สมรภูมิแอจินคอร์ท (Agincourt battlefield) ความพินาศของอัศวิน

ยุคกลางของยุโรปเป็นช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายและความขัดแย้ง มีสงครามเกิดขึ้นมากมายทั้งสงครามภายในอาณาจักรและสงครามระหว่างอาณาจักร ขณะเดียวกัน ก็เป็นยุคเฟื่องฟูของเหล่าอัศวิน ซึ่งถือกันว่าเป็นนักรบชั้นยอดที่ไม่มีผู้ใดต่อกรได้ ทว่าทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไปในการรบที่สมรภูมิแห่งหนึ่ง สงครามร้อยปี เป็นหนึ่งในสงครามที่โด่งดังของยุคกลาง สงครามนี้เป็นการรบระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสที่เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1337 – 1453 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายได้อ้างสิทธิในดินแดนของฝ่ายตรงข้ามจนนำไปสู่การทำศึกกันหลายครั้ง โดยหนึ่งในการศึกครั้งสำคัญที่เป็นที่กล่าวขานก็คือ ศึกที่เมืองแอจินคอร์ทหรือที่เรียกในภาษาฝรั่งเศสว่า อาแชงกูรต์ ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส

พระเจ้าเฮนรี่ที่ 5

หลังการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 แห่งอังกฤษ พระองค์ทรงอ้างสิทธิในราชบัลลังก์ฝรั่งเศส ตามข้อตกลงเดิมที่ฝรั่งเศสเคยทำกับอังกฤษ หลังจากที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในการรบเมื่อคราวก่อน ครั้นเมื่อฝ่ายฝรั่งเศสปฏิเสธที่จะทำตามความต้องการของพระองค์ พระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 จึงตัดสินใจพระทัยกรีฑาทัพเข้าสู่ฝรั่งเศส พร้อมด้วยอัศวิน 2,000 นาย พลธนูไม่สวมเกราะ 6,000 นาย รวมทั้งทหารช่างและหน่วยสนับสนุนการรบ อีก 1,000 คน

กองทัพอังกฤษเดินทางข้ามช่องแคบโดเวอร์มุ่งสู่ชายฝั่งของฝรั่งเศส ในวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ.1415 และขึ้นบกที่แหลม เดอ โช ในอีกสองวันต่อมา โดยเป้าหมายแรกของกองทัพอังกฤษคือ เข้ายึดป้อมฮาร์เฟลอร์ เพื่อเปิดเส้นทางไปสู่แคว้นนอร์มังดี

กองทัพของพระเจ้าเฮนรี่สามารถยึดป้อมดังกล่าวได้ในวันที่ 22 กันยายน แต่ก็ต้องประสบกับความสูญเสียเป็นอันมาก เนื่องด้วยสาเหตุจากความเจ็บป่วยที่คุกคามกองทัพของพระองค์ จนทำให้กองทัพอังกฤษเหลือ ไพร่พลเพียง 7,000 นาย เท่านั้น

การสูญเสียกำลังพลไปเกือบหนึ่งในสาม ทำให้พระเจ้าเฮนรี่ต้องทรงวางแผนการรบใหม่ พระองค์ตัดสินพระทัยเคลื่อนทัพไปตั้งหลักที่เมืองคาเลย์ซึ่งเป็นอาณาเขตของอังกฤษบนชายฝั่งฝรั่งเศส ทว่าทางฝ่ายฝรั่งเศสนั้นรู้เรื่องที่กองทัพอังกฤษอ่อนกำลังลง จึงได้ส่งกองทัพใหญ่ซึ่งประกอบด้วย อัศวินกว่า 20,000 นายและพลเดินเท้าสวมเกราะกว่า 10,000 นาย ไล่ตามมา เพื่อหมายบดขยี้อีกฝ่ายให้พินาศ

สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้กองทัพอังกฤษอยู่ในภาวะจนตรอก พระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 ได้ถอยทัพไปจนถึงเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งที่ชื่อ แอจินคอร์ท ซึ่งตั้งอยู่บนเส้นทางที่จะไปยังคาเลย์  และทรงมีพระบัญชาให้กองทัพของพระองค์เตรียมการตั้งรับข้าศึกที่นี่

แม้ว่า กำลังพลของพระเจ้าเฮนรี่จะมีไม่ถึงหนึ่งในสี่ของฝ่ายตรงข้าม แต่พระองค์ก็ยังมีอาวุธสำคัญอยู่ นั่นคือ ธนูคันยาว ทั้งนี้ พระเจ้าเฮนรี่ทรงทราบดีถึงอานุภาพของอาวุธชนิดนี้ พระองค์จึงทรงเลือกธนูคันยาวเป็นอาวุธสำคัญของกองทัพ ธนูเหล่านี้ยาวหกฟุต ทำจากไม้ยิว ซึ่งยืดหยุ่นได้ดี และสามารถใช้ยิงในแนวราบได้ไกลเกือบ 130 เมตร แต่หากยิงในมุม 45 องศา ก็จะยิงได้ไกลถึง 300 เมตร อย่างไรก็ตาม ธนูคันยาวต้องใช้แรงเหนี่ยวมากกว่าธนูธรรมดา ซึ่งในการนี้ พระเจ้าเฮนรี่ได้ทรงโปรดให้คัดเลือกชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่มาเข้ารับการฝึกฝนเป็นเวลานานนับปี เพื่อให้มีพละกำลังมากพอจะใช้ธนูแบบนี้ได้ ทั้งยังทรงโปรดให้ทำลูกธนูถึง 100,000 ดอก เอาไว้ใช้งานด้วย

นอกจากธนูคันยาวแล้ว พลธนูอังกฤษทุกคนยังมีขวากติดตัวเข้าสู่สนามรบด้วย ขวากเหล่านี้ ทำจากท่อนไม้ที่เสี้ยมปลายแหลมทั้งสองข้าง มีเส้นผ่านศุนย์กลาง 6 นิ้ว ยาว 6 ฟุต โดยในการรบ เหล่าพลธนูจะปักขวากลงบนพื้นดินเป็นมุม 45 องศา ห่างกันราว 3 ฟุต จากนั้นพลธนูจะยืนอยู่ระหว่างขวากแต่ละท่อน ซึ่งขวากเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นเครื่องกีดขวางกองทหารม้าของฝ่ายตรงข้าม

(พลธนูยาวพร้อมขวาก)

เนื่องด้วยกองทัพอังกฤษมีกำลังน้อยกว่า พระเจ้าเฮนรี่จึงทรงเลือกชัยภูมิแคบๆ ระหว่าง เมืองแทรมคอร์ท กับเมืองแอจินคอร์ทเป็นที่ตั้งทัพ โดยลักษณะของพื้นที่ดังกล่าวเป็นทุ่งหญ้าที่มีสองข้างทางเป็นป่าทึบ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้กองทัพฝรั่งเศสเข้าโอบล้อมได้ถนัด

ในคืนก่อนหน้าการรบ ได้มีฝนตกลงมาอย่างหนักจนทำให้สนามรบกลายสภาพเป็นทะเลโคลน ทำให้กองทัพอังกฤษจะเคลื่อนพลเข้าสู่ที่มั่นได้อย่างยากลำบาก ทำให้ไพร่พลทั้งเหน็ดเหนื่อย ทั้งยังเปียกฝนอีกด้วย

ในวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1415 อันเป็นวันที่กองทัพทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน พระเจ้าเฮนรี่ได้ทรงมีพระบัญชาให้อัศวินทั้งหมดลงจากหลังม้าและร่วมกับพลธนูเพื่อตั้งขบวนรับศึก โดยทรงให้จัดขบวนทัพเป็นแถวหน้ากระดานสี่แถว ลึกเข้าไปในท้องทุ่งและสยายปีกอยู่ระหว่างปลายใต้สุดของแอจินคอร์ทกับแทรมคอร์ท โดยมี ดยุคแห่งยอร์คบัญชาการปีกขวาและลอร์ดคามอยส์อยู่ปีกซ้าย ส่วนพระเจ้าเฮนรี่นั้นทรงวางตำแหน่งพระองค์เองอยู่ในศูนย์กลางกองทัพ ทั้งนี้พระองค์ทหารทุกคนจะสู้รบด้วยการเดินเท้า

ห่างออกไปจากจุดตั้งทัพของอังกฤษ 1.6 กิโลเมตรทางทิศเหนือ เป็นจุดที่กองทัพฝรั่งเศสได้แปรขบวนทัพอยู่ โดยฝ่ายฝรั่งเศสมีผู้บัญชาการสองคนคือ ชาร์ล ดัลเบรต์ ขุนพลแห่งฝรั่งเศส และ จอมพล ฌอง เดอบูชิโคต์ ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่ของสนามรบนั้นแคบ ทำให้กองทัพฝรั่งเศสต้องจัดขบวนทัพเป็นสามแนวอย่างแน่นหนา เรียงตามหลังกันไปตามความยาวของพื้นที่

โดยกองทหารแนวหน้านั้น ประกอบด้วยเหล่าอัศวินเกราะหนักซึ่งถือหอกและแหลนยาว 4 เมตร โดยมีผู้บัญชาการหน่วยคือ ดยุคแห่งบาร์ และดยุคแห่งอาลังซอน ส่วนพวกทหารที่ไม่ได้อยู่ในตระกูลสูงนั้น ถูกผลักไปอยู่แนวที่สาม ทว่าการที่เหล่าอัศวินมารวมกันอย่างแน่นหนาในแนวเดียวกันเช่นนี้ ได้ส่งผลให้พวกเขาไม่อาจใช้อาวุธยาวได้อย่างถนัด อีกทั้งการวางพลหน้าไม้และปืนไฟเอาไว้หลังแนวอัศวินกับทหารม้ายังส่งผลให้พลอาวธยิงเหล่านั้นไม่สามารถใช้ของพวกตนได้ เนื่องจากถูกพวกอัศวินบังเอาไว้

(อัศวินฝรั่งเศส)

กองทัพทั้งสองฝ่ายตั้งประจัญหน้ากันถึงสามชั่วโมง ในที่สุด พระเจ้าเฮนรี่ก็ทรงออกคำสั่งให้กองทัพเดินหน้าเข้าหาข้าศึก  ซึ่งหลังจากที่เคลื่อนขบวนเข้าไปได้ 640 เมตร ฝ่ายอังกฤษก็ตั้งแนวรบของพวกตน โดยพลธนูได้ปักขวากลงบนพื้นและเข้าประจำที่

ฝ่ายฝรั่งเศสนั้นวางแผนจะบุกเข้าตีพลธนูอังกฤษให้แตกพ่ายไปจากสนามรบ จากนั้นจึงจะใช้กำลังที่เหนือกว่า บดขยี้กองกำลังอังกฤษที่เหลือ ดังนั้นเมื่อเห็นข้าศึกตั้งแนวแล้ว กองทัพฝรั่งเศสจึงเคลื่อนขบวนเข้าโจมตีทันทีโดยมีเหล่าอัศวินเป็นกองหน้า ส่วนทหารราบสวมเกราะและพลหน้าไม้กับปืนไฟเป็นกองหลัง

เหล่าอัศวินฝรั่งเศสเคลื่อนพลผ่านท้องทุ่งที่เจิ่งไปด้วยน้ำและโคลน ด้วยความยากลำบาก เนื่องจาก น้ำหนักของชุดเกราะทำให้ม้าของพวกเขาวิ่งได้อย่างหนืด เพราะกีบเท้าของมันจมลงไปในดินโคลน ม้าหลายตัวติดหล่มและกลายเป็นเป้านิ่งของพลธนูอังกฤษ อัศวินส่วนใหญ่ถูกธนูยิงร่วงลงจากหลังม้า บ้างก็ถูกระดมยิงสังหารด้วยปืนไฟ จนเหลืออัศวินเพียงจำนวนน้อยที่บุกเข้ามาถึงแนวรบของฝ่ายตรงข้ามได้ แต่ก็ต้องมาติดแนวขวากที่ฝ่ายอังกฤษปักขวางเอาไว้จนการบังคับม้าทำให้ลำบากและถูกพลธนูอังกฤษเข้ารุมยื้อยุดจนตกจากหลังม้า ก่อนจะช่วยกันรุมสังหารเสีย ด้วยอาวุธต่างๆ ทั้งดาบ ขวาน กระบอง

ขณะเดียวกัน ทหารราบสวมเกราะฝ่ายฝรั่งเศสก็ประสบความยากลำบากในการเคลื่อนที่ไม่แพ้พวกอัศวิน น้ำหนักของชุดเกราะที่สวมอยู่ ทำให้ข้อเท้าของพวกเขาจมลงไปในโคลน ซึ่งกว่าที่จะฝ่าทะเลโคลนไปถึงแนวรบข้าศึกได้ ทหารราบฝรั่งเศสก็แทบจะสิ้นกำลัง อย่างไรก็ตาม ในการปะทะกันช่วงแรก พวกฝรั่งเศสก็ยังสามารถรุกไล่จนทัพอังกฤษต้องถอยไปในระยะพุ่งหอก

เมื่อทรงทอดพระเนตรดังนั้น พระเจ้าเฮนรี่จึงทรงสั่งให้พลธนูของพระองค์โยนคันธนูทิ้งและเข้าต่อสู้ในระยะประชิดกับพลเกราะฝรั่งเศส พลธนูเหล่านี้เข้าปะทะกับข้าศึกด้วยขวาน ตะลุมพุกและดาบ การที่พวกเขาไม่สวมเกราะ ทำให้เคลื่อนไหวบนสนามรบที่เต็มไปด้วยดินโคลนได้คล่องแคล่วกว่าทหารฝรั่งเศส

การรบดำเนินไปอย่างดุเดือด ทั้งอัศวินและพลเกราะของฝรั่งเศสนับพันนายถูกเหล่าพลธนูอังกฤษฟาดฟันลงกองทับถมกันถึงสามชั้นและถูกสังหารเกือบทั้งหมด จากนั้นไม่นาน ความปั่นป่วนก็เกิดขึ้นในกองทัพฝรั่งเศสที่เหลือ บรรดาทหารซึ่งเคลื่อนกำลังตามมา ต่างเริ่มรวนเรจนเสียขบวนเมื่อได้เห็นกำลังพลกว่าครึ่งของฝ่ายตนถูกทำลายล้างจนย่อยยับ ขณะเดียวกัน ฝ่ายอังกฤษก็ยิงธนูเข้าใส่พวกฝรั่งเศสอีกครั้ง ทำให้ทหารบางส่วนแตกพ่ายหนีออกจากสมรภูมิ ขณะที่บางส่วนก็ถูกสังหารด้วยคมธนู

ในที่สุด การรบก็สิ้นสุดลง พร้อมด้วยชีวิตของทหารฝรั่งเศสมากกว่า 10,000 นาย ในขณะที่ฝ่ายอังกฤษนั้นสูญเสียทหารไปไม่ถึง 200 นายเท่านั้น นอกจากนี้ อัศวินที่เป็นนายทัพนายกองหลายคนรวมทั้งจอมพล ฌอง เดอ บูชิโคต์ ผู้บัญชาการทัพของฝรั่งเศส ยังถูกจับเป็นเชลยเพื่อเรียกค่าไถ่ตัวด้วย

สำหรับจอมพล บูชิโคต์ ผู้นี้นับเป็นหนึ่งในอัศวินที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยมีชื่อเสียงเลื่องลือในฐานะผู้ชนะเลิศจากการแข่งขันประลองยุทธ์และได้รับชัยชนะในสงครามใหญ่หลายครั้ง จนได้รับพระราชทานยศจอมพลแห่งฝรั่งเศส ซึ่งหลังจากที่พ่ายแพ้ในศึกแอจินคอร์ทแล้ว จอมพลบูชิโคต์ ได้ถูกนำตัวไปอังกฤษและเสียชีวิตลงในอีก 6 ปีต่อมา ระหว่างที่กำลังรอค่าไถ่ตัวอยู่

(ภาพสมรภูมิแอจินคอร์ท ในปัจจุบัน)

ชัยชนะของอังกฤษในสมรภูมิแอจินคอร์ท ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกลศึกธนูคันยาวที่สามารถพิชิตกองทัพอัศวินลงได้อย่างสิ้นเชิง และหลังจากการรบครั้งนี้แล้ว พระเจ้าเฮนรี่ก็ได้ทรงนำทัพทำศึกกับฝ่ายฝรั่งเศสต่อไปจนกระทั่งได้รับชัยชนะอย่างสมบูรณ์ โดยกษัตริย์ฝรั่งเศสทรงขอเจรจาสงบศึกและทำข้อตกลงยินยอมให้พระเจ้าเฮนรี่ได้รับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการและเป็นรัชทายาทสืบราชบัลลังก์ของฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม พระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 ได้เสด็จสวรรคตก่อนที่จะได้ขึ้นครองฝรั่งเศส ตำแหน่งดังกล่าวจึงสืบทอดมายังพระเจ้าเฮนรี่ที่ 6 ซึ่งเป็นโอรสของพระองค์ แต่ก็ยังคงมีเชื้อพระวงศ์และขุนนางรวมทั้งประชาชนฝรั่งเศสจำนวนมากที่ไม่ยอมรับการปกครองของอังกฤษ ทำให้สงครามยังดำเนินต่อมาจนถึง ปี ค.ศ. 1453 ซึ่งเป็น ปีที่ชาวฝรั่งเศสสามารถขับไล่กองทัพอังกฤษออกไปจากแผ่นดินใหญ่ของตนได้สำเร็จ และเป็นปีที่สงครามร้อยปีสิ้นสุดลง

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)