เจียงจื่อหยา ถึงจะแก่แต่ยังมีไฟอยู่

ปลายราชวงศ์ชางอันเป็นราชวงศ์ที่สองของจีน กษัตริย์ตี้ซิน หรือ โจ้วหวาง กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ชางทรงหมกหมุ่นอยู่กับสุรานารี ทั้งมีพระทัยโหดร้ายทารุณ กดขี่ข่มเหง รีดนาทาเร้นราษฏรจนเดือดร้อนไปทั่วแผ่นดิน
หากขุนนางคนใดกราบทูลทัดทาน ก็จะทรงให้ลงโทษด้วยวิธีการอำมหิต เช่น จับมัดกับเสาที่ถูกเผาไฟจนแดงฉานจนนักโทษขาดใจตาย หรือไม่ก็เอาตัวนักโทษโยนใส่หลุมที่มีไฟลุกโชนทั้งเป็น

(แนวกำแพงโบราณสมัยราชวงศ์ชาง)

โจ้วหวางทรงมี พระสนมเอก นามว่า นางตั้นจี้ นางเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของแผ่นดินและเป็นที่โปรดปรานของโจ้วหวางเป็นอันมาก ทว่านางตั้นจี้เป็นหญิงที่มีจิตใจโหดร้ายอำมหิต หากผู้ใดกระทำการให้นางไม่พอใจแล้ว นางก็จะกราบทูลให้โจ้วหวางรับสั่งประหารคนผู้นั้นด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยม

ในเวลานั้นทางแถบแม่น้ำจิงและแม่น้ำเว่ย เป็นที่ตั้งของแคว้นโจวซึ่งเป็นเมืองขึ้นของราชวงศ์ชาง จีชางประมุขของแคว้นเป็นผู้มีคุณธรรมความสามารถ ทำให้แคว้นโจวเจริญรุ่งเรือง จนทำให้โจ้วหวางเกิดระแวง พระองค์จึงให้เรียกตัวจีชางมายังนครหลวงอินตูและหาเหตุคุมขังเขาไว้

ป๋ออี้เข่า บุตรชายคนโตของจีชางเดินทางมาเมืองหลวงและขอเข้าเฝ้าโจ้วหวงเพื่อขอพระราชานุญาตเข้าเยี่ยมบิดาในที่คุมขัง ทว่าป๋ออี้เข่าไม่ยอมทำความเคารพนางสนมเอก ตั้นจี้ เนื่องจากเห็นว่า นางคอยยุยงให้โจ้วหวางเอาแต่เสพสุขโดยไม่สนใจบ้านเมือง นางตั้นจี้โกรธที่ป๋ออี้เข่าไม่แสดงความเคารพ นางจึงกราบทูลยุยงให้โจ้วหวางประหารเขาแล้วแล่เนื้อไปปรุงเป็นอาหาร จากนั้นก็บังคับให้จีชางกินเนื้อบุตรชายของตัวเอง

จีชางจำต้องกล้ำกลืนความเจ็บแค้นทั้งหมดเอาไว้เพื่อรอโอกาสของตน ในยามนั้น จีฟา บุตรชายคนรองของเขาได้พยายามหาทางช่วยบิดา ด้วยการติดสินบนขุนนางคนสนิทของโจ้วหวางและส่งเครื่องบรรณาการมีค่ามาถวายโจ้วหวางมิได้ขาด จนทำให้โจ้วหวางเริ่มคลายความระแวงและปล่อยตัวจีชางออกจากคุก ซึ่งเมื่อกลับมาถึงแคว้นโจวแล้ว จีชางก็เร่งบำรุงไพร่พลอย่างลับ ๆ เพื่อหาทางโค่นล้มทรราชย์ ทว่าเขายังขาดขุนนางผู้มีความสามารถมาเป็นคู่คิด จึงยังไม่อาจทำตามความตั้งใจได้

(แผ่นกระดูกจารึกคำทำนาย สมัยราชวงศ์ชาง)

วันหนึ่ง จีชางไปล่าสัตว์และได้พบชายชราวัยเจ็ดสิบเศษผู้หนึ่งกำลังนั่งตกปลาอยู่ริมแม่น้ำเว่ย ด้วยความสะดุดตาในบุคลิกของชายผู้นั้น จีชาง จึงไปเข้าสนทนาด้วย ทั้งสองสนทนากันอย่างถูกคอ โดยชายชราคนดังกล่าว มีนามว่า เจียงจื่อหยา

เจียงจื่อหยา มีอีกชื่อหนึ่งคือ หลี่ว์ซ่าง ตระกูลของเขาแต่เดิมเป็นผู้นำของชนเผ่าหนึ่งที่ขึ้นกับราชวงศ์ชาง  เมื่อครั้งที่ยังหนุ่ม เจียงจื่อหยาได้ร่วมกับพวกพ้องลุกขึ้นต่อต้านราชวงศ์ชางเพื่อปลดแอกเผ่าของตนทว่าล้มเหลว พี่น้องและญาติมิตรถูกสังหารจนเกือบหมด เจียงจื่อหยาเองต้องหนีกระเซอะกระเซิงใช้ชีวิตหลบ ๆ ซ่อน ๆ นานหลายสิบปี ซึ่งในระหว่างนั้นเขาได้ศึกษาหาความรู้ในศาสตร์ต่างๆเพื่อรอโอกาสที่จะทำการใหญ่อีกครั้ง

หลังจากได้สนทนากันแล้ว จีชางก็พบว่า เจียงจื่อหยาผู้นี้เป็นปราชญ์ที่หาได้ยาก จึงขอร้องให้เขามาช่วยการใหญ่ของตน ซึ่งเจียงจื่อหยาก็ตอบตกลง จากนั้นจีชางได้แต่งตั้งให้เขาเป็น พระราชครู

(สถานที่จำลอง พระราชวังราชวงศ์ชาง)

เจียงจื่อหยาแนะนำให้จีชางแกล้งทำเป็นเสพสุขสำราญและแสร้งอ่อนน้อมต่อราชวงศ์ชาง เพื่อให้โจ้วหวางคลายใจส่วนอีกทางหนึ่งก็ดำเนินการปกครองแคว้นโจวด้วยคุณธรรมเพื่อให้ได้ใจประชาชน พร้อมกับให้ส่งคนเข้าไปแฝงตัวในเฉาเกอเพื่อคอยสืบความเป็นไป

ต่อมา เมื่อแคว้นโจวแข็งแกร่งมากพอแล้ว เจียงจื่อหยาก็เสนอให้จีชางถือโอกาสที่โจ้วหวางส่งทัพใหญ่ไปทำศึกกับชนเผ่าทางตะวันออก ยกทัพเข้าพิชิตแคว้นเฉวี่ยนหยง มีซวี่ หลีหานและฉง เพื่อเปิดเส้นทางเดินทัพสู่นครหลวงอินตู จากนั้นเขาก็ขอให้จีชางปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ โดยทรงพระนามว่า โจวเหวินหวาง และตั้งราชวงศ์โจวขึ้น พร้อมกับแต่งตั้งให้เจียงจื่อหยาเป็นอัครมหาเสนาบดี

(การประชุมทัพที่เมิ่งจิน)

ทว่าหลังตั้งราชวงศ์โจวได้ไม่นาน โจวเหวินหวางก็สวรรคต ในปีที่ 1070 ก่อน ค.ศ. จีฟาโอรสองค์รองจึงขึ้นครองราชย์แทน โดยใช้พระนามว่า โจวอู่หวาง สองปีต่อมา พระองค์ดำเนินการตามคำแนะนำของเจียงจื่อหยาโดยมีพระราชโองการเรียกเจ้าแคว้นต่าง ๆ มาประชุมทัพที่เมิ่งจิน ซึ่งมีเจ้าแคว้นต่างๆที่เอาใจออกห่างจากราชวงศ์ชาง ยกกำลังมาร่วมชุมนุมโดยรวบรวมไพร่พลได้มากกว่า 60,000 นาย ทว่าเมื่อเปรียบเทียบแล้ว เจียงจื่อหยาเห็นว่ากำลังทหารที่มีนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะบุกอินตู จึงขอให้โจวอู่หวางยกทัพกลับไปก่อน

สองปีต่อมา ทัพราชวงศ์ชางพ่ายแพ้ต่อชนเผ่าทางตะวันออก โจ้วหวางสั่งให้ระดมทหารไปช่วยแนวรบทางนั้นโดยมีได้คำนึงว่า ราชวงศ์โจวกำลังตั้งตนเป็นศัตรู ครั้นเมื่อเจียงจื่อหยาทราบข่าวก็ยินดียิ่งนัก จึงกราบทูลให้โจวอู่หวางระดมกองทัพยกไปปราบราชวงศ์ชาง

ในวันเคลื่อนทัพ มีการทำนายด้วยหญ้าและกระดองเต่า ทว่าผลออกมากลับเป็นร้ายมากกว่าดี เหล่าแม่ทัพพากันวิตกกังวล เจียงจื่อหยาจึงกล่าวว่า ”กระดองแห้งหญ้าเหี่ยวเหล่านี้ ไหนเลยจักรู้โชคชะตาของการศึกได้” กล่าวจบก็โยนของทำนายทิ้งไปและยกพลล่วงหน้าไปก่อน ทำให้โจวอู่หวางเกิดความเชื่อมั่นและยกทัพใหญ่พร้อมรี้พล 100,000 นาย มุ่งหน้าสู่นครอินตู

เมื่อทราบข่าวศึก โจ้วหวางก็ตกพระทัยเป็นอันมาก เนื่องจากทัพใหญ่ของพระองค์ยังติดพันการศึกอยู่ทางภาคตะวันออก พระองค์จึงเกณฑ์ทหารใหม่รวมทั้งทรงให้บรรดานายทาสระดมทาสในสังกัดทั้งหมดมาเข้าร่วม ได้กำลังพลรวม 170,000 นาย จากนั้นจึงเสด็จนำทัพไปรับศึกยังทุ่งมู่เหย่ (ปัจจุบันอยู่ใน อำเภอฉี มณฑลเหอหนาน)

(สมรภูมิมู่เหย่)

เจียงจื่อหยานำทัพหน้าไปท้ารบกับฝ่ายชางด้วยตนเอง ทั้งสองทัพได้เข้าสู้รบกันอย่างดุเดือด จนกระทั่งโจวอู่หวางยกทัพใหญ่มาหนุน ยามนั้นทาสในกองทัพราชวงศ์ชางได้พากันแปรภักดิ์หันมาเข่นฆ่าพวกนายทาส ทำให้กองทัพชางปั่นป่วนวุ่นวายจนถูกทัพโจวตีแตกพ่าย ส่วนโจ้วหวางเสด็จหนีเข้าเมืองหลวงและตัดสินพระทัยเผาตัวตาย เนื่องจากหมดสิ้นหนทางกอบกู้สถานการณ์ได้ ส่วนสนมเอกตั้นจีได้ถูกทหารโจวจับตัวมาประหารและราชวงศ์ชางก็ถึงกาลล่มสลายลง

หลังจากโค่นล้มราชวงศ์ชางได้สำเร็จแล้ว เจียงจื่อหยาได้กราบทูลขอให้โจวอู่หวางทรงถ่อมพระองค์ บริหารบ้านเมืองด้วยความระมัดระวัง เห็นแก่คุณธรรมเหนือผลประโยชน์และใช้หลักเมตตาปกครองประชาชน ล้มเลิกระบบทาสเปลี่ยนมาเป็นระบบศักดินาสวามิภักดิ์ที่มีการกดขี่น้อยกว่า

โจวอู่หวางทรงเห็นว่า เจียงจื่อหยามีความชอบสูงส่ง จึงตั้งให้เขาไปปกครองแคว้นฉี ต่อมา ในรัชสมัยของโจวเฉิงหวาง ได้เกิดกบฏขึ้น ซึ่งเจียงจื่อหยาก็ได้ช่วยปราบกบฏจนราบคาบ โจวเฉิงหวางจึงทรงมีพระราชโองการให้แคว้นฉีมีอำนาจในการปราบปรามแคว้นต่างๆที่กระด้างกระเดื่องต่อราชวงศ์โจว ทำให้แคว้นฉีเริ่มมีอำนาจเข้มแข็ง กระนั้น เจียงจื่อหยาก็ยังคงมีความภักดีต่อราชวงศ์โจวอย่างไม่เสื่อมคลาย ทั้งยังได้ปกครองแคว้นฉีเป็น อย่างดี จนเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่ง

เจียงจื่อหยามีอายุยืนถึงร้อยปี หลังจากถึงแก่กรรม ศพของเขาถูกฝังอยู่ที่เฮ่าจิง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองซีอานในมณฑลส่านซี ใกล้กับสุสานโจวอู่หวาง ชื่อของ เจียงจื่อหยา เป็นที่จดจำของคนรุ่นหลังในฐานะ ขุนนางภักดี ผู้ร่วมก่อตั้งราชวงศ์โจว

 

Related posts:

4 thoughts on “เจียงจื่อหยา ถึงจะแก่แต่ยังมีไฟอยู่

  • กันยายน 15, 2012 at 2:41 am
    Permalink

    ชอบมากจ้า ชอบภาพวาดเอง ชอบข้อมูล นำเอาไปใช้ได้เยอะ

    Reply
  • กันยายน 15, 2012 at 2:58 am
    Permalink

    หากมีแผนที่ด้วยก็คงจะดีนะ จะได้จิ้นได้สะดวก ว่าเมืองไหนอยู่ตรงไหน

    Reply
  • กุมภาพันธ์ 27, 2015 at 8:23 pm
    Permalink

    ชอบมากค่ะได้ความรุ้เยอะเเยะเลย

    Reply
  • มกราคม 5, 2016 at 10:36 pm
    Permalink

    เจียงไท่กง ผู้ตกปลาด้วยตะขอตรงได้

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)