ไซมอน โบลิวาร์ กับเอกราชแห่งอเมริกาใต้

ในศตวรรษที่ 16 ดินแดนส่วนใหญ่ของอเมริกาใต้ตกเป็นอาณานิคมของสเปน ยกเว้นบราซิลที่ตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส และดินแดนย่อย ๆ บางส่วนที่ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์

ชาติยุโรปเหล่านี้ มุ่งหวังจะกอบโกยผลประโยชน์จากโลกใหม่ ซึ่งนอกจากอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอย่างแร่เงินและทองคำแล้ว ยังมีพื้นที่กว้างใหญ่สำหรับทำการเกษตร โดยเจ้าอาณานิคมได้ใช้แผ่นดินนี้ ทำไร่กาแฟ ฝ้าย และอ้อย พร้อมกับจับชาวพื้นเมืองจำนวนมากมาเป็นทาส ต่อมาเมื่อพบว่าชาวพื้นเมืองไม่ทนทานต่อการใช้แรงงานและล้มตายไปเป็นอันมากจนร่อยหรอลง จึงนำทาสผิวดำจากอาฟริกา มาใช้เป็นแรงงานแทน

Colonization_of_the_Americas

สเปนซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกาใต้ได้สร้างเมืองขึ้นหลายแห่งเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการปกครองและแบ่งดินแดนอาณานิคมเป็นเขตปกครองต่าง ๆ โดยมีอุปราช (Viceroy) เป็นผู้ดูแล แม้ว่าสเปนจะนำความเจริญมาสู่ดินแดนอาณานิคม ทว่าก็ได้สร้างความแตกแยกขึ้นในหมู่พลเมือง โดยสเปนได้แบ่งประชากรในอาณานิคมออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ได้

พวกเพนนินซูลาเรส ซึ่งเป็นพลเมืองเชื้อสายสเปนที่เกิดในสเปนและเดินทางมาตั้งรกรากในอเมริกาใต้ โดยพวกนี้จะถือเป็นชนชั้นสูงสุดในสังคม มีสิทธิในการถือครองที่ดินขนาดใหญ่ ได้รับตำแหน่งสำคัญทางราชการ

พวกครีโอล เป็นพลเมืองเชื้อสายสเปนที่มีพ่อแม่เป็นชาวสเปน แต่ถือกำเนิดในอเมริกาใต้ ซึ่งแม้พวกจะเหมือนกับพวกเพนนินซุลาเรสทุกอย่าง แต่กลับถูกจำกัดสิทธิ์หลายประการ โดยไม่มีสิทธิ์ในการเข้ารับราชการในตำแหน่งสำคัญ ๆ  รวมถึงสิทธิ์ในการเข้าครองที่ดินขนาดใหญ่

พวกเมสติโซ่ เป็นพวกลูกครึ่งสเปนกับชนพื้นเมือง พวกนี้ถูกเหยียดหยามและดูถูกจากพวกเชื้อสายสเปนและไม่มีสิทธิ์ใดๆทางสังคม ยกเว้นการทำงานใช้แรงงานหรืองานในตำแหน่งระดับล่าง ๆ

พวกชนพื้นเมืองอเมริกัน เป็นพลเมืองเดิมของอเมริกาใต้แต่ถูกกดขี่ ทารุณจากชนผิวขาวมาโดยตลอด สิ่งที่ชนกลุ่มนี้ใฝ่ฝันคือการได้ดินแดนเดิมของตนกลับคืนมา

พวกนิโกร เป็นแรงงานทาสที่ถูกนำมาจากอาฟริกาและมักคิดเสมอว่าอเมริกาใต้ไม่ใช่ดินแดนของพวกตน

สภาพดังกล่าว ทำให้ อเมริกาใต้ เต็มไปด้วยผู้คนจากหลายเชื้อชาติ ทว่าส่วนใหญ่ขาดสิทธิและเสรีภาพ ที่ยิ่งร้ายไปกว่านั้น คือ ดินแดนอาณานิคม ไม่สามารถทำการค้ากับใคร นอกจาก ประเทศเจ้าอาณานิคม ซึ่งส่งผลให้พวกเขาถูกจำกัดวงเงินที่สามารถหาได้จากการส่งสินค้าออก

Toussaint_Louverture

ทุสแซง ลูแวร์ตู

ปัญหาเหล่านี้ ทำให้ชาวอมริกาใต้ เริ่มคิดถึงการรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และมีความรู้สึกว่าพวกตน คือ ชนชาติหนึ่งที่ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพ และแล้ว ความหวังก็เรืองรองขึ้น เมื่อได้เห็นตัวอย่างความสำเร็จจากการต่อสู้ของ ทุสแซง ลูแวร์ตู (Toussaint L Ouveture 1746-1803) บุคคลที่เคยเป็นทาสมาก่อน แต่ต่อมาได้นำคนต่อสู้กับฝรั่งเศส บนเกาะไฮติ ในทะเลแคริเบียน จนได้รับชัยชนะและไฮติได้เอกราช ในปี ค.ศ.1804 

ในช่วงเดียวกัน อำนาจของ สเปน และ โปรตุเกส ที่เริ่มเสื่อมลง จนในที่สุด ในปี 1807 นโปเลียน โบนาปาร์ต จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งฝรั่งเศส  ได้บุกเข้ายึดครองโปรตุเกสและในปีต่อมา ก็ทรงกำจัด กษัตริย์แห่ง สเปน คือ เฟอร์ดินานด์ ที่ 7 พร้อมกับสถาปนาพี่ชายของพระองค์คือ โจเซฟ โบนาปาร์ต ขึ้นเป็นกษัตริย์แทน

หลังจากโปรตุเกสพ่ายแพ้ต่อฝรั่งเศส กษัตริย์จอห์นของโปรตุเกสเสด็จลี้ภัยมายังบราซิล และเมื่อฝรั่งเศสหมดอำนาจลง พระองค์ก็เสด็จกลับ ในปี ค.ศ.1821 และทรงให้พระโอรสคือเจ้าชายเปโดร ปกครองบราซิล ทว่าในปี ค.ศ.1822 เจ้าชายเปโดรได้ประกาศอิสรภาพให้บราซิลและขึ้นเป็นจักรพรรดิเปโดรที่ 1 แห่งบราซิล ทำให้บราซิลพ้นจากการเป็นอาณานิคม

pedro1

จักรพรรดิเปโดรที่ 1 แห่งบราซิล

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับอาณานิคมสเปนนั้นแตกต่างกัน โดยชาวอาณานิคมสเปนต้องทำสงครามนองเลือดเพื่อจะได้มาซึ่งอิสรภาพที่ใฝฝัน มีผู้นำหลายคนที่ลุกขึ้นสู้เพื่อปลดแอกจากเจ้าอาณานิคมและหนึ่งในผู้นำคนสำคัญเหล่านั้น ก็คือ ไซมอน โบลิวาร์Simon_Bolivar

ไซมอน โบลิวาร์

ไซมอน โบลิวาร์ เป็นชนชั้นครีโอล เขาเกิดเมื่อ 24 กรกฎาคม  ค.ศ. 1783 ที่กรุงคาราคัส ในเวเนซูเอลา บิดามารดาเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเยาว์วัย โดยทิ้งมรดกให้เป็นจำนวนมาก เขาเดินทางไปใช้ชีวิตในยุโรปนานหลายปีในวัยหนุ่ม  ก่อนกลับมายังดินแดนบ้านเกิดและเข้ารับราชการในกองทัพ  ระหว่างอยู่ในยุโรป โบลิวาร์ ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของ ฌอง จาร์ค รุสโซ นักคิดคนสำคัญของฝรั่งเศส ในเรื่อง เสรีภาพ ทำให้เขามีความคิดต่อต้านพวกสเปน เพราะการปกครองที่กดขี่ทางชนชั้นและเชื้อชาติ โดยเขามีความคิดว่าดินแดนอเมริกาใต้ควรเป็นของชาวอเมริกาใต้ มิใช่ของสเปน

carabobo1_0

กองทัพปฏิวัติของโบลิวาร์

ในปี ค.ศ. 1810 โบลิวาร์เดินทางมายังเวเนซูเอลา และเข้าร่วมกับผู้รักชาติจำนวนมากทำสงครามกับสเปนจนปลดปล่อยกรุงคาราคัส รวมทั้งประกาศอิสรภาพของดินแดนเวเนซูเอลาจากการเป็นอาณานิคมของสเปนได้สำเร็จ แต่สงครามยังดำเนินอยู่ โบลิวาร์เดินทางไปอังกฤษเพื่อขอความสนับสนุน แต่อังกฤษให้แต่เพียงความเห็นใจ โดยไม่ได้ช่วยเหลืออะไร เขาจึงกลับมาเวเนซูเอลา และทำสงครามกับสเปนที่มายึดคาราคัสกลับคืนไป ต่อมา ในปี ค.ศ. 1813 กองทัพปฏิวัติจึงยึดคาราคัสมาจากสเปนได้อีกครั้ง

ต่อมา กองทัพสเปนได้รุกกลับและผลักดันกองทัพของโบลิวาร์ ให้ล่าถอยไปยังนิวเกรนาดา หรือโคลัมเบียในปัจจุบัน ซึ่งขณะนั้นกำลังทำสงครามกับสเปนด้วยเช่นกัน โบลิวาร์นำทัพปฏิวัติเข้ายึดกรุงโบโกต้าได้ในปี 1814 แต่ก็ถูกสเปนตีโต้ เพราะกองทัพของเขาเป็นเพียงชาวพื้นเมืองที่ปราศจากอาวุธทันสมัยและการสนับสนุนที่ดีพอ โบลิวาร์จึงพ่ายแพ้อีกครั้ง และล่าถอยไปจาไมก้า แต่เขาไม่ย่อท้อ โดยได้เข้าไปรวบรวมกำลังพลในไฮติแล้วยกพลขึ้นบกที่เวเนซูเอลาอีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1816

port

โบลิวาร์ยกพลขึ้นบกที่เวเนซูเอลา

กองทัพปฏิวัติได้บุกเข้ายึดแองกุสต้าได้สำเร็จ จากนั้นโบลิวาร์ได้นำทัพบุก นิวเกรนาดา อีกครั้ง และพิชิตชัยเหนือทัพสเปนที่เมืองโบยาร์ในปี ค.ศ. 1819 และประกาศอิสรภาพให้โคลัมเบีย ก่อนกลับมาแองกัสต้าและจัดประชุมสภาเพื่อก่อตั้งสาธารณรัฐกรันโคลัมเบีย ซึ่งประกอบด้วยดินแดนที่ปัจจุบัน คือ โคลัมเบีย ปานามา และ เวเนซูเอลา โดยโบลิวาร์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐแห่งนี้ เมื่อ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1819

หลังตั้งสาธารณรัฐแล้ว โบลิวาร์ ได้นำทัพเข้าพิชิตกองทัพสเปนที่เมืองคาราโบโบในเวเนซูเอลา  เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 1821 และนำทัพเข้าสู่ดินแดนที่ปัจจุบันคือ เอกวาดอร์ ก่อนผนวกรวมกับสาธารณรัฐกรันโคลัมเบีย

Independencia

กองทหารสเปนต่อสู้กับกองทหารปฏิวัติ

ในขณะที่โบลิวาร์ปลดปล่อยดินแดนต่างๆทางเหนือของทวีปอเมริกาใต้นั้น ทางตอนใต้ ก็มีนักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่ง นามว่า โคเซ เด ซันมาร์ติน กำลังทำสงครามกับสเปนเพื่อปลดปล่อยดินแดนทางใต้

ซัน มาร์ติน เป็นพวกครีโอล เหมือนโบลิวาร์ เขาเกิดในอาร์เจนตินา และไปเติบโตที่สเปน ก่อนกลับมารับราชการทหาร และเข้าร่วมขบวนการปฏิวัติในปี ค.ศ. 1812 โดยได้นำกองทัพปฏิวัติเข้าปลดปล่อยชิลีได้สำเร็จ จากนั้นได้ทำสงครามกับอุปราชสเปนที่กรุงลิมาในเปรู หลังจากยึดกรุงลิมาได้ กองทัพของซันมาร์ตินก็พบกับกองทัพของโบลิวาร์ที่ลงมาจากตอนเหนือ

นักปฏิวัติทั้งสองได้ร่วมเป็นพันธมิตรกัน ทว่าการที่โบลิวาร์มีฐานอำนาจแข็งแกร่งทางเหนือและแสดงออกอย่างชัดเจนที่จะเป็นแกนนำในการปลดปล่อยดินภาคใต้ที่เหลือ ทำให้ซัน มาร์ตินต้องยอมสละกรุงลิมาให้ฝ่ายของโบลิวาร์ จากนั้นเขาจึงนำทัพลงใต้และปลดปล่อยอาร์เจนตินาได้สำเร็จ 

Victory_at_Carabobo

โบลิวาร์จับมือเป็นพันธมิตรกับซาน มาร์ติน นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่แห่งเปรูและอาร์เจนตินา

ทางด้านโบลิวาร์  เขาได้นำทัพทำสงครามกับอุปราชสเปนที่ตั้งมั่นอยู่ทางเหนือของเปรูและได้ชัยชนะที่ โออาคูโช ในปี ค.ศ. 1824 อันเป็นการปิดฉากระบอบอาณานิคมในอเมริกาใต้ของสเปนลงโดยสิ้นเชิง ในปี ค.ศ. 1825 จากนั้นพื้นที่ตอนเหนือของเปรูได้กลายเป็นประเทศใหม่ คือ โบลิเวีย ซึ่งตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่ ไซมอน โบลิวาร์

โบลิวาร์ ใช้อำนาจเผด็จการอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาสาธารณรัฐกรันโคลัมเบียเอาไว้ เขาเชื่อว่า การรวมดินแดนทั้งหมดเข้าเป็นประเทศใหญ่ จะทำให้ชาติใหม่มีอำนาจต่อรองกับนานาชาติ  และแม้ว่าสเปนจะสร้างความเจริญให้ดินแดนอาณานิคม ทว่าไม่เคยสร้างรากฐานการปกครองให้ เหมือนอย่างที่อังกฤษสร้างไว้ในอเมริกาเลย จึงทำให้สภาพการเมืองของอเมริกาใต้หลังเป็นเอกราช เต็มไปด้วยความระส่ำระสายและไร้วินัย โบลิวาร์ทราบข้อนี้ดี จึงได้พยายามเสริมสร้างอำนาจของตนให้แข็งแกร่งเพื่อใช้อำนาจจัดระเบียบดินแดนใหม่ที่ปลดปล่อยมาจากสเปนและป้องกันไม่ให้ชาติใหม่ที่เขาสร้างขึ้น ต้องตกอยู่ใต้อิทธิพลของชาติอื่นที่เข้มแข็งกว่า อย่าง อังกฤษ และฝรั่งเศส  นอกจากนี้ เขายังการปราบปรามกลุ่มเสรีนิยมที่คิดแยกดินแดนไปตั้งประเทศใหม่ จนทำให้เขากลายเป็นเป้าหมายของการลอบสังหารใน ปี ค.ศ. 1828  ซึ่งจากสถานการณ์ที่วุ่นวายนี้ ทำให้โบลิวาร์ถึงกับเอ่ยปากว่า ” อเมริกาใต้เป็นทวีปที่ไม่มีผู้ใดปกครองได้…ผู้ที่ร่วมปฏิวัติต่างลงแรงไปอย่างสูญเปล่า”

ในปีต่อมา ไซมอน โบลิวาร์ ได้สละอำนาจและลงจากตำแหน่งประธานาธิบดี แห่งสาธารณรัฐกรันโคลัมเบีย  โดยได้ส่งมอบอำนาจให้กับผู้ที่เขาไว้วางใจ และในปี ค.ศ. 1830 ไซมอน โบลิวาร์ ได้ล้มป่วยและเสียชีวิตลงด้วยวัยเพียง 47 ปี 

ก่อนจะเสียชีวิต นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่แห่งอเมริกาใต้ผู้นี้ได้กล่าวว่า” เอกราชเป็นพรอันประเสริฐเพียงประการเดียวที่เราได้รับ หลังจากยอมสละสิ้นซึ่งทุกสิ่ง”

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)