คู่ศึกสะท้านโลก จอมทัพงักฮุย ปะทะ สุลต่านซาลาดิน

จะเป็นอย่างไร หากผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์มาเผชิญหน้ากัน ด้วยแสนยานุภาพที่เกรียงไกรของทั้งสองฝ่าย สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเรียกได้ว่า เป็นศึกสะท้านโลก และต่อไปนี่คือการสร้างสถานการณ์สมมติว่า หากสิ่งนั้นเกิดขึ้น ผู้ใด ที่น่าจะคว้าชัย

จอมทัพงักฮุย

งักฮุย (อ่านตามสำเนียงแต้จิ๋ว) หรือ ที่จีนกลางเรียกว่า เยว่ เฟย์ (ชาตะ ค.ศ. 1103 -มรณะ ค.ศ. 1142) เป็นนักรบซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในประวัติศาสตร์จีน มีชีวิตอยู่ในยุคราชวงศ์ซ่งใต้ โดยเป็นแม่ทัพผู้ต่อต้านการรุกรานของชนเผ่าหนี่เจินแห่งอาณาจักรต้าจิน (ชาวหนี่เจินเป็นบรรพบุรุษของชาวแมนจู ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ชิงในภายหลัง)

งักฮุย เกิดในยุคราชวงศ์ซ่งเหนือ ที่เมืองอันหยาง มณฑลเหอหนาน เมื่อยังเยาว์ บ้านเกิดของเขาเกิดอุทกภัยใหญ่เนื่องจากเขื่อนกั้นแม่น้ำฮวงเหอแตก มารดางักฮุยต้องอุ้มบุตรชาย ซุกอยู่ในโอ่งลอยตามน้ำไปเรื่อยๆ เพื่อรักษาชีวิต

เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม แผ่นดินซ่งเกิดวิกฤตรุนแรง เนื่องจากกองทัพจินเข้ารุกรานและยึดนครไคฟง เมืองหลวงไว้ได้ จักรพรรดิสองพระองค์ คือ ซ่งฮุยจง และซ่งชินจง ถูกทหารจินจับเป็นเชลยศึก นำมาสู่จุดจบของซ่งเหนือ ยามนั้น งักฮุยได้ตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะต้องกอบกู้ดินแดนที่สูญเสียไปของชาติกลับคืนมาให้ได้

ด้วยความตั้งใจประกอบกับการสนับสนุนจากมารดา เขาจึงสมัครเข้าเป็นทหารของซ่งใต้ (ค.ศ. 1127-ค.ศ. 1279) โดย องค์ชายจ้าวโกว โอรสของซ่งฮุ่ยจง ได้เสด็จหนีลงใต้และสถาปนาราชวงศ์ซ่งใต้ โดยขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิซ่งเกาจง และตั้งเมืองหลวงใหม่ที่หลินอัน (ปัจจุบันคือเมืองหางโจว) โดยก่อนออกจากบ้านไปรับใช้ชาติ มารดางักฮุยได้สลักอักษรจีน 4 ตัวไว้กลางแผ่นหลังของบุตรชาย ความว่า จิงจงเป้ากว๋อ (ซื่อตรง ภักดี ล้างแค้น เพื่อชาติ)

เมื่อเข้ารับราชการ งักฮุยได้แสดงความกล้าหาญและสามารถรบ ชนะสังหารข้าศึกเป็นจำนวนมาก ซึ่งผลงานของเขาทำให้เขากลายเป็นคนสนิทของแม่ทัพเรืองฝีมือผู้หนึ่ง นามว่า จงเจ๋อ ซึ่งแม่ทัพจงเจ๋อได้ถ่ายทอดความรู้ในพิชัยสงครามทั้งหลายให้งักฮุยจนหมดสิ้น โดยหวังว่านายทหารหนุ่มผู้นี้จะเป็นกำลังสำคัญในการกู้ชาติต่อไป

หลังจากแม่ทัพจงเจ๋อเสียชีวิต งักฮุยได้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งแม่ทัพและสร้างผลงานจนได้เป็นแม่ทัพใหญ่ เมื่ออายุเพียง 32 ปี  แต่ เขาก็มิได้งักฮุยก็มิได้หลงระเริงต่อตำแหน่งใหญ่ของตัวเองแต่อย่างใด หากยังมุ่งมั่นที่จะขับไล่ข้าศึกและกอบกู้ดินแดนที่เสียไปของชาติกลับคืนมา ให้จงได้

หลังเป็นแม่ทัพใหญ่ งักฮุยมีชื่อเสียงเลื่องลือ ในด้านความเข้มงวดและระเบียบวินัยของกองทัพ ทั้งยังดำรงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์และซื่อตรง  โดยกองทัพของงักฮุยมีกฎเหล็กที่ยึดไว้คือ “แม้ต้องหนาวตายก็ไม่ขอเบียดเบียนบ้านชาวประชา แม้ต้องอดตายก็จะไม่ปฏิบัติตัวเยี่ยงโจร” ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้กองทัพงักฮุยครองใจชาวบ้านและทำให้มีกองกำลังอิสระมาเข้าร่วมด้วยเพื่อช่วยทำสงครามกับกองทัพจินเป็นอันมาก

งักฮุยปกครองทหาร ด้วยความเอาใจใส่ และยุติธรรม ทั้งดูแลใส่ใจไพร่พลเป็นอย่างดี โดยกำหนดให้ฝึกฝนไพร่พลอย่างต่อเนื่อง มีการกำหนดรางวัลและการลงโทษชัดเจน หากเบื้องบนมอบรางวัลมา งักฮุยก็จะนำมาจัดสรรแบ่งปันให้พลทหารอย่างเท่าเทียมโดยที่ไม่คำนึงว่าจะเหลือถึงตนหรือไม่ จึงทำให้ทหารทั้งรักทั้งเกรงใจเป็นอย่างยิ่ง

งักฮุยเชี่ยวชาญกลศึกและรู้จักใช้คนน้อยเอาชนะคนมาก รวมทั้งรู้จักพลิกแพลงแก้ไขสถานการณ์ซึ่งหน้าได้  เช่นครั้งที่เผชิญทัพม้าหุ้มเกราะของกองทัพจิน ซึ่งแข็งแกร่งยากที่จะบุกทะลวง งักฮุยก็สั่งให้ทำตะขอยาวและดักซุ่มโจมตี โดยมุ่งตัดข้อเท้าม้า จนสุดท้ายทัพม้าหุ้มเกราะของกองทัพจินก็พินาศสิ้น  

นับแต่เริ่มทำศึก กองทัพงักฮุยได้สร้างผลงานอย่างต่อเนื่องและไม่เคยรบแพ้สักครั้งเดียว ความแข็งแกร่งของกองทัพงักฮุยนั้น ทำให้บรรดาแม่ทัพนายกองของอาณาจักรจินพากันเกรงกลัว กระทั่งมีคำกล่าวว่า “โยกภูเขานั้นยังง่าย กว่าสะเทือนทัพงักฮุย”

งักฮุยได้กรีฑาทัพขึ้นเหนือ กวาดล้างแคว้นฉีซึ่งเป็นเมืองบริวารของอาณาจักรจิน และชิงดินแดนกลับคืน รุกไล่กองทัพจิน จนกระทั่งอยู่ห่างจาก นครไคฟง เมืองหลวงเดิมเพียง 20 กิโลเมตรเท่านั้น เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ หวันเหยียนวูซู จอมทัพใหญ่ของอาณาจักรจินได้สั่งให้ อัครมหาเสนาบดี ฉินฮุ่ย ขุนนางโฉด ผู้เป็นไส้ศึก เพ็ดทูลต่อองค์จักรพรรดิว่าทัพของงักฮุยนั้นเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาสงบศึกกับต้าจิน และที่สำคัญคือ ฉินฮุ่ยได้ทำให้ซ่งเกาจงระแวงว่า หากงักฮุยสามารถยึดดินแดนกลับคืนมาได้เรื่อยๆ สุดท้ายก็อาจจะสามารถชิงตัวอดีตจักรพรรดิซุ่งฮุ่ยจง และซ่งชินจง พระราชบิดาและพระเชษฐาของซ่งเกาจงกลับมา ซึ่งอาจทำให้ซ่งเกาจงต้องเสียบัลลังก์ไป

หน้าไม้ยักษ์ของทหารซ่ง

ซ่งเกาจง เชื่อในคำของฉินฮุ่ย จึงออกโองการให้งักฮุยถอนทัพกลับเมืองหลวง แม้งักฮุยจะทักท้วงและดื้อดึงเช่นไรก็ไม่สำเร็จ โดยจักรพรรดิได้ส่งราชโองการมาถึงสิบสองฉบับเพื่อให้ถอยทัพ งักฮุยจึงถอดใจ พร้อมกับถอนใจรำพึงกับตัวเองด้วยความช้ำใจอย่างสุดแสนว่า ความพากเพียร 10 ปีของตน ต้องสูญเปล่าเป็นเพียงเถ้าธุลีในพริบตา

หลังกลับมาเมืองหลวง งักฮุยได้ถูกฉินฮุ่ยใส่ความว่า ขัดราชโองการ คิดมักใหญ่ใฝ่สูงและทำการจับกุมในเวลาต่อมา ทว่าไม่อาจหาหลักฐานความผิดใดๆได้ กระนั้น ฉินฮุ่ยก็ได้ใช้อำนาจของตน สร้างเรื่องสั่งประหารงักฮุยและบุตรชาย

ความตายอย่างอยุติธรรมของแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์ต่อบ้านเมือง สร้างความโกรธแค้นและเจ็บช้ำให้ปวงประชาเป็นอันมาก 

หลังถูกประหารชีวิต ได้มีประชาชนที่เคารพรักในตัวเขา ช่วยกันนำศพไปทำพิธีฝังก่อนจะย้ายสุสานของเขามาตั้งไว้ริมทะเลสาบซีหู ณ เมืองหางโจว และได้มีการสร้างศาลขึ้น

บรรดาชาวบ้านโกรธแค้นที่ฉินฮุ่ยสั่งประหารงักฮุย แต่พวกเขาไม่อาจทำอะไรได้ เนื่องจากขุนนางโฉดผู้นี้ยังมีอำนาจมาก จึงได้มีคนคิดทำแป้งทอดน้ำมัน เรียกว่า อิ้วจาไคว่ โดยสมมติว่าเป็น ฉินฮุ่ยและภรรยา เอามาทอดแล้วฉีกกินให้สมแค้น ซึ่งอาหารดังกล่าว คนไทยเรียกว่า ปาท่องโก๋

สำหรับชะตากรรมของฉินฮุ่ย ในบั้นปลาย เขาได้ป่วยด้วยโรคร้ายก่อนสิ้นใจตายอย่างทุกข์ทรมาน จากนั้นไม่กี่ปี ครอบครัว ลูกหลานได้ถูกริบทรัพย์และเนรเทศไปชายแดน ส่วนชื่อของเขาก็ยังเป็นที่สาปแช่งประณามมาจนถึงปัจจุบัน

ทุกวันนี้ ที่ศาลเจ้างักฮุยริมทะเลสาบซีหู ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของจีน ได้มีการสร้างรูปปั้นทองแดงฉินฮุ่ยและภรรยาเพื่อให้ผู้คนถุยน้ำลายใส่เพื่อเป็นการประณามด้วย

 

สุลต่านซาลาดิน

เศาะลาฮุดดีน อัลอัยยูบี หรือที่ชาวตะวันตกเรียกว่า ซาลาดิน มีชื่อภาษาอาหรับเต็มว่า เศาะลาฮุดดีน ยูซุฟ อิบน์ อัยยูบ บางครั้งก็ถูกเรียกว่า อัลมาลิก อัลนาศิร เศาะลาฮุดดีน ยูซุฟ เกิดในปี ค.ศ.1137 ในตำบลทีกรีต (ปัจจุบันอยู่ในอิรัก) และเสียชีวิตในวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1193 ที่เมืองดามัสกัส เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ปกครองมุสลิมที่มีชื่อเสียงที่สุดและเป็นสุลต่านผู้ปกครองอียิปต์ ซีเรีย เยเมนและปาเลสไตน์ โดยเป็นผู้สถาปนาราชวงศ์อัยยูบีย์

ในสงครามต่อต้านพวกครูเสด เศาะลาฮุดดีนประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยการยึดเยรูซาเลมกลับคืนมาได้ ในวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1187 ซึ่งทำให้การยึดครองของพวกแฟรงก์ (เป็นคำที่มุสลิมใช้เรียกพวกครูเสด) ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เป็นเวลา 88 ปี ต้องสิ้นสุดลง

ซาลาดินเกิดในครอบครัวชาวเคิร์ด เป็นบุตรของ นัจญ์มุดดีน อัยยูบ ขุนนางในราชสำนักของ อิมาดุดดีน ซางกี ผู้ปกครองชาวเติร์กในซีเรียตอนเหนือ เขาเติบโตในเมืองบะอัลบักและดามัสกัส ในตอนแรก ซาลาดินสนใจเรื่องศาสนามากกว่าการทหาร จนได้เริ่มต้นอาชีพทหารเมื่อไปทำงานกับ อะซัดดุดดีน ชิรกูห์ ลุงของเขาซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารคนสำคัญของเจ้าชายนูรุดดีน โอรสและรัชทายาทของซางกี โดยซาลาดินได้สะสมประสบการณ์ในการรบระหว่างออกศึกสามครั้งที่อียิปต์ ภายใต้การนำของชิรกูห์เพื่อป้องกันการรุกรานของพวกครูเสด

หลังสุลต่านชางกีสิ้นพระชนม์ เจ้าชายนูรุดดีนได้ขึ้นเป็นสุลต่านและซาลาดินก็ก้าวหน้าในราชการจนเป็นถึงอัครมหาเสนาบดี ครั้นเมื่อสุลต่านนูรุดดีนสิ้นพระชนม์ลง โดยทิ้งราชบัลลังก์ไว้ให้ อัสซาลีห์ โอรสวัยสิบสี่ชันษา ได้มีเหล่าขุนนางจำนวนมากเห็นว่าในภาวะที่กำลังเผชิญหน้ากับพวกครูเสดเช่นนี้ ซาลาดินเป็นผู้ที่เหมาะสมจะเป็นผู้นำฝ่ายมุสลิมมากกว่าสุลต่านผู้เยาว์วัย อย่างไรก็ตาม ยังมีฝ่ายของอัสซาลีห์ที่ต่อต้านซาลาดินอยู่ จวบจนเมื่ออัสซาลีห์สิ้นพระชนม์ลงในปี ค.ศ. 1181 ด้วยวัยเพียง 19 ชันษา เหล่าผู้ต่อต้านทั้งหมดก็พากันยอมแพ้และในปี ค.ศ. 1183 ซาลาดินก็ได้ขึ้นครองราชย์และตั้งราชวงศ์อัยยูบียะขึ้น

นครเยรูซาเล็ม

หลังครองราชย์ ซาลาดินมีนโยบายส่งเสริมให้ขยายสถาบันต่าง ๆ ของมุสลิม โดยอุปการะนักวิชาการและนักเผยแผ่คำสอนอิสลาม ก่อตั้งวิทยาลัยและมัสญิดทั้งยังแนะนำส่งเสริมให้บรรดานักปราชญ์เขียนงานออกมาโดยเฉพาะเรื่อง ญิฮาด เพื่อฟื้นฟูขวัญกำลังใจและสร้างความเชื่อมั่นให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน

เมื่อจัดระเบียบอาณาจักรแล้ว ซาลาดินได้ทำสงครามกับอาณาจักรเยรูซาเล็มของพวกครูเสดเพื่อชิงนครเยรูซาเล็มกลับคืน ทว่ากลับต้องพ่ายแพ้ให้กับกองทัพเยรูซาเล็มที่นำโดยกษัตริย์บอลด์วินที่สี่ ในการรบที่มองกิสซาร์ด โดยทัพมุสลิมที่มีกำลังพล 26,000 นาย ได้ถูกกองทัพเยรูซาเล็มที่มีกำลังพลเพียง 4,500 นายซุ่มโจมตีและเสียไพร่พลกว่าหนึ่งหมื่นนาย ขณะที่ฝ่ายเยรูซาเล็ม เสียกำลังพลเพียงพันนาย ซึ่งสาเหตุที่กองทัพมุสลิมพ่ายแพ้ในครั้งนี้ เนื่องจากการขาดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและการเตรียมตัวที่ไม่ดีพอ

หลังจากการรบที่มองกิสซาร์ด ซาลาดินได้สงบศึกกับพวกครูเสด ขณะเดียวกัน เขาก็รวบรวมกองทัพและจัดระเบียบกองกำลังใหม่ ให้มีความเข้มแข็งและระเบียบวินัยมากขึ้น ทั้งยังสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จนทำให้กองทัพมุสลิมเข้มแข็งขึ้น

ต่อมา กษัตริย์บอลวินด์ที่สี่ สิ้นพระชนม์ลง น้องเขยของพระองค์ นามว่า กี เดอลูซินยอง ขึ้นเป็นกษัตริย์และเปิดศึกกับมุสลิม ซาลาดินจึงได้ทำสงครามกับพวกครูเสดอีกครั้ง  โดยทัพครูเสดสองหมื่นนายได้เผชิญกับทัพมุสลิมสามหมื่นห้าพันนายที่ทุ่งฮัตทีน

สมรภูมิฮัตทีน

ซาลาดินใช้กลศึกล่อฝ่ายตรงข้ามเข้าสู่พื้นที่แห้งแล้งและตัดทางน้ำ โดยใช้กำลังพลที่เหนือกว่า ทำการปิดล้อมข้าศึกและ รอจนทัพครูเสดขาดน้ำและอ่อนกำลังลง หลังจากนั้นจึงเข้าโจมตีกวาดล้างกองทหารครูเสดได้ทั้งหมด ก่อนจะเข้าตีนครเยรูซาเล็มและยึดกลับคืนจากพวกครูเสดได้

การสูญเสียนครเยรูซาเล็ม ทำให้ชาวคริสต์ในยุโรปพากันเดือดแค้นและระดมทัพใหญ่มาทำสงครามกับมุสลิม โดยมีกษัตริย์สามพระองค์ ได้แก่ จักรพรรดิเฟรดเดอริก บาบารอสซา แห่งจักรวรรดิโรมันศักดิ์สิทธิ์  พระเจ้าฟิลิป ออกัสตัสแห่งฝรั่งเศส พระเจ้าริชาร์ด ใจสิงห์แห่งอังกฤษ เป็นผู้นำ ทว่าหลังจากมาถึงดินแดนตะวันออกกลาง จักรพรรดิเฟรดเดอริก บาบารอสซา ทรงประสบเหตุร้ายจมน้ำสวรรคต กองทัพของพระองค์จึงกระจัดกระจายล่าถอยไป เหลือเพียง พระเจ้าฟิลิป ออกัสตัสแห่งฝรั่งเศส และ พระเจ้าริชาร์ด แห่งอังกฤษที่ยังนำทัพทำสงครามต่อไป

ซาลาดินได้ทำสงครามต่อต้านพวกครูเสดอย่างเข้มแข็ง ผลัดแพ้ ผลัดชนะ จนในที่สุด พวกครูเสดซึ่งอ่อนล้าจากการทำสงครามได้เจรจาของสงบศึก ข้างซาลาดินเองที่สูญเสียและเริ่มอ่อนกำลังไม่แพ้กัน ก็ยอมรับข้อตกลงโดยให้ชาวคริสต์สามารถเข้ามาแสวงบุญในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ โดยเสียค่าผ่านทาง ขณะที่นครเยรูซาเล็มยังคงเป็นของชาวมุสลิม  

สุลต่านซาลาดินเป็นนักรบที่เหี้ยมหาญและเฉลียวฉลาด ทั้งยังมีคุณธรรม โดยหลังยึดนครเยรูซาเล็มได้ กองทัพของซาลาดินได้ปฏิบัติต่อชาวคริสต์และยิวในเมืองเป็นอย่างดี โดยไม่มีการสังหารหมู่พลเมืองและปล้นสะดมภ์ เหมือนอย่างที่ทัพครูเสดเคยสังหารหมู่ชาวเมือง ตอนที่ยึดเยรูซาเล็มได้

สุลต่านซาลาดินสิ้นพระชนม์ใน ปี ค.ศ.1193 หลังจากกรำศึกมายาวนาน ทว่าแม้ทรงอำนาจ แต่การทำสงครามอย่างต่อเนื่อง ทำให้ท้องพระคลังร่อยหรอ จนไม่มีทรัพย์สินพอจะจัดงานพระศพให้สมศักดิ์ศรีของพระองค์ได้ 

หลังจากซาลาดินสิ้นพระชนม์ ราชวงศ์อัยยุบียะยังปกครองอียิปต์และแผ่นดินใกล้เคียงต่อไปจนถึง ปี ค.ศ.1250 ก่อนถูกพวกมัมลุค ซึ่งเป็นอดีตทาสของราชวงศ์เข้ายึดอำนาจและตั้งราชวงศ์มัมลุคขึ้น

 

แสนยานุภาพ

กองทัพราชวงศ์ซ่ง

เนื่องจากราชวงศ์ซ่งก่อตั้งโดยอดีตแม่ทัพของแคว้นเป่ยโจวนาม จ้าวควงอิ้น ที่ใช้กำลังทหารชิงอำนาจมา จึงทำให้องค์ปฐมจักรพรรดิของราชวงศ์ซ่งหวาดระแวงขุนนางฝ่ายทหาร จึงได้กำหนดนโยบายโดยใช้การเมืองนำกองทัพ กำหนดให้ขุนนางผู้คุมทัพ ซึ่งมีอำนาจเหนือแม่ทัพแม้ในยามออกรบ นอกจากนี้ยังไม่ส่งเสริมนโยบายสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพด้วยกลัวจะเป็นภัยต่อราชบัลลังก์ และใช้วิธีส่งบรรณาการติดสินบนชนเผ่ารอบข้างแลกกับการที่อาณาจักรเหล่านั้นจะไม่รุกรานต้าซ่ง จึงทำให้กองทัพจีนในยุคนี้อ่อนแอลงอย่างมาก รวมทั้งดินแดนที่อยู่ในครอบครองก็น้อยกว่ายุคอื่น ๆ

ทว่าการใช้การเมืองนำการทหารและจ่ายบรรณาการแลกสันติสุข ก็ทำให้บ้านเมืองปลอดสงครามและไม่ต้องทุ่มเทงบประมาณไปกับการสร้างกองทัพ จึงทำให้เศรษฐกิจในยุคนี้เจริญรุ่งเรือง มีการค้าทางทะเลอย่างกว้างขวางจนราชวงศ์ซ่งได้ชื่อว่าเป็นเจ้าทะเลทางการค้า นำความมั่งคั่งร่ำรวยมาสู่อาณาจักรเป็นอย่างมาก จึงทำให้การจ่ายบรรณาการรายปีไม่ส่งผลกระทบใดๆต่อภาวการณ์คลังเลย กระนั้นความมั่งคั่งของอาณาจักรที่อ่อนแอด้านการทหาร ก็ทำให้ราชวงศ์ซ่งกลายเป็นที่หมายปองของอนารยชนเผ่าต่างๆเช่น ชาวหนี่เจินแห่งอาณาจักรจิน ชาวชี่ตานแห่งอาณาจักรเหลียว ชาวตังกุตแห่งซีเซี่ย ที่หาเหตุเข้ารุกรานเพื่อปล้นสะดมภ์และเรียกร้องบรรณาการเพิ่ม จนสุดท้าย ก็ต้องเสียดินแดนให้กับอนารยชนเหล่านั้น

ทหารราชวงศ์ซ่ง

อย่างไรก็ตาม แม้ราชวงศ์ซ่งจะไม่ได้มีชื่อเสียงในด้านความเข้มแข็งทางการทหาร เหมือนอย่างราชวงศ์ฮั่น หรือราชวงศ์ถัง แต่เทคโนโลยีอาวุธของจีนในยุคนี้ ก็นับว่ามีความก้าวหน้ามาก ทั้งในเรื่องของอาวุธและเสื้อเกราะ รวมถึงธนูซึ่งมีคุณภาพไม่แพ้ชนชาติอื่น ทั้งยังมีหน้าไม้ที่มีกำลังยิงสูง สามารถเจาะทำลายแผ่นเกราะได้ แต่ที่โดดเด่นคือ ในยุคนี้ได้มีการนำเอาดินปืนมาใช้เป็นอาวุธ ทั้งมีการผลิตปืนใหญ่ขึ้นใช้เป็นครั้งแรก ซึ่งแม้ปืนใหญ่ของจีนในยุคนี้ สามารถยิงได้เพียงลูกหินหรือลูกเหล็กหล่อ แต่ก็นับว่ามีประสิทธิภาพในการทำลายล้างค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ กองทัพซ่งยังมีอาวุธดินปืนอื่นๆใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ กระบอกไฟ และหอกเพลิง โดยกระบอกเพลิงมีรูปทรงคล้ายลูกธนูขนาดใหญ่ส่วนปลายเป็นทรงกระบอก ขับเคลื่อนด้วยแรงระเบิดจากดินปืน ซึ่งจะพุ่งเข้าทำลายเป้าหมายในระยะไกล ส่วนหอกเพลิงมีลักษณะคล้ายเครื่องพ่นไฟ ที่สามารถยิงเปลวไฟออกจากปลายหอกได้  นอกจากนี้ยังมีเครื่องยิงหิน และหน้าไม้ยักษ์ ที่ยิงได้ทั้งลูกไฟและลูกระเบิดอีกด้วย

กองทัพราชวงศ์อัยยูบียะ

ทหารอัยยูบียะของซาลาดิน ถูกชาวคริสต์เรียกว่า พวกซาราเซน ในยุคสงครามครูเสด พวกซาราเซนจะมีลักษณะเดียวกับนักรบมุสลิมทั่วไป โดยจะสวมเกราะน้อยชิ้นพร้อมโล่ขนาดเล็กหรืออาจไม่สวมเกราะแต่ใช้โล่ขนาดใหญ่เป็นเครื่องป้องกัน  ทั้งหมดนี้ เพื่อความคล่องตัวในการรบ ทั้งนี้ ชาวมุสลิมในตะวันออกกลางมีเทคโนโลยีโลหะที่ก้าวหน้า ทำให้สามารถสร้างอาวุธและชุดเกราะคุณภาพสูงได้ เช่นดาบโค้งดามัสกัส ซึ่งเป็นดาบทรงโค้งบางเบา แต่แข็งแกร่ง เหมาะสำหรับการรบที่ต้องการความคล่องตัว ส่วนเสื้อเกราะนั้น ทำจากแผ่นโลหะชิ้นเล็ก ๆ นำมาร้อยต่อกันแบบหลวมเรียกว่า เทเนเก ชุดเกราะชนิดนี้ เน้นความคล่องตัวของผู้สวมใส่ขณะเดียวกันก็มีประสิทธิภาพในการป้องกันอาวุธได้ค่อนข้างดี

นักรบซาราเซน

ในการรบ กำลังหลักของกองทัพอัยยูบียะจะเป็นกองทหารม้า โดยสัดส่วนของทัพม้าแทบจะเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังพลทั้งกองทัพ ทหารม้าซาราเซนมีลักษณะคล้ายทหารม้าของอนารยชนบนหลังม้าในท้องทุ่ง โดยพวกเขาจะสวมเกราะน้อย หรืออาจไม่สวมและใช้อาวุธธนูวัสดุผสมที่ยิงบนหลังม้า ในการโจมตีจากระยะไกล อย่างไรก็ตาม ยังมีทหารม้าหนักหุ้มเกราะจำนวนหนึ่งสำหรับใช้ทำลายแนวรบของข้าศึกด้วย สำหรับอาวุธที่ใช้ จะเป็น หอก แหลน หลาวและดาบโค้ง

กองทหารของอัยยูบียะ ถูกเกณฑ์มาจากพวกมุสลิมจากดินแดนต่าง ๆ ในปกครอง จึงมีความหลากหลาย แม้จะเป็นมุสลิมเหมือนกัน ทำให้ในช่วงแรก มีปัญหาในด้านความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของไพร่พล อาวุธของนักรบอัยยูบียะไม่แตกต่างจากนักรบอื่นๆในยุคเดียวกันมาก แต่เนื่องด้วยพวกมุสลิมจะไม่สวมเกราะหนักเหมือนชาวยุโรป เนื่องจากมีร่างกายที่เล็กกว่า พวกเขาจึงใช้อาวุธที่มีน้ำหนักเบาแต่คมและแกร่ง เน้นการจู่โจมด้วยการฟันแทง มากกว่าการทุบหรือฟาดด้วยกำลังแบบพวกนักรบยุโรป

ในยุคของซาลาดิน อาวุธดินปืนยังไม่ถูกนำมาใช้ในกองทัพ อาวุธยิงที่สำคัญของพวกเขาคือธนู โดยเป็นธนูแบบเดียวกับที่ชนเผ่าเร่ร่อนใช้ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการโจมตีค่อนข้างสูง รวมทั้งยังมีหน้าไม้สำหรับใช้ยิงเจาะเกราะ เพื่อเอาไว้รับมือกับนักรบอัศวินหุ้มเกราะของพวกครูเสด

สำหรับอาวุธหนัก จะเป็นเครื่องยิงหิน และหน้าไม้ยักษ์ซึ่งเป็นเทคนิคการทำสงครามที่มีมาตั้งแต่ยุคโรมัน แต่ในสมัยของพวกมุสลิมได้มีการพัฒนามากขึ้น ทำให้ยิงได้ไกลและแรงขึ้น บรรจุกระสุนได้หนักกว่าเดิม ทำให้ทลายปราการขนาดใหญ่ได้ ทั้งยังมีการใช้น้ำมันดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายล้าง ด้วยการยิงลูกไฟเข้าเผาทำลายเป้าหมาย แต่เนื่องจากยังไม่มีดินปืน พวกเขาจึงยังไม่มีปืนใหญ่และระเบิดใช้

 

เปิดศึก

ในท้องทุ่งซึ่งเป็นที่ราบสลับเนินเขามีดงไม้ขึ้นปกคลุม ทัพซาราเซนอันประกอบด้วยทหารม้าหนึ่งหมื่นเจ็ดพันนายและทหารราบหนึ่งหมื่นแปดพันนาย นำโดยสุลต่านซาลาดินได้เผชิญหน้ากับกองทัพราชวงศ์ซ่งใต้ จำนวนเท่ากันซึ่งประกอบด้วยทหารม้าหนึ่งหมื่นนายและทหารราบสองหมื่นห้าพัน นำโดยจอมทัพงักฮุย ทั้งสองฝ่ายตั้งแนวรบเพื่อเตรียมเปิดศึก

ทั้งสองฝ่ายส่งทหารม้าเข้าโจมตี ทัพม้าของต้าซ่งและซาราเซนต่อสู้กันอย่างดุเดือด ทว่าทัพม้าซาราเซนแข็งแกร่งกว่า ทั้งยังมีกำลังพลมากกว่า ทำให้ฝ่ายซ่งเริ่มเสียเปรียบ และก่อนที่ทัพม้าของซ่งจะสูญเสียมากขึ้น งักฮุยก็มีคำสั่งให้ล่าถอย

ซาลาดินที่สังเกตการณ์รบอยู่บนเนิน เห็นดังนั้น  จึงคิดใช้โอกาสที่ข้าศึกกำลังเสียเปรียบ เผด็จศึกในทันที โดยให้ทหารม้าหุ้มเกราะรุกขึ้นหน้า เพื่อทะลวงแนวของทหารราบซ่งให้ระส่ำระสาย ก่อนให้ทหารราบซาราเซนเข้ากวาดล้าง

งักฮุยสั่งให้พลหอกพร้อมโล่กำบังตั้งแนวรับการโจมตีของทหารม้าหนักฝ่ายซาราเซน และเข้าช่วยกองทัพม้าต้าซ่งที่ถอยลงมา ขณะเดียวกันก็สั่งทหารราบทีเหลือทิ้งสัมภาระที่ไม่จำเป็นและขึ้นไปยึดพื้นที่บนเนินเขาเอาไว้

ซาลาดินสั่งหน่วยอาวุธยิง ลากเครื่องยิงหินและหน้าไม้ยักษ์เข้าสู่ระยะโจมตี ก่อนเปิดฉากยิงใส่แนวตั้งรับของต้าซ่ง จนงักฮุยต้องสั่งให้กองทหารถอยออกมา โดยใช้อาวุธยิงฝ่ายตนเข้าสกัด ทว่าแม้จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ทหารของงักฮุยซึ่งมีวินัยดีเยี่ยมก็ยังไม่เสียขบวน ทัพซ่งถอยร่นอย่างช้า ๆ ขณะที่ทหารราบอีกส่วนหนึ่งขึ้นไปยึดยอดเนินไว้ได้

กองทัพม้าซาลาดินพุ่งมาใกล้ จนทหารซ่งที่ประจำเครื่องยิงหินและหน้าไม้ต้องเข้าปะทะ เนื่องจากข้าศึกอยู่ใกล้จนยิงด้วยอาวุธหนักไม่ได้ ทหารม้าหุ้มเกราะของซาราเซนฝ่าแนวรบของต้าซ่งเข้ามาเรื่อยๆ ขณะที่ซาลาดินได้สั่งให้ทหารราบทั้งหมดรุกตามมาติด ๆ ส่วนกองทหารม้าธนูได้แยกออกเป็นสองปีกและยิงโจมตีทัพซ่งจากรอบนอก

สถานการณ์ฝ่ายซ่ง เริ่มคับขัน แม้ยังรักษาขบวนทัพไว้ได้ แต่กองทัพก็เริ่มถอยร่น จนมาถึงเนินเขาที่ทหารราบอีกส่วนเข้ามายึดไว้ โดยทหารต้าซ่งที่เหลือได้ถอยขึ้นไปสมทบกับทหารบนเนิน ขณะที่ฝ่ายซาราเซนได้ติดตามมาถึงตีนเนิน  โดยหน่วยอาวุธหนักได้ลากเครื่องยิงหินและหน้าไม้ยักษ์ตามมาด้วย เพื่อใช้อาวุธหนักยิงถล่มทหารซ่งที่ล่าถอยขึ้นไปบนเนิน

ทันใดนั้น งักฮุยก็ให้สัญญาณการโจมตีอีกครั้ง ปืนใหญ่ของฝ่ายซ่งที่อยู่ในดงไม้บนเนิน เปิดฉากระดมยิงทันที ที่ทัพซาราเซนส่วนใหญ่เข้ามาในระยะสังหาร พร้อมทั้งกระบอกเพลิงจำนวนมากที่ถูกยิงใส่ แรงระเบิดของกระบอกเพลิงสังหารทั้งม้าและคนลงเป็นจำนวนมาก เนื่องจากฝ่ายซาราเซนไม่คุ้นเคยกับอาวุธแบบนี้มาก่อน จึงเกิดแตกตื่นเสียขวัญ ไปทั่ว ขณะเดียวกันงักฮุยก็สั่งทหารราบทั้งหมดประสานกับทหารม้าที่เหลือบุกลงเนินเข้าผ่ากลางทัพข้าศึกที่กำลังโกลาหล

พลหอกเพลิงของต้าซ่งใช้หอกเพลิงพ่นไฟใส่ข้าศึก ก่อนการรบระยะประชิดเริ่มขึ้น ด้วยประสิทธิภาพของอาวุธและเสื้อเกราะที่ใกล้เคียงกันทำให้การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด ทว่า ทัพซาราเซนนั้นเสียขวัญจากการโจมตีด้วยไฟและระเบิด ทำให้นักรบบางเผ่าที่เกณฑ์มา เริ่มหนี ขณะที่ม้าก็ตื่นเสียงระเบิด จนไม่สามารถควบคุมได้ ในที่สุด ทัพซ่งก็รุกไล่พวกซาราเซนออกจากเนินเขา

เมื่อสุลต่านซาลาดินพบว่า กองทัพของพระองค์กำลังเพลี่ยงพล้ำ เช่นเดียวกับเมื่อครั้งการรบที่มองกิสซาร์ด พระองค์จึงสั่งการให้ถอยทัพ เพื่อรักษาชีวิตทหาร จากนั้นทัพซาราเซนก็ถอยออกไปจากท้องทุ่งแห่งนั้น ขณะเดียวกัน งักฮุยก็ไม่ได้สั่งให้ทหารออกติดตามกวาดล้าง เนื่องจากมีเป้าหมายเพียงขับไล่ฝ่ายตรงข้ามออกจากพื้นที่เท่านั้น

กล่าวโดยรวม ในด้านการบัญชาการทัพ และความสามารถในการทำสงคราม ทั้งสุลต่านซาลาดินและจอมทัพงักฮุยถือว่าใกล้เคียงกัน  โดยทั้งสองสามารถสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวให้กองทัพได้ และสามารถตัดสินได้เด็ดขาดในสถานการณ์วิกฤต อย่างไรก็ตาม กองทัพซาราเซนนั้น มาจากหลายชนเผ่าและหลายพื้นที่ทั้งในอาฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง ซึ่งแม้จะเป็นมุสลิมเหมือนกัน แต่ก็ต่างกันในหลายด้าน ขณะที่กองทัพงักฮุยเป็นชาวจีนฮั่นแทบทั้งหมด ทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากกว่าและง่ายต่อการบังคับบัญชา นอกจากนี้ การที่กองทัพซ่งมีปืนใหญ่และระเบิดใช้อย่างแพร่หลาย ในขณะที่พวกซาราเซนยังไม่คุ้นเคยกับอาวุธเหล่านี้ ทำให้กลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำทัพซ่งของจอมทัพงักฮุยได้ชัยชนะในการรบ

สรุป ผลจอมทัพงักฮุยเป็นฝ่ายชนะ

ปล. นี่เป็นข้อสรุปที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ของผู้เขียน หากนักอ่านท่านใดมีความเห็นแตกต่างออกไป ทางผู้เขียนยินดีน้อมรับและขอเชิญมาอภิปรายได้ครับ

Related posts:

4 thoughts on “คู่ศึกสะท้านโลก จอมทัพงักฮุย ปะทะ สุลต่านซาลาดิน

  • มีนาคม 11, 2017 at 11:58 pm
    Permalink

    ขอรีเควสครับ อยากเห็นการจับคู่ระหว่าง
    เฟอเดอริกมหาราชแห่งปรัสเซีย vs ชาห์นาเดอร์ แห่งเปอร์เซีย

    Reply
  • มีนาคม 14, 2017 at 12:33 pm
    Permalink

    เห็นด้วยกับผลการรบ ปัจจัยสำคัญน่าจะมาจากการใจทหารและวินัยกองทัพ ไม่ใช่ว่าทางซาราดินไม่มีนะ เพียงแต่ทางฝั่งงักฮุยทำได้ดีกว่า

    Reply
  • มิถุนายน 14, 2017 at 11:54 am
    Permalink

    ผลจะเปลี่ยนไปทันทีหากซาลาดินใช้แผนให้คนไปติดสินบนฉินฮุ่ย

    Reply
    • มิถุนายน 16, 2017 at 7:27 pm
      Permalink

      แบบนั้น งักฮุยคงแพ้ตั้งแต่ก่อนรบล่ะครับ55

      Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*