ฮั่วชี่ปิ้ง จอมทัพแห่งเส้นทางสายไหม

ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ชาวซงหนูซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนได้ทำสงครามกับจีนนับครั้งไม่ถ้วน  จนมาถึงรัชสมัยของจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ ก็ได้บังเกิดจอมทัพผู้เกรียงไกรนามว่า ฮั่วชี่ปิ้ง ผู้สยบชนเผ่าซงหนู จนนำไปสู่การเปิดเส้นทางการค้า ที่ถูกขานเรียกกันในเวลาต่อมาว่า เส้นทางสายไหม

ฮั่วชี่ปิ้ง เป็นชาวเมืองผิงหยาง ซึ่งอยู่ในมณฑลส่านซี มารดาชื่อ เว่ยซาวเอ๋อ เป็นบ่าวรับใช้ในจวนของเชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ่ผู้หนึ่ง ต่อมาได้รักใคร่จนถึงขั้นลักลอบได้เสียกับฮั่วจ้งหยู บ่าวในจวนเดียวกัน ครั้นเมื่อฮั่วจ้งหยูได้ลาออกกลับไปบ้านเดิมและแต่งงานกับผู้หญิงที่พ่อแม่หาให้ ซาวเอ๋อก็พบว่าตนเองตั้งครรภ์ ซึ่งนางรู้ดีว่า บุตรที่เกิดนอกสมรสเช่นนี้ ไม่อาจเรียกร้องความรับผิดชอบใด ๆ จากครอบครัวฝ่ายชายได้ โดยเฉพาะเมื่อคนรักของนางได้แต่งงานไปแล้วเช่นนี้ด้วย  นางจึงหนีออกจากจวนเจ้านาย หอบลูกในท้องไปอยู่กับพี่สาวและน้องชาย ซึ่งในเวลานั้น เว่ยจื่อฟู่ พี่สาวของนางเป็นนางรำในตำหนักพระพี่นางของจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ 

 (ป้อมปราการโบราณบนเส้นทางสายไหม)

ในยามนั้น ฮั่นอู่ตี้เพิ่งครองราชย์ได้ไม่นานมีชันษาเพียงยี่สิบเศษๆ พระองค์กำลังเกิดเรื่องระหองระแหงกับเฉินเจียวฮองเฮาที่มีนิสัยหึงหวงร้ายกาจ พระองค์จึงเสด็จมาเยี่ยมพระพี่นางเพื่อหลีกหนีความวุ่นวาย และได้พบกับเว่ยจื่อฟู่ จักรพรรดิหนุ่มเกิดต้องพระทัยในตัวนางรำผู้นี้จึงได้นำนางเข้าวังไปเป็นสนมและโปรดปรานมากจนทรงแต่งตั้งให้เป็นพระสนมเอก

เรื่องทั้งหมดทำให้เฉินเจียวฮองเฮาริษยาเว่ยจื่อฟู่อย่างมากจนถึงกับบุกไปทำร้ายนางที่ตำหนัก ทำให้ฮ่องเต้ทรงพิโรธจนรับสั่งให้เฉินเจียวจากตำแหน่งและนำไปไว้ยังตำหนักเย็น ซึ่งจากนั้นไม่นาน นางก็สิ้นชีวิตลง ส่วนเว่ยจื่อฟู่นั้น ต่อมา ได้รับแต่งตั้งเป็นฮองเฮาแทน 

(สตรีสมัยราชวงศ์ฮั่นกับผ้าไหม)

ขณะเมื่อเว่ยจื่อฟู่ได้เป็นฮองเฮานั้น เว่ยชิงผู้เป็นน้องชายก็ได้เป็นที่ถูกพระทัยของพระพี่นางองค์จักรพรรดิที่ทรงเป็นม่ายอยู่ จนได้เป็นสวามีของพระนาง นอกจากนี้ เขายังมีฝีมือในการทำศึกจนได้รับตำแหน่งสมุหกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ความพลิกผันดังนี้ ได้ทำให้สองพี่น้องตระกูลเว่ยกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลอันดับหนึ่งของแผ่นดินและฮั่วชี่ปิ้งก็เปลี่ยนสภาพจากเด็กยากไร้กลายเป็นพระนัดดาของฮองเฮาและหลานชายของสมุหกลาโหม

ทว่าอั่วชี่ปิ้งมิได้มีดีเพียงแค่มีป้าและน้าสนับสนุนเท่านั้น แต่เขายังเป็นนักรบเรืองฝีมือที่หาได้ยาก โดยหลังจากอายุได้ 18 ปี ฮั่วชี่ปิ้งได้รับตำแหน่งเป็นราชองครักษ์และในปี 123 ก่อน ค.ศ. ปีเดียวกับที่เข้ารับตำแหน่งนั้น เขาได้ติดตามเว่ยชิงผู้เป็นน้าไปทำศึกกับชนเผ่าซงหนูคู่อริสำคัญของราชวงศ์ฮั่น ซึ่งศึกนี้ถือเป็นการออกรบครั้งแรกของนายทหารหนุ่ม โดยฮั่วชี่ปิ้งได้เป็นนายพันคุมทหารม้า 800 นาย และได้สร้างความชอบเข้าโจมตีข้าศึกที่มีกำลังมากกว่าหลายเท่าจนแตกพ่ายยับเยิน สังหารนักรบซงหนูได้กว่าสองพันคน จนสามารถกู้สถานการณ์ที่ทัพฮั่นกำลังตกเป็นรอง ให้พลิกกลับเป็นชนะได้ 

(นักรบซงหนู)

จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ทรงพอพระทัยในผลงานของนายพันหนุ่มมากจึงแต่งตั้งให้ฮั่วชี่ปิ้งเป็น กว้านจวินโหว (เจ้าพระยาผู้พิชิต) ครั้นต่อมา ในปีที่ 121 ก่อน ค.ศ. ฮั่วชี่ปิ้งซึ่งมีอายุได้ยี่สิบปีได้รับมอบหมายให้คุมทหารม้าหนึ่งหมื่นนายเข้าทำศึกกับทัพซงหนูที่หลงซี ได้รับชัยชนะสังหารนักรบซงหนูได้ 8,900 คน ทั้งยังยึดได้เทวรูปมนุษย์ทองคำซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวซงหนูเคารพบูชากลับมาด้วย ต่อในฤดูร้อนของปีเดียวกันเขาก็นำทัพบุกเข้าแดนซงหนูเป็นระยะทางกว่า 2000 ลี้ (1000  กิโลเมตร) จนถึงเขาฉีเหลียน สามารถสังหารและจับชาวซงหนูเป็นเชลยได้หลายหมื่นคน

ชัยชนะของทัพฮั่นส่งผลให้เกิดความตึงเครียดในสมาพันธ์ซงหนู บรรดาประมุขของซงหนูกลุ่มต่าง ๆ ได้โต้เถียงกันโดยต่างฝ่ายต่างโยนความผิดให้กันว่า ไร้ความสามารถในการทำศึกจนเป็นเหตุให้ซงหนูต้องพ่ายแพ้ จนทำให้เกิดความแตกแยกในสมาพันธ์ ครั้นถึงฤดูใบไม้ร่วงของปีนั้น หวุนเสียหวางกับชิวถูหวาง ประมุขของชาวซงหนูสองกลุ่มจึงตัดสินใจนำนักรบสี่หมื่นคนเข้าสวามิภักดิ์

(ทหารฮั่น)

จักรพรรดิทรงมีพระบัญชาให้ฮั่วชี่ปิ้งนำทหารหนึ่งหมื่นไปรับการสวามิภักดิ์ของประมุขทั้งสองทว่าก่อนหน้าทัพฮั่นไปถึง ทั้งสองเกิดแตกคอกัน ชิวถูหวางได้นำกำลังบุกเข้าสังหารหวุนเสียหวางและรวมทหารของฝ่ายนั้นมาเข้ากับตน พร้อมทั้งแสดงท่าทีจะแข็งขืนเนื่องจากเห็นว่าตนมีกำลังมากขึ้น ฮั่วชี่ปิ้งตัดสินใจนำทหารม้าห้าร้อยบุกจู่โจมถึงกระโจมประมุขของชิวถูและบังคับให้ชิวถูยอมจำนน พร้อมกับจับผู้ที่ยุยงให้เกิดการกระด้างกระเดื่องไปประหารจนหมด ซึ่งผลงานครั้งนี้ทำให้นักรบซงหนูสี่หมื่นคนยอมสวามิภักดิ์ โดยราชวงศ์ฮั่นไม่ต้องเสียเลือดเนื้อแต่อย่างใด

เมื่อถึงปีที่ 119 ก่อน ค.ศ. จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ทรงมีพระบัญชาให้ระดมทหารม้าสิบหมื่นกับทหารราบสิบหมื่นแยกเป็นสองทัพให้เว่ยชิงกับฮั่วชี่ปิ้งยกทัพบุกแดนซงหนูสองทิศทางโดยให้เว่ยชิงนำทัพสายตะวันตกส่วนฮั่วชี่ปิ้งนำทัพสายตะวันออก  ทั้งสองทัพได้รับชัยชนะบุกเข้าแดนซงหนูเป็นระยะทางกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร โดยเฉพาะทัพของฮั่วชี่ปิ้งที่ได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ สังหารข้าศึกได้หลายหมื่น จับเชลยระดับหัวหน้าเผ่าได้ 3 คน แม่ทัพนายกอง 80 คน ได้เชลยไพร่พลอีก 50,000 คน สัตว์เลี้ยงหลายแสนตัว ขณะที่สูญเสียทหารฮั่นไปเพียงสองหมื่นเท่านั้น ส่วนทัพของเว่ยชิงเสียทหารไปสี่หมื่นเศษแต่ได้เชลยมาสองหมื่นคน

สงครามใหญ่ครั้งนี้ทำให้ชนเผ่าซงหนูไม่กล้าคุกคามชายแดนฮั่นอีกเลย โดยถือเป็นการเปิดยุคที่เรียกว่า สันติภาพจีน ที่ทำให้เส้นทางการค้าสำคัญระหว่างตะวันออกกับตะวันตกปลอดภัย ด้วยการกวาดล้างข้าศึกออกจากเส้นทางการค้าที่เชื่อมระหว่างจีนกับดินแดนทางตะวันตก หรือที่เรียกว่า เส้นทางสายไหม ทำให้จีนสามารถเปิดการค้ากับดินแดนทางตะวันตกได้สำเร็จ ยังความมั่งคั่งรุ่งเรืองมาสู่จักรวรรดิอีกเป็นอันมาก

ฮั่วชี่ปิ้งเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิเป็นอย่างมาก ครั้งหนึ่งก่อนออกศึก จักรพรรดิทรงเห็นว่า แม่ทัพหนุ่มยังไม่มีครอบครัวจึงทรงพระราชทานคฤหาสน์พร้อมสาวงามชั้นสูงให้เป็นภรรยาพระราชทาน ทว่าฮั่วชี่ปิ้งกลับปฏิเสธโดยกล่าวว่า ซงหนูไม่สิ้น ไม่ขอถวิลมีครอบครัว ซึ่งภายหลังคำพูดนี้ได้กลายเป็นวรรคทองที่นักรบจีนในสมัยหลังๆมักนำมาใช้กล่าวเพื่อแสดงถึงความรักชาติ

นอกจากจะมีความสามารถในการนำทัพและมีวรยุทธ์สูงแล้ว ฮั่วชี่ปิ้งยังรู้จักการใช้จิตวิทยาเพื่อผูกใจไพร่พลด้วย กล่าวกันว่า หลังจากปราบชิว ถูหวางได้แล้ว ฮั่นอู่ตี้ทรงพระราชทานบำเหน็จให้ฮั่วชี่ปิ้งทั้งยังพระราชทานสุราชั้นเลิศหนึ่งขวดให้ด้วย ฮั่วชี่ปิ้งได้เรียกเหล่าแม่ทัพนายกองทั้งหมดมาชุมนุมที่ริมลำธารจิวฉวนและประกาศว่า “องค์จักรพรรดิทรงพระราชทานสุรานี้มาเป็นรางวัล และข้าขอให้นายทัพทุกท่านรวมทั้งไพร่พลทั้งปวงได้ร่วมดื่มสุรานี้ด้วยกัน” กล่าวจบก็เทสุรานั้นลงไปในลำธารเพื่อให้เหล่าไพร่พลได้ร่วมดื่มน้ำในลำธารที่มีสุราพระราชทานผสมอยู่ ทำให้เหล่าไพร่พลเกิดความฮึกเหิมและมีความจงรักภักดีมากยิ่งขึ้น

(สุสานฮั่วชี่ปิ้ง)

หลังเสร็จสงครามใหญ่กับซงหนูในปีที่119 ก่อน ค.ศ. ฮั่วชี่ปิ้งได้รับตำแหน่งสมุหกลาโหมคู่กับเว่ยชิงผู้เป็นน้า ทว่าเพียงสองปีให้หลัง คือในปีที่ 117 ก่อน ค.ศ. ฮั่วชี่ปิ้งได้ล้มป่วยลงอย่างกะทันหันเนื่องจากโรคประจำตัวที่คุกคามเขามาตั้งแต่วัยเด็กได้เกิดกำเริบขึ้น ทำให้จอมทัพหนุ่มสิ้นชีวิตลงด้วยวัยเพียง 24 ปีเท่านั้น ยังความเสียพระทัยให้จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้เป็นอันมาก พระองค์ทรงโปรดให้สร้างสุสานลักษณะรูปร่างคล้ายเขาฉีเหลียนตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเม่าหลิง ในมณฑลส่านซี ที่ด้านหน้าของสุสานมีรูปปั้นหินที่งดงามทั้งยังมีสวนรวยล้อม ซึ่งปัจจุบันสุสานดังกล่าวยังคงอยู่และได้รบการทำนุบำรุงอย่างดี เพื่อเป็นสถานที่สำหรับใช้ชนรุ่นหลังได้ระลึกถึงวีรกรรมของจอมทัพหนุ่มแห่งเส้นทางสายไหมผู้นี้

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)