อัตติลา จอมทัพคนเถื่อน (Attila The Huns)

    (เหรียญรูป อัตติลา)

อัตติลา เป็นผู้นำของ พวกฮันส์ หรือที่เรียกกันว่า ชาวฮั่น ซึ่งเป็นอนารยชนที่อพยพมาจากเอเชียกลางและเข้าสู่ยุโรปใน ศตวรรษที่ 4 ซึ่งตรงกับตอนปลายของยุคโรมัน จากบันทึกร่วมสมัย พวกฮั่นได้สร้างความหายนะให้กับดินแดนต่าง ๆ ที่กองทัพของพวกเขาเคลื่อนผ่าน ซึ่งก็รวมถึงจักรวรรดิโรมันด้วย


ราว ปี ค.ศ. 400 ชาวฮั่นได้สร้างอาณาจักรของตน โดยมีผู้นำชื่อ อุลดิน เป็นกษัตริย์ปกครอง จากนั้นก็มีกษัตริย์สืบต่อมาอีกหลายพระองค์ โดยอาณาจักรของชาวฮั่น ตั้งอยู่แถบลุ่มแม่น้ำโอลด์ในโรมาเนียและแม่น้ำดานูบในฮังการี

อัตติลาเป็นผู้นำชาวฮั่น ที่ถูกจดจำและได้รับกล่าวถึงมากที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ เขาถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 406 บิดาของเขาเป็นน้องชายของกษัตริย์รูอัสหรือรัวกิลัส  อัตติลามีพี่ชายหนึ่งคน นามว่า บลีดา หลังการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์รัวกิลัส บลีดาและอัตติลาได้ขึ้นเป็นผู้นำร่วมกัน โดยอัตติลาปกครองดินแดนฝั่งตะวันตก ส่วนบลีดาปกครองดินแดนตะวันออก

(นักรบฮั่นกับธนู)

ในยุคนี้ ฮั่นได้เริ่มทำศึกเต็มรูปแบบกับชาวโรมัน โดยใน ค.ศ. 441 ชาวฮั่นได้ละเมิดข้อตกลงการค้าที่ทำร่วมกับโรมและส่งกองทหารเข้ายึดเมืองชายแดนระหว่างโรมันตะวันออกกับอาณาเขตของพวกอนารยชน ทั้งนี้ ชาวฮั่นได้อ้างว่า สังฆราชแห่งเมืองมาร์กัสได้แอบข้ามแม่น้ำดานูปเข้าไปลอบขุดสมบัติในสุสานของชาวฮั่น ชาวฮั่นจึงขอให้โรมส่งตัวสังฆราชผู้นี้มารับโทษ ซึ่งในช่วงแรก ทางโรมยังคงนิ่งเฉย ทว่าเมื่อกองทัพฮั่นเข้าทำลายเมืองราเตียเรีย วิมินาซีอุมและเมืองชายแดนอื่นๆอีกหลายแห่ง โรมก็จำต้องส่งตัวสังฆราชให้ ทว่าสังฆราชก็เอาตัวรอดได้ โดยให้สัญญากับอัตติลาว่า จะเป็นไส้ศึกเปิดประตูเมืองให้ จากนั้นอัตติลาก็ปล่อยตัวสังฆราชกลับมายังมืองมาร์กัสและอีกฝ่ายก็ลอบเปิดประตูเมืองให้กองทัพฮั่นเข้าเมืองได้อย่างง่ายดาย

ปีต่อมา โรมันตะวันออกได้ทำข้อตกลงสันติภาพกับฮั่น โดยยอมจ่ายทองคำเป็นบรรณาการทุกปีเพื่อแลกกับการที่ฮั่นจะไม่ยกทัพไปรุกราน แต่แล้วในปีถัดมา คือ ปี ค.ศ. 443 โรมได้ถอนทหารกลับจากเปอร์เซียและซิซิลี ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองเข้มแข็งขึ้นจึงได้ปฏิเสธการจ่ายบรรณาการให้แก่ฮั่น อัตติลากับบลีดาจึงยกทัพข้ามแดนมาถึงกรุงคอนสแตนติโนเปิล กองทัพที่โรมส่งออกไปรับศึกถูกตีแตกพ่ายยับเยิน จักรพรรดิธีโอโดซิอุสแห่งโรมันตะวันออกต้องรีบทำสัญญาสงบศึกและจ่ายบรรณาการให้ตามที่ชาวฮั่นต้องการ เป็นทองคำมากถึงปีละ 2,100 ปอนด์ 

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะครั้งนี้นำไปสู่ความขัดแย้งในอาณาจักรฮั่น โดยใน ปี ค.ศ. 445 อัตติลาได้ลอบสังหารบลีดา ผู้เป็นพี่ชายลงเสียจากนั้นก็รวบอำนาจทั้งหมดไว้แต่ผู้เดียว และเพื่อเป็นสร้างความชอบธรรมในการนี้ อัตติลาได้กล่าวแก่บริวารว่า มีคนเลี้ยงสัตว์ผู้หนึ่งได้ตามวัวสาวขากะเผลกไปในทุ่งและพบดาบโบราณเล่มหนึ่ง จึงได้นำมาถวายพระองค์ โดยดาบเล่มนั้นคือ ”ดาบของเทพแห่งสงคราม” ซึ่งทั้งหมดนี้ก็หมายความว่า อัตติลาได้รับพระบัญชาจากเทพแห่งสงครามให้นำชาวฮั่นพิชิตโลก

(อัตติลาขึ้นเป็นผุ้นำชาวฮั่น)

และแล้วด้วยการอ้างพระบัญชาของเทพเจ้าแห่งสงคราม อัตติลาก็ระดมทัพใหญ่บุกเข้าโรมันตะวันออกอีกครั้ง ในปี ค.ศ. 447 ว่ากันว่าในศึกครั้งนั้น ได้ทำให้พสุธาสั่นสะเทือนไปทั่ว บ้านเมืองและปราการหลายแห่งพังทลายลง ทางฝ่ายโรมันได้เกณฑ์ทัพใหญ่ออกสู้ศึกแต่ก็ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อีก จากนั้นทัพฮั่นได้บุกเข้าไปในแหลมบอลข่านโดยหมายจะขยายถิ่นฐานเข้าไปที่นั่น แต่ก็ถูกต่อต้านจากชาวพื้นเมืองทั่วทุกหัวระแหง จนอัตติลารู้สึกว่า พระองค์กับชาวฮั่นทั้งหลายคงไม่อาจตั้งถิ่นฐานที่นั่นได้ อัตติลาจึงถอนกำลังกลับคืนฮังการีพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติมหาศาลที่ปล้นชิงมาได้

ปริสคัส ราชทูตโรมันตะวันออกที่ไปเยือนราชสำนักฮั่นใน ปี ค.ศ. 448 ได้เขียนเล่าไว้ว่า “ในงานเลี้ยง อัตติลาทรงแสดงถึงความสมถะของพระองค์ ด้วยการเสวยอาหารในจานไม้ ส่วนถ้วยที่ทรงใช้ ก็ทำจากไม้ ในขณะที่บรรดาแขกที่ร่วมงานล้วนใช้ภาชนะเงินและทองคำ อัตติลาทรงสวมฉลองพระองค์แบบธรรมดา และมีเพียงพระแสงดาบเล่มหนึ่งแขวนอยู่ข้างวรกาย โดยมิได้ทรงประดับดาพระองค์ด้วยเพชรทองหรืออัญมณีใด ๆ เหมือนเช่นดังคนอื่น ๆ ในงาน” 

ในปี ค.ศ. 448 อันเป็นปีเดียวกับที่ราชทูตปริสคัสไปเยือนราชสำนักฮั่นนั่นเอง อัตติลาก็ได้ยกทัพบุกเข้าแคว้นเธรซและอิลิเรีย ก่อนจะบุกเลยไปถึงกรุงคอนสแตนติโนเปิลแต่ก็ไม่ได้เข้าโจมตี ด้วยรู้ว่ากำแพงเมืองแข็งแกร่งเกินที่กองทัพของพระองค์จะตีฝ่าเข้าไปได้ อัตติลาจึงเพียงแต่ทำข้อตกลงกับอีกฝ่ายโดยบังคับให้โรมันตะวันออกสละดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำดานูปลึกเข้าไปเป็นระยะทางเดินเท้าห้าวัน จากเมืองซิงกีดูนัมจนถึงโนเวีย ให้เป็นเขตปลอดผู้คนระหว่างฮั่นกับโรมัน

ทั้งนี้ อัตติลาอาจจะประสงค์มิให้ฝ่ายโรมันเข้าโจมตีอาณาจักรของพระองค์โดยไม่ทันรู้ตัว หรือไม่เช่นนั้นก็อาจทรงต้องการป้องกันไม่ให้คนในบังคับของฮั่นหนีเข้าไปอยู่ในโรมันตะวันออก อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง ก็ยังมีพลเมืองบางส่วนที่ถูกกวาดต้อนออกมา แอบหลบเข้าไปทำมาหากินในเขตปลอดผู้คนอยู่เสมอ แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป เนื่องจาก จักรพรรดิธีโอโดซิอุสที่สอง ทรงสิ้นพระชนม์ลงและจักรพรรดิ มาร์เซียนที่ขึ้นครองราชย์ต่อมา ทรงปฏิเสธที่จะจ่ายบรรณาการให้ชาวฮั่นและพร้อมที่จะทำศึก หากจะเกิดขึ้น

(กองทัพโรมันยุคปลาย)

ทว่าอัตติลามิได้สนใจอาณาจักรโรมันตะวันออกอีกต่อไป พระองค์อาจเห็นว่าที่นั่ตนไม่มีอะไรให้ปล้นสะดมภ์อีกแล้ว ดังนั้นจึงหันไปให้ความสนใจกับโรมันตะวันตก โดยในครั้งนี้ อัตติลาได้ส่งทูตไปยังกรุงโรมและเสนอตัวเป็นพันธมิตรกับโรม โดยพระองค์จะยกทัพเข้าไปช่วยขับไล่พวกวิสิก็อธที่เข้าไปครอบครองดินแดนฝรั่งเศสตอนใต้ให้ อีกทั้งอัตติลายังได้ขออภิเษกกับพระขนิษฐาของจักรพรรดิวาเลนติเนียนพร้อมกับขอสินสอดเป็นดินแดนครึ่งหนึ่งของโรมันตะวันตก ซึ่งเรื่องนี้สร้างความขุ่นเคืองให้จักรพรรดิเป็นอันมาก พระองค์จึงปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้น ในปีรุ่งขึ้น คือ ปี ค.ศ. 451 อัตติลาก็กรีฑาทัพใหญ่บุกเข้าแคว้นกอล ซึ่งนอกจากนักรบฮั่นแล้ว ในกองทัพของพระองค์ยังประกอบด้วยชนเผ่าพันธมิตรและบริวารอื่นๆ เช่น ออสโตรก็อธ รูกี ฮีรูลี เคปิด และแฟรงค์ โดยทัพของอัตติลาได้เข้ายึดเมืองเมตซ์ได้ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ดินแดนที่ปัจจุบันนี้ คือ เมืองออลีอองส์ ซึ่งในเวลานั้นเป็นดินแดนของชาวอลัน ที่เป็นเมืองขึ้นของโรมันตะวันตก โดยสันกีบานัส กษัตริย์ของชาว อลันได้ส่งทูตมาขออ่อนน้อมและให้สัญญาว่าจะยอมมอบเมืองให้แก่อัตติลาในทันที่ที่ทัพฮั่นของพระองค์ยกมาถึง

(อัยติอุส)

ในเวลานั้น ฟลาเวียส อัยติอุส ผู้บัญชาการทหารของโรมตะวันตก ยังอยู่ในอิตาลี และเมื่อทราบข่าวศึก ก็พยายามรวบรวมกำลังพลเท่าที่จะหาได้ ซึ่งส่วนใหญ่ของไพร่พลเป็นพวกอนารยชนเผ่าต่าง ๆ เช่น ชาวเบอร์กันเดียน ชาวอาโมริคันเซลต์ รวมทั้งยังมีนักรบแฟรงค์บางส่วนที่แยกตัวจากเผ่าเดิมมาขออาศัยอยู่กับโรมันด้วย ทว่ากองทัพของอัยติอุสก็ยังเล็กเกินไปที่จะเผชิญหน้ากับทัพมหึมาของฮั่นได้ เขาจึงส่งนายทหารนามว่า อาวีตุส เดินทางไปยังโตโลซาซึ่งเป็นอาณาจักรของวิสิก็อธ เพื่อเจรจาขอเป็นพันธมิตรกับธีโอโดริค กษัตริย์ของวิสิก็อธ โอรสของอลาริค ผู้เคยนำทัพเข้าพิชิตกรุงโรมมาก่อน

แม้ว่าจะเคยเป็นศัตรูกับอัยติอุส ทว่าธีโอโดริคก็ทรงพระปรีชาพอที่จะรู้ว่า หากชาวฮั่นพิชิตโรมันตะวันตกได้แล้ว อาณาจักรของพระองค์ก็คงจะกลายเป็นที่หมายต่อไปของอัตติลา ดังนั้น ธีโอโดริคจึงยอมรับข้อตกลงของโรมันและเสด็จนำทัพมารวมกำลังกับอัยติอุสเพื่อรับศึกฮั่น

ทัพพันธมิตรยกไปถึงแคว้นของชาวอลัน ได้ก่อนหน้าทัพฮั่นและบีบให้สันกีบานัสส่งนักรบอลันทั้งหมดเข้าร่วมรบ ทำให้ทัพหน้าของฮั่นต้องถอยออกมารวมพลกับทัพใหญ่และเบนหน้าไปยังเมืองตรีคัสเสส เพื่อเตรียมรับมือทัพพันธมิตรโรมัน-วิสิก็อธ โดยได้เลือกสนามรบในทุ่งราบที่มีชื่อเรียกว่า คาตาเลาเนียน (Catalaunian) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส และในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 451 กองทัพของทั้งฝ่ายก็มาเผชิญหน้ากัน

สมรภูมิคาตาเลาเนียน เป็นทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่เหมาะแก่การรบกันด้วยทหารม้า ตอนกลางของทุ่งเป็นสันเนินสูงที่มีทางลาดลงทั้งสองด้าน การรบได้เริ่มขึ้นในตอนบ่าย โดยทัพม้าของทั้งสองฝ่ายได้มุ่งจะเข้ายึดเนินแห่งนั้นเพื่อชิงชัยภูมิที่ได้เปรียบฝ่ายตรงข้ามเอาไว้ 

อัยติอุสไม่ไว้ใจนักรบอลันของสันกีบานัส เขาจึงจัดให้พวกวิสิก็อธของธีโอโดริคเป็นปีกขวาและกองทัพผสมของเขาเป็นปีกซ้ายโดยขนาบทัพอลันไว้ตรงกลางเพื่อกันไม่ให้พวกอลันหนีทัพ ส่วนอัตติลานั้นได้จัดทัพโดยให้ทหารฮั่นเป็นกองกลางและมีพวกออสโตรก็อธกับชนเผ่าอื่น ๆ เป็นปีกซ้ายขวา

(สมรภูมิคาตาโลเนียน)

หลังจากการรบเริ่มขึ้น ทหารม้าโรมันที่ใส่เกราะอ่อนแบบตาข่ายสวมทับด้วยเกราะเหล็กแบบเกล็ด ได้รุกขึ้นหน้าไปก่อน ตามติดด้วยทหารม้าซึ่งเป็นพวกผู้มีสกุลชาววิสิก็อธซึ่งถือทวนและดาบเป็นอาวุธเข้ายึดเนินด้านหนึ่งไว้ ขณะที่อีกด้านของเนินเต็มไปด้วย เป็นทหารม้าชาวฮั่นและนักรบออสโตรก็อธซึ่งเป็นทัพหน้าของอัตติลา พลธนูทั้งสองฝ่ายต่างระดมยิงเข้าใส่กันแต่ระยะไกล ขณะที่ทหารม้าได้ควบม้าเข้าประจัญบานกัน จากนั้นทหารเดินเท้าของทั้งสองฝ่ายก็เข้าร่วมในการรบด้วย 

การรบดำเนินไปอย่างดุเดือดและเหี้ยมโหดรุนแรง ก่อนที่ทัพพันธมิตรจะรุกไล่ฝ่ายฮั่นให้ล่าถอยลงจากเนินได้ ตลอดเวลานั้น อัตติลาได้พยายามควบม้าในหมู่ไพร่พลของพระองค์และร้องตะโกนปลุกใจเหล่าทหารที่ทำการรบอยู่ว่า “ขอให้ผู้บาดเจ็บจงแก้แค้นด้วยการมอบความตายแก่ศัตรู ขอให้ผู้ที่ไม่ได้รับบาดเจ็บจงสนุกกับการฆ่า” 

ท่ามกลางความชุลมุนในสนามรบ ธีโอโดริคได้นำนักรบของพระองค์เข้าต่อสู้กับพวกออสโตรก็อธ ระหว่างการรบ พระองค์ทรงต้องอาวุธที่พระเศียรจนตกจากหลังม้าและสิ้นพระชนม์ทันที ทำให้พวกวิสิก็อธเคียดแค้นเป็นอันมากและรุกสู่ทัพใหญ่ของฮั่นอย่างไม่กลัวตาย จนอัตติลาต้องถอยทัพ และเมื่อความมืดมาเยือน การรบก็สิ้นสุดลง

(อัตติลาเฝ้ามองการรบที่คาตาโลเนียน)

เช้าวันรุ่งขึ้น พวกวิสิก็อธยังคงมุ่งมั่นที่จะเข้าบดขยี้ทัพฮั่นให้สิ้นซากเพื่อล้างแค้นให้กษัตริย์ของตน ขณะที่อัตติลาเองก็ตระหนักดีว่า ทัพของพระองค์กำลังเข้าตาจน พระองค์ได้ให้ทหารนำเกวียนจำนวนมากมาสุมรวมกันเป็นเชื้อเพลิงกองใหญ่และพร้อมจะเผาตัวเองตายแทนที่จะถูกจับเป็นเชลย หากกองทัพฮั่นพ่ายแพ้ ส่วนทางอัยติอุสก็พอคาดเดาได้ว่า หากรบกันต่อ ชาวฮั่นต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน ทว่าเขาก็ไม่ต้องการให้วิสิก็อธทำลายพวกฮั่นจนหมด เนื่องจากเขาเกรงว่า วิสิก็อธอาจฉวยโอกาสนี้ยึดแคว้นกอลไปด้วย ซึ่งลำพังทัพโรมันไม่มีทางป้องกันแคว้นกอลได้แน่

ด้วยเหตุนี้อัยติอุสจึงเกลี้ยกล่อมให้โทริสมุนด์ โอรสของธีโอโดริคยกทัพกลับโตโลซาเพื่อจัดการเรื่องสืบบัลลังก์เสียให้เรียบร้อย ส่วนการกวาดล้างชาวฮั่นนั้นให้พักไว้ก่อน ซึ่งอีกฝ่ายก็เห็นดีด้วยจึงยอมยกทัพกลับไป ทำให้การรบในวันนั้นไม่ได้เกิดขึ้นและอัตติลาก็สามารถนำทัพกลับดินแดนฮั่นได้อย่างปลอดภัย 

ในยามนั้น อัยติอุสคิดว่าความพ่ายแพ้ครั้งนี้จะทำให้อัตติลาเสื่อมอำนาจและไม่อาจระดมทัพใหญ่มารุกรานโรมได้อีก ทว่าเขาคิดผิด เนื่องจากในปีรุ่งขึ้น คือ ปี ค.ศ. 452 อัติลาก็ได้นำทัพใหญ่เท่ากับเมื่อปีก่อนบุกผ่านแคว้นปันโนเนียและเทอกเขาแอลป์เข้าสู่อิตาลี

ทัพฮั่นเข้ายึดเมืองอาควิลียาและทำลายเมืองจนราบคาบ (เล่ากันว่า ชาวเมืองส่วนน้อยที่รอดตายได้อพยพหลบหนีไปตั้งรกรากบนเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งในเวลาต่อมา ได้กลายเป็นนครเวนิส) ส่วนเมืองดิซินัม (ปัจจุบัน คือ เมืองปาเวีย) และเมืองเมดิโอลานัม (ปัจจุบัน คือ มิลาน) ได้ยอมจำนนและเสียค่าไถ่เป็นทรัพย์สมบัติจำนวนมาก

อัยติอุสหมดทางสู้ เนื่องจากไม่มีกำลังพอจะรบซึ่งๆหน้ากับทัพฮั่นได้ เขาทำได้เพียงเชิญเสด็จจักรพรรดิวาเลนติเนียนย้ายไปประทับยังนครราเวนนา จากนั้นก็นำกองกำลังของเขาคอยรบก่อกวนทัพฮั่นแบบกองโจร แต่ก็ไม่อาจสหยุดยั้งการเดินทัพของอีกฝ่ายได้ และไม่นาน อัตติลาก็นำทัพเข้าถึงชานกรุงโรม

ในยามนั้น โรมได้ส่งทูตสันติ โดยมี สันตะปาปา ลีโอ แห่งโรม และวุฒิสมาชิกอีกสองคนคือ อาวีนุสและไตรกีดิอุส ไปเจรจากับอัตติลา ซึ่งหลังการเจรจาจบลง อัตติลาก็ออกคำสั่งให้ทัพฮั่นถอยกลับไป ทั้งนี้ เนื่องจากในขณะนั้นได้เกิดโรคระบาดขึ้นในกองทัพฮั่น อีกทั้งในคาบสมุทรอิตาลีก็เพิ่งจะเกิดภัยแล้ง ทำให้ทัพฮั่นหาเสบียงได้ไม่เพียงพอเลี้ยงทหาร ทั้งยังเริ่มเกิดโรคระบาดขึ้นในกองทัพ นอกจากนี้ ในระหว่างที่สองฝ่ายยังเจรจากันอยู่นั้น ยังมีข่าวมาด้วยว่า จักรพรรดิมาร์เซียนแห่งโรมันตะวันออกกำลังยกทัพมาช่วยโรมันตะวันตก ซึ่งด้วยสถานการณ์เหล่านี้เอง ที่ทำให้อัตติลาจำเป็นต้องถอนทัพออกจากอิตาลี

หลังจากสงครามครั้งนี้แล้ว อัตติลาได้วางแผนที่จะหันไปโจมตีโรมันตะวันออกอีกครั้งเพื่อหวังเครื่องบรรณาการจากอีกฝ่าย ทว่ายังไม่ทันที่พระองค์จะได้ทรงทำตามแผนที่วางไว้ ก็ได้เกิดเหตุขึ้นเสียก่อน กล่าวคือในปี ค.ศ. 453 อัตติลาได้จัดงานฉลองสมรสครั้งใหญ่ของพระองค์กับอิดิลโก เจ้าสาวชาวเยอรมัน และพระองค์ก็ได้สิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันในคืนวันนั้นเอง ซึ่งไม่มีใครทราบสาเหตุที่แน่นอนของการสิ้นพระชนม์ของอัตติลา บ้างก็ว่าเป็นเพราะดื่มน้ำจันท์มากเกินไป บ้างก็ว่า ทรงสิ้นพระชนม์เพราะเส้นพระโลหิตในสมองแตก และบ้างก็ว่า ทรงถูกเจ้าสาวของพระองค์เองวางยาพิษ 

เมื่ออัตติลาสิ้นพระชนม์ อาณาจักรฮั่นก็แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ และถูกชนเผ่าที่เคยเป็นบริวารก่อการกบฏ จากนั้นไม่นานชาวฮั่นก็ลดบทบาทในหน้าประวัติศาสตร์ลง และกลายสภาพเป็นชนเร่ร่อนเผ่าเล็กเผ่าน้อย ก่อนจะถูกกลืนไปกับชนเผ่าอื่นที่เข้มแข็งกว่าและหายสาปสูญไปในศตวรรษที่ 7

 

Related posts:

2 thoughts on “อัตติลา จอมทัพคนเถื่อน (Attila The Huns)

  • กรกฎาคม 25, 2012 at 4:53 pm
    Permalink

    เมื่อโรมเริ่มเสื่อมสลาย พวกคนเถื่อนก็เข้าย่ำยี นี่คงเป็นสัจธรรมของโลก

    Reply
  • กรกฎาคม 25, 2012 at 8:34 pm
    Permalink

    ทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)