กำเนิดมนุษย์และเส้นทางสู่อารยธรรม

     ปลายยุคเพอร์เมียน (Permien) ยุคสุดท้ายของมหายุคพาลีโอโซอิก (Paleozoic) เมื่อ 250 ล้านปีก่อน สัตว์เลื้อยคลานกึ่งเลี้ยงลูกด้วยนมได้วิวัฒนาการควบคู่กับสัตว์เลื้อยคลานที่เป็นบรรพบุรุษของไดโนเสาร์ จนเข้าสู่ มหายุคเมโสโซอิก (Mesozoic) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ที่ไดโนเสาร์ครองโลก อันประกอบด้วยยุคไทรแอสสิก (Triassic) จูราสสิก (Jurassic) และครีตาเชียส (Cretaceous) พวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมออกลูกเป็นไข่ หรือโมโนทรีม (Monotreme) ก็วิวัฒนาการขึ้น ในช่วงแรกของยุคไทรแอสสิก ซึ่งเป็นยุคแรกของมหายุคเมโสโซอิก

      ต่อมาในยุคที่สองคือ ยุคจูราสสิก พวกโมโนทรีมกลุ่มหนึ่งได้วิวัฒนาการเป็นพวกมีกระเป๋าหน้าท้องหรือมาซูเพียล (Marsupial) และสุดท้าย พวกมาซูเพียลกลุ่มหนึ่งก็ได้วิวัฒนาการเป็นพวกเลี้ยงลูกด้วยนมที่มีรกหรือพลาเซนทัล (placental) ในช่วงต้นยุคครีตาเชียสซึ่งเป็นยุคสุดท้ายของมหายุคเมโสโซอิก

ไพรเมตดึกดำบรรพ์ ปรากฏขึ้น หลังไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปแล้ว

     ในยุคครีตาเชียส พวกพลาเซนทัลกลุ่มหนึ่งได้วิวัฒนาการไปอาศัยบนต้นไม้คล้ายกับกระแตในปัจจุบัน สัตว์กลุ่มนี้คือ บรรพบุรุษของไพรเมต (Primate) หรือสัตว์ตระกูลลิงรุ่นแรก ซึ่งหลังจากไดโนเสาร์ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดต่างๆก็ได้มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง  รวมทั้งสัตว์กลุ่มนี้ด้วย โดยพวกมันได้กลายเป็นลีเมอร์ ลิงลม และลิงชนิดต่างๆ กระทั่งเมื่อราวสามสิบล้านปีก่อน ได้ปรากฏพวกลิงหางสั้นขึ้นในแถบเอเชียและอาฟริกา จากนั้น เมื่อราวยี่สิล้านปีก่อน ลิงหางสั้นได้วิวัฒนาการกลายเป็นลิงไร้หาง (Ape) หลายสายพันธุ์ ที่อาศัยอยู่ทั่วไปในอาฟริกาและเอเชีย

ลิงไร้หางยุคแรก อาศัยอยู่ในป่าทึบของอาฟริกาตะวันออก

     สิบสี่ล้านปีก่อน ลิงไร้หางกลุ่มหนึ่งในอาฟริกาได้วิวัฒนาการเป็น รามาพิธิเธคัส (Ramapithecus)  ที่อาจจะเดินสองขาได้ในระยะสั้นๆ อันเป็นบรรพบุรุษของพวกมนุษย์วานร ในเวลานั้น ส่วนใหญ่ของทวีปอาฟริกาปกคลุมด้วยป่าดงดิบ จนกระทั่งเมื่อสิบล้านปีก่อน สภาพอากาศเริ่มเย็นลง ป่าดงดิบในอาฟริกาตะวันออกอันเป็นถิ่นอาศัยของพวกลิงไร้หาง เริ่มหายไป พร้อมกับการปรากฏของพืชชนิดใหม่ คือ หญ้า อันเป็นจุดเริ่มต้นวิวัฒนาการของสัตว์กีบกินพืชอย่าง วัว กวาง ม้า

รามาพิธิเธคัส (Ramapithecus)

    หลายล้านปีต่อมา รามาพิธิคัสกลุ่มหนึ่งได้วิวัฒนาการจนเป็นจุดเริ่มของสายตระกูลโฮโม หรือ พวกโฮมินิดส์ (Hominids) เมื่อราวห้าล้านปี โดยโฮมินิดส์ยุคแรกสุด คือ  ออสตราโลพิธิคัส (Australopithecus) อันเป็นมนุษย์วานรที่สามารถเดินตัวตรงได้ โครงสร้างคล้ายมนุษย์ แต่มีส่วนสูงไม่เกิน 130 เซนติเมตร ใบหน้าคล้ายลิง และยังมีขนตามตัว พวกออสตราโลพิธิคัสยังคงอาศัยอยู่ในป่าดงดิบเช่นเดียวกับพวกรามาพิธิคัสที่สูญพันธุ์ไปแล้ว จนเมื่อสี่ล้านปีก่อนที่อาฟริกาตะวันออกเปลี่ยนจากดงดิบกลายเป็นทุ่งหญ้าเช่นทุกวันนี้ พวกออสตราโลพิธิคัสต้องปรับตัวในการใช้ชีวิตในทุ่งหญ้าโดยการยืนและเดินด้วยสองขาหลังมากขึ้น เพื่อให้สามารถมองเห็นได้ไกลพ้นยอดหญ้า อันจะช่วยให้สามารถระวังภัยจากสัตว์นักล่าอย่างพวกแมวยักษ์ดึกดำบรรพ์ เช่น ไดโนเฟลิส (dinofelis) ที่คล้ายเสือดาว และ พวกเสือเขี้ยวดาบ

ไดโนเฟลิสโจมตีพวกออสตราโลพิธิคัส อาฟาเรนซิส

      การเดินสองขาทำให้มือว่างและถูกใช้งานมากขึ้น เช่น หยิบจับสิ่งของตลอดจนถึงทำเครื่องไม้ง่ายๆ เช่น หักกิ่งไม้เล็กๆ สำหรับจับแมลง หยิบหินขว้างใส่ศัตรู การใช้มือบ่อยๆ ทำให้สมองพัฒนาและมีขนาดใหญ่ขึ้น ทว่าการมีสมองใหญ่จะส่งผลให้ทารกมีกะโหลกโตเกินกว่าจะคลอดออกมาได้ ทำให้แม่และลูกตายระหว่างคลอด จึงทำให้ออสตราโลพิธิคัสต้องให้กำเนิดลูกที่ยังมีสมองพัฒนาไม่เต็มที่ เพื่อไม่ให้หัวกะโหลกโตเกินไป โดยสมองของออสตราโลพิธิคัสจะพัฒนาเต็มที่เมื่ออายุได้ราวสองปี ทว่าสิ่งที่ตามมาคือ ทำให้ลูกแรกเกิดไม่อาจช่วยตัวเองได้เลย และทำให้ตัวแม่แทบไม่อาจเลี้ยงลูกเพียงลำพังให้อยู่รอดได้ ส่งผลให้พวกออสตราโลพิธิคัส ต้องสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อช่วยกันดูแลลูกแรกเกิด อันจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาระบบครอบครัวขยายที่ประกอบด้วยพ่อแม่พี่ป้าน้าอาในโฮมินิดส์รุ่นต่อมา จนถึงมนุษย์ยุคปัจจุบัน

ออสตราโลพิธิคัส บัวซิไอ

     สภาพชีวิตในทุ่งหญ้า มีอาหารจำพวกเมล็ดพืชและผลไม้ อยู่น้อย ทำให้พวกออสตราโลพิธิคัสรุ่นต่อมาบางพวก วิวัฒนาการให้มีกรามใหญ่และฟันแข็งแรง เพื่อกินหญ้าและพืชเนื้อแข้งได้ เช่นพวก บัวซิไอ ขณะที่บางชนิดอย่างพวก อาฟาเรนซิส ได้หันมายังชีพด้วยอาหารจำพวกโปรตีนจากแมลงและสัตว์เลื้อยคลานมากขึ้น

     ออสตราโลพิธิคัสชนิดต่างๆ ได้แพร่กระจายทั่วอาฟริกาตะวันออก จนกระทั่งเมื่อสองล้านห้าแสนปีก่อน พวกออสตราโลพิธิคัส อาฟาเรนซิส กลุ่มหนึ่งได้วิวัฒนาการเป็น โฮโม ฮาบิลิส (Homo Habilis) และโฮโม รูดอฟเฟนซิส ซึ่งทั้งสองชนิด มีสมองใหญ่กว่าและมีทักษะการใช้มือเหนือกว่าอาฟาเรนซิส  โดยโฮโมทั้งสองชนิด ใช้ชีวิตร่วมกับออสตราโลพิธิคัสนานกว่าหนึ่งล้านปี ก่อนที่พวกออสตราโลพิธิคัสจะสูญพันธุ์ไป

โฮโม ฮาบิลิส

     แม้โฮโมทั้งสองจะคล้ายคลึงกัน ทว่า ฮาบิลิส จะกินอาหารพวกโปรตีน มากกว่า รูดอฟ เฟนซิส และมีทักษะการใช้มือที่ดีกว่า โดยสามารถทำเครื่องมือหินหยาบๆ อย่างขวานมือ สำหรับเถือเนื้อและทุบกระดูก เพื่อกินไขกระดูกได้ เนื่องจากโฮโม ฮาบิลิส ยังไม่มีเทคนิคในการล่าสัตว์ใหญ่ และน่าจะกินซากที่เหลือจากสัตว์กินเนื้ออื่นๆ ซึ่งบ่อยครั้งที่ซากแทบไม่เหลือเนื้ออยู่ จึงต้องทุบกระดูกเพื่อกินไขแทน แต่ในไขกระดูกมีสารอาหารอยู่มาก จึงส่งผลให้สมองมีพัฒนาการมากขึ้นและร่างกายแข็งแกร่งขึ้น

     โฮโมทั้งสองชนิดได้วิวัฒนาการก่อเกิดสายพันธุ์มนุษย์วานรอีกหลายกลุ่ม จนเมื่อหนึ่งล้านปีก่อน เชื้อสายของฮาบิลิสกลุ่มหนึ่งได้วิวัฒนาการเป็นโฮโม เออกัสเตอร์ (Homo Ergaster) ที่เดินตัวตรงและมีรูปร่างใกล้เคียงมนุษย์ปัจจุบัน ทั้งยังมีขนตามตัวน้อยลง แต่ยังมีใบหน้ากึ่งลิงกึ่งคน  ซึ่งพวกโฮโม เออร์กัสเตอร์ ได้สร้างเครื่องมือหินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและน่าจะล่าสัตว์ขนาดเล็กได้

โฮโม เออกัสเตอร์ (Homo Ergaster)

     โฮโม เออกัสเตอร์ได้วิวัฒนาการสายพันธุ์ต่างๆ ในขณะที่รูดอฟเฟนซิสและฮาบิลิสได้ทยอยสูญพันธุ์ไป จากนั้น ราวแปดแสนปีก่อน เชื้อสายของเออร์กัสเตอร์กลุ่มหนึ่งก็ได้วิวัฒนาการเป็น โฮโม อิเร็กตัส (Homo Erectus) มนุษย์วานรที่มีวิวัฒนาการสูงสุด โดยมีลักษณะกายภาพใกล้เคียงกับมนุษย์ปัจจุบัน ทั้งยังสามารถประดิษฐ์เครื่องมือหินที่ซับซ้อน เช่น ขวานหิน หอกหิน และมีดหิน รู้จักการนำเอาหนังสัตว์มาห่มคลุมตัว ที่สำคัญ พวกอีเร็กตัสยังเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่ใช้ประโยชน์จากไฟ แม้จะยังไม่ปรากฏว่าพวกเขาสามารถก่อไฟได้ก็ตาม โดยพวกอีเร็กตัสน่าจะเก็บถ่านไฟที่เกิดจากไฟป่าหรือฟ้าผ่าเอาไว้ และเลี้ยงไฟด้วยเศษไม้ เพื่อไว้ใช้งานต่างๆ ทั้งให้ความอบอุ่น ป้องกันสัตว์ร้าย รวมทั้งพวกเขายังใช้ไฟปรุงอาหารให้สุก ทำให้ทานได้ง่ายขึ้นด้วย

โฮโม อิเร็กตัสใช้ไฟและหอก ล่าช้างงาตรง ในยุโรป

     โลกของมนุษย์ดึกดำบรรพ์เต็มไปด้วยอันตรายจากสัตว์นักล่า ซึ่งตลอดเวลาของวิวัฒนาการ มนุษย์วานรต้องตกเป็นเหยื่อของนักล่าโดยเฉพาะพวกแมวยักษ์ชนิดต่างๆ เช่น หลักฐานกะโหลกศีรษะโฮโมรุ่นแรกๆที่มีรอยกัดของเสือและสิงโต ทว่าการใช้ไฟและอาวุธที่ทำจากหิน ทำให้มนุษย์วานรสามารถต่อกรกับสัตว์นักล่าและสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับชุมชนของพวกเขาและสามารถออกเดินทางไปยังดินแดนใหม่ๆ ได้ โดยขณะที่มนุษย์วานรรุ่นก่อนๆได้สูญพันธุ์ไป พวกโฮโม อิเร็กตัส ก็ได้ประสบความสำเร็จในการขยายเผ่าพันธุ์ จนแพร่กระจายออกจากทวีปอาฟริกาเข้าสู่ทวีปเอเชีย และมีสายพันธุ์หลากหลาย เช่น มนุษย์ปักกิ่ง มนุษย์ชวา 

ไฮเดลเบอร์เกนซิสล่ากวางยักษ์เมกะโลเซรอส

     ราวห้าแสนปีก่อน  ทวีปยุโรปมีสภาพอากาศที่อบอุ่นกว่าในปัจจุบัน พื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยป่าและทุ่งหญ้าเขตร้อน กลายเป็นถิ่นอาศัยที่เหมาะสมของพวกอิเร็คตัส และลูกหลานของอิเร็คตัสกลุ่มหนึ่ง ก็ได้วิวัฒนาการเป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่เรียกว่าโฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส ต่อมา เมื่อสภาพอากาศในยุโรปหนาวเย็นลง ไฮเดลเบอร์เกนซิสกลุ่มหนึ่งจึงอพยพลงใต้ไปเรื่อยๆจนออกจากยุโรปกลับสู่ทวีปอาฟริกา ส่วนพวกที่ยังอยู่ในยุโรปได้ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่หนาวเย็น โดยวิวัฒนาการให้มีรูปร่างเตี้ยล่ำ จมูกโตเพื่อกรองอากาศอุ่น กระดูกใหญ่เพื่อรับมวลกล้ามเนื้อสำหรับสะสมไขมันสร้างความอบอุ่นในร่างกาย ซึ่งมนุษย์ที่เกิดขึ้นใหม่ในยุโรปนี้คือ มนุษย์นีแอนเดอธัล ซึ่งปรากฏขึ้นเมื่อราวสามแสนปีก่อน

นีแอนเดอธัล สังหารแรดขนยาว

     ขณะที่มนุษย์นีแอนเดอธัลได้ขยายเผ่าพันธุ์กระจายทั่วทวีปยุโรปและอาจจะบางส่วนของเอเชีย ในทวีปอาฟริกา พวกไฮเดลเบอร์เกนซิสที่อพยพเข้ามาก็ได้ วิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อราวสองแสนกว่าปีก่อน ก็ได้เกิดเป็น มนุษย์สายพันธุ์ปัจจุบัน หรือ โฮโมเซเปียน เซเปียน (Homo Sepien Sepien)

     มนุษย์รุ่นแรกมีโครงร่างเล็กบอบบาง เมื่อเทียบกับพวกอิเร็คตัส หรือ นีแอนเดอธัล นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า สีผิวของพวกเขาน่าจะเข้มคล้ำ ตามแบบสิ่งมีชีวิตในเขตร้อน โดยรูปร่างหน้าตาของโฮโม เซเปียน เซเปียนรุ่นแรกน่าจะคล้ายกับชนพื้นเมืองในอาฟริกาทุกวันนี้ ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงสีผิว เส้นผม และขนาดรูปร่างไปตามสภาพแวดล้อมที่แต่ละกลุ่มอพยพย้ายไป ในภายหลัง

โฮโม เซเปียน ยุคแรก เข้าโจมตีควายป่ายักษ์เขายาว

     อย่างไรก็ตาม อาฟริกาไม่ใช่สวรรค์สำหรับ โฮโมเซเปียน กลุ่มแรก โดยหลังจากพวกโฮโมเซเปียน กำเนิดขึ้นได้ราวหนึ่งแสนปี ความแห้งแล้งได้แผ่กระจายทั่วอาฟริกาภาคตะวันออก กลาง และใต้ ทำให้พวกโฮโม เซเปียน ล้มตายด้วยความอดอยาก เหลือเพียงผู้รอดชีวิตกลุ่มเล็กๆ ที่รวมตัวกันใกล้ชายฝั่งตอนใต้ของทวีปอาฟริกา ความแห้งแล้งได้บ่มเพาะความสามารถในการเอาตัวรอดให้กับมนุษย์ยุคแรก จนเมื่อความแห้งแล้งสิ้นสุดลง และมนุษย์เริ่มมีจำนวนมากขึ้นพวกเขาบางส่วนได้อพยพโยกย้ายถิ่นขึ้นเหนือมาเรื่อยๆ จนกลับเข้าสู่ทวีปยุโรป เมื่อราวหกหมื่นปีก่อน และพบการท้าทายยิ่งใหญ่ครั้งสุดท้ายจากธรรมชาติ ในยุคที่ความหนาวเย็นปกคลุมทั่วยุโรปและเอเชีย อันเป็นช่วงเวลาของยุคน้ำแข็งสุดท้าย

มนุษย์โครมันยองสังหารแมมมอธที่ติดธารน้ำแข็ง

     ไม่มีหลักฐานชัดเจนของการแข่งขันระหว่างโฮโม เซเปียน กับเจ้าถิ่นเดิมอย่างนีแอนเดอธัล อย่างไรก็ตาม ทักษะที่สั่งสมจากอาฟริกา ได้ทำให้โฮโม เซเปียน ในยุโรป ซึ่งถูกเรียกว่า มนุษย์โครมันยอง สามารถเอาตัวรอดได้ดี พวกโครมันยองทำอาวุธ เช่น ขวานและหอกจากหิน ที่มีคุณภาพสูงกว่าเดิม ทำให้ล่าสัตว์ใหญ่อย่างแมมมอธ ไบซันและแรดขนยาวได้ ทั้งยังใช้อาวุธและไฟ ต่อสู้กับสัตว์ดุร้ายอย่างสิงโตถ้ำและหมีถ้ำ พวกเขาทำเข็มเย็บผ้าจากเขาสัตว์และตัดเย็บชุดหนังสัตว์เพื่อใช้นุ่งห่มป้องกันความหนาวเย็น สร้างกระโจมจากหนังและกระดูกสัตว์ ทำแหจับปลาจากเถาวัลย์ และใช้สมุนไพรต่างๆ รวมถึงนำสุนัขป่ามาเลี้ยงไว้ช่วยล่าสัตว์ และที่โดดเด่นคือ การสร้างงานศิลปะในรูปแบบภาพวาดบนผนังถ้ำ เช่น ที่ถ้ำลาโคสต์ ในฝรั่งเศส หรือการแกะสลักงาช้างเป็นลูกปัดและรูปต่างๆ ในขณะที่มนุษย์นีแอนเดอธัลมีพัฒนาการในด้านเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องนุ่งห่มน้อยกว่า

พวกโครมันยอวาดภาพบนผนังถ้ำ

     ไม่นาน พวกโครมันยองก็เพิ่มจำนวนและกระจายไปทั่วยุโรปและเอเชีย รวมถึงบางส่วนที่ข้ามทะเลไปยังออสเตรเลีย โดยใช้เรือที่สร้างอย่างหยาบๆ ขณะที่นีแอนเดอธัลลดจำนวนลง จนเมื่อสามหมื่นปีก่อน มนุษย์นีแอนเดอธัลก็หายสาบสูญไป คงเหลือมนุษย์เพียงสายพันธุ์เดียว คือ โฮโมเซเปียน อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์คิดว่า โฮโม เซเปียน และนีแอนเดอธัล น่าจะเคยผสมข้ามสายพันธุ์กันและยังคงมียีนส์ของพวกนีแอนเดอธัลปะปนอยู่ในมนุษย์ยุคปัจจุบัน

มนุษย์โครวิสปกป้องม้าลายอเมริกันที่ล่าได้ จากแร้งยักษ์ เทอราทอน

     เมื่อ 13,000 ปีก่อน มนุษย์ได้อพยพข้ามสะพานแผ่นดินเบริง จากเอเชียเข้าไปในอเมริกาเหนือและกระจายตัวข้ามไปจนถึงอเมริกาใต้ โดยถูกเรียกว่า พวกโครวิส (Crovis) โดยเรียกจากลักษณะอาวุธของพวกเขาที่ทำจากหินแก้วภูเขาไฟ ซึ่งพวกโครวิสได้กลายเป็นต้นตระกูลของชนพื้นเมืองในอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ นอกจากนี้ ชนพื้นเมืองโบราณของทวีปอเมริกา ยังได้ประดิษฐ์บูมเมอแรงสำหรับใช้ล่าสัตว์ เป็นกลุ่มแรกของโลกด้วย

ธนูเป็นอาวุธใหม่ของกลุ่มนักล่าสัตว์ยุคหินใหม่  ในยุโรป อเมริกาและเอเชีย

     ราวหนึ่งหมื่นสองพันปีก่อน หลังยุคน้ำแข็งสิ้นสุดลง โลกอบอุ่นขึ้น ป่าไม้เขตหนาวและอบอุ่นเข้ามาแทนที่ทุ่งสเตปป์ สัตว์ขนาดยักษ์อย่างแมมมอธ แรดขนยาว สิงโตถ้ำเริ่มสูญพันธุ์ไปจากหลายพื้นที่ มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในยุโรป เอเชียและอเมริกายังคงอยู่ในวัฒนธรรมเร่ร่อนล่าสัตว์ โดยมีมนุษย์กลุ่มหนึ่งได้เข้าไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนพระจันทร์เสี้ยว คือ พื้นที่ตั้งแต่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ไปจนถึงดินแดนเมโสโปเตเมียในลุ่มแม่น้ำไทกริส ยูเฟรติส 

     สภาพอากาศที่อบอุ่นและผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ส่งผลให้ธัญพืชนานาชนิดงอกงามและเป็นอาหารให้มนุษย์ได้เก็บกิน ประกอบกับพื้นที่ดังกล่าว มีสัตว์นักล่าขนาดใหญ่ไม่มาก และมีสัตว์กินพืชขนาดกลางเช่นแพะป่า แกะป่า หมูป่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งอาศัยที่เหมาะสมของมนุษย์

บ้านของชาวนาในยุคแรก

      การยังชีพในดินแดนพระจันทร์เสี้ยวที่อุดมสมบูรณ์ทำให้มนุษย์เริ่มลงหลักปักฐาน ขณะที่ดินแดนส่วนอื่นยังคงเป็นสังคมเร่ร่อนล่าสัตว์และหาของป่า การอยู่กับที่ ทำให้มีเวลาพัฒนาเทคโนโลยี จนเมื่อราว 11,000 – 8,000 ปีก่อน มนุษย์ในเมโสโปเตเมียได้ค้นพบเทคนิคการไถหว่านและเพาะปลูก รวมทั้งการนำสัตว์ป่ามาเลี้ยงเป็นปศุสัตว์ จากนั้นเมื่อ 8,000 –  6,000 ปีก่อน เริ่มมีการติดต่อกับดินแดนรอบนอกและการทำกสิกรรมกับปศุสัตว์ได้แพร่เข้าสู่ยุโรปตะวันออก โดยเริ่มที่ตุรกี และมีการปลูกฝ้ายเพื่อนำมาทอผ้า หมู่บ้านขยายตัว มีการติดต่อแลกเปลี่ยนค้าขายกัน และในช่วง 6,000 – 4,000 ปีก่อน ก็ได้มีการประดิษฐ์แกนหมุนสำหรับทำเครื่องปั้นดินเผาและมีการทำโลหะสำริด รวมทั้งมีการเริ่มสร้างเมืองขึ้นเป็นครั้งแรกในเมโสโปเตเมีย

ชุมชนกสิกรรมขนาดใหญ่ในเขตดินแดนพระจันทร์เสี้ยว

     จนกระทั่งเมื่อราว 4,000 ปีก่อน ชาวสุเมเรียแห่งเมโสโปเตเมียก็ได้ประดิษฐ์อักษรลิ่มหรือ คูนิฟอร์ม (cuneiform) ซึ่งเป็นอักษรแบบแรกของมนุษย์ ก่อนที่ชาวอียิปต์แห่งลุ่มน้ำไนล์จะประดิษฐ์อักษรภาพหรือเฮียโรกริฟฟิค (Hieroglyphics) ตามมาในเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งแม้ในช่วงเวลาดังกล่าว มนุษย์ในดินแดนส่วนใหญ่ของโลกยังคงอยู่ในสังคมกสิกรรมยุคแรก หรือ สังคมล่าสัตว์ แต่กระนั้น แสงแห่งอารยธรรมของมนุษยชาติก็ได้ส่องสว่างแล้ว

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*