัตติลาสิ้นชีพในปี ค.ศ.452 การรุกรานของชาวฮั่นจึงสิ้นสุดลง ซึ่งนับเป็นการรุกรานของอนารยชนที่น่าหวาดกลัวที่สุดเท่าที่โรมเคยพบมา

huns333

กองทัพฮั่นทำศึกกับโรมันที่คาตาโลเนียน

การรุกรานของอนารยชนหลายระลอก ทำให้จักรวรรดิโรมันประสบความเสียหาย โดยเฉพาะจักรวรรดิโรมันตะวันตกที่อ่อนแออยู่แล้ว ยิ่งเสื่อมโทรมลงยิ่งขึ้น 

และแล้ว ในปี ค.ศ.476 กองทหารอนารยชนรับจ้างชาวฮั่นผสมเยอรมัน นำโดย โอโดอาเซอร์ บุตรชายของขุนศึกคนหนึ่งของอัตติลาได้เข้ายึดกรุงราเวนนา เมืองหลวงของโรมันตะวันตกและบีบให้ จักรพรรดิโรมิวลุส จักรพรรดิองค์สุดท้ายสละบัลลังก์ ในวันที่ 4 กันยายน  ค.ศ.476 จากนั้นโอโดอาเซอร์ได้เข้ายึดครองดินแดนคาบสมุทรอิตาลีทั้งหมด ถือเป็นการปิดฉากจักรวรรดิโรมันตะวันตก ขณะที่จักรวรรดิตะวันออกได้เปลี่ยนชื่อเป็นจักรวรรดิไบแซนไทน์ ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการสิ้นสุดของจักรวรรดิโรมันอย่างสิ้นเชิง

 

Related posts:

One thought on “จักรวรรดิโรมัน (Roman Empire) ภาค3 (จากรุ่งเรืองสู่ล่มสลาย)

  • กรกฎาคม 21, 2016 at 12:45 pm
    Permalink

    เกิดมา ตั้งอยู่ ดับไป

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*