สมรภูมินรกแห่งติวโตเบิร์ก

ใน ปี ค.ศ.9 ข้าหลวงโรมันนาม ปับลิอุส ควินติลิอุส วารัส ได้นำทหารสามกองพลเคลื่อนทัพเข้าไปในป่าติวโตเบิร์กของดินแดนเยอรมัน ทว่านั่นกลับกลายเป็นหายนะอันยิ่งใหญ่ของกองทัพอันเกรียงไกรแห่งจักรวรรดิ เมื่อวารัสได้นำทัพเข้าสู่กับดักที่ถูกวางไว้โดยฝีมือของผู้ที่เขาคิดว่าเป็นมิตร

เมื่อสองพันปี อำนาจของจักรวรรดิโรมันได้แผ่เข้าครอบคลุมดินแดนต่าง ๆ รอบทะเลเมดิเตอร์เนียนทั้ง กรีก กอล ไบรตัน อียิปต์ มาซิโดเนีย ฟินิเชีย อาร์เมเนีย ไอบีเรีย ลูซิตาเนีย นูมิเดีย ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความสามารถของกองทัพโรมันที่ได้ชื่อว่าเป็นกองทหารที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดของยุคนั้น

tuetoberg1

ป่าติวโตเบิร์ก

หลังประสบความสำเร็จในการครอบครองดินแดนรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จักรวรรดิโรมันก็ได้วางแผนอำนาจเข้าสู่ภาคเหนือโดยมีเป้าหมายสำคัญคือดินแดนเยอรมัน ทั้งนี้นับแต่ยุคของจูเลียส ซีซ่าร์ ชนเผ่าเยอรมันได้ยกทัพเข้ามารุนรานดินแดนกอลซึ่งอยู่ในอาณัติของโรมันหลายครั้ง ซีซาร์ได้สั่งให้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำไรน์และบุกเข้าโจมตีชนเผ่าเยอรมันที่อยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำร์จนแตกพ่าย ทำให้ชาวเยอรมันเกิดครั่นคร้ามและไม่กล้ามาคุกคามดินแดนของโรมันอีก

เมื่อโรมกลายเป็นจักรวรรดิโดยสมบูรณ์หลังการขึ้นครองราชย์ของออคตาเวียน หรือ ออกัสตัส ซีซาร์ หลานชายของจูเลียส ซีซาร์  กองทัพโรมันก็เข้ารุกรานดินแดนเยอรมันอีกครั้ง และสามารถกำราบชนเผ่าเยอรมันลงได้หลายเผ่าจนได้มีการก่อตั้งค่ายทหารขึ้นในแดนดินที่ยึดได้และเรียกดินแดนนี้ว่า เยอรมาเนีย

แม้โรมจะสามารถตั้งเขตปกครองและทำให้หลายเผ่ายอมเป็นพันธมิตรกึ่งเมืองขึ้นได้ ทว่าก็ยังมีชาวเยอรมันอีกหลายเผ่าที่ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ ทำให้โรมไม่สามารถผนวกดินแดนเยอรมันทั้งหมดเข้ากับจักรวรรดิได้อย่างสมบูรณ์

ปับลิอุส ควินติลิอุส วารัสเป็นสมาชิกของตระกูลขุนนางชั้นสูงทั้งยังมีความเกี่ยวพันกับราชตระกูล นอกจากนี้เขายังเป็นผู้บริหารที่มีความสามารถและประสบการณ์สูง ฤดูใบไม้ร่วง ปี ค.ศ. 6 วารัสได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งข้าหลวงประจำมณฑลเยอรมาเนียและผู้บัญชาการกองทัพโรมันประจำลุ่มน้ำไรน์  โดยชื่อเสียงของวารัสนั้นเป็นที่รู้จักกันทั่วจักรวรรดิจากการกระทำที่โหดเหี้ยมในการตรึงกางเขนเหล่ากบฏ อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นที่หวาดกลัวของปวงชน แต่วารัสก็ได้รับความเคารพอย่างสูงจากสภาขุนนางโรมัน

tuetoberg6

นักรบเยอรมันซุ่มดูกองทหารโรมัน

วารัสได้ยกพลข้ามแม่น้ำไรน์บุกเข้าไปฝั่งทางตะวันออก และสามารถยึดครองดินแดนบางส่วนได้ จากนั้นจึงผนวกดินแดนดังกล่าวเข้ากับมณฑลเยอรมาเนียและจัดตั้งค่ายทหารขึ้นหลายแห่ง ทั้งนี้หลังจากที่มาดำรงตำแหน่งข้าหลวงแห่งเยอรมาเนีย เขามีผู้ช่วยคนสำคัญคนหนึ่งคือ อามินิอุส หัวหน้านักรบหนุ่ม วัยยี่สิบห้าปีแห่งเผ่าเซรุสชี

อาร์มินิอุสเคยถูกส่งไปเป็นตัวประกันที่โรมตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นและมีความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมโรมันเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้เคยศึกษาวิชาการทหารของโรมันมาอีกด้วย โดยหลังกลับมาจากกรุงโรม เขาพิสูจน์ตัวเองในฐานะพันธมิตรที่ดีของโรมหลายครั้งและได้รับความไว้วางใจจากข้าหลวงวารัสเป็นอันมาก และได้ตั้งให้เขาเป็นที่ปรึกษาประจำตัว ทว่าสิ่งหนึ่งที่วารัสยังไม่รู้ก็คือ ที่ปรึกษาของเขาผู้นี้ได้แอบทำสัญญาพันธมิตรอย่างลับๆกับชนเผ่าที่เป็นศัตรูกับโรมและหาโอกาสที่จะปลดแอกเผ่าเซรุสชีจากอำนาจของโรม

ในฤดูร้อนของ ปี ค.ศ. 9 วารัสได้รับรายงานจากอาร์มินิอุสว่าเกิดการกบฏของชนพื้นเมืองทางภาคเหนือ เขาตัดสินปราบกบฏครั้งนี้อย่างรวดเร็วจึงนำทหารโรมันสามกองพลพร้อมกองหนุนซึ่งมีกำลังพลรวมทั้งสิ้นสองหมื่นเศษเดินทางโดยใช้เส้นทางลัดเพื่อเข้าถึงที่มั่นของพวกกบฏ โดยผู้ที่นำทางกองทัพของวารัสก็คือ อาร์มินิอุส

ในคืนก่อนการเดินทัพ เซเกสตีสซึ่งเป็นหัวหน้านักรบคนหนึ่งของเผ่าเซรุสชีพยายามเตือนวารัสว่า อาร์มินิอุสไว้ใจไม่ได้ ทว่าข้าหลวงไม่ยอมรับฟัง เนื่องจากเห็นว่า เซเกสตีสกับอาร์มินิอุสนั้นเคยมีความขัดแย้งกันอยู่ จากนั้นวันรุ่งขึ้น วารัสก็เคลื่อนพลเข้าสู่ป่าติวโตเบิร์กซึ่งเป็นเส้นทางที่อาร์มินิอุสบอกว่าจะสามารถเข้าถึงที่มั่นของฝ่ายกบฏได้โดยที่ฝ่ายนั้นไม่ทันตั้งตัว

ทว่าหลังจากกองทัพโรมันเข้ามาในป่าติวโตเบิร์กแล้ว พวกเขาก็พบว่าเส้นทางในป่ายากลำบากแก่การเดินทัพ เนื่องจากพื้นดินขรุขระอีกทั้งสายฝนที่ตกกระหน่ำมาก่อนหน้านั้น ยิ่งทำให้ทางเดินเต็มไปด้วยหลุมบ่อและโคลนตม นอกจากนี้ยังมีต้นไม้โค่นขวางทางระเกะระกะกีดขวางจนทำให้การเดินทัพเต็มไปด้วยความทุลักทุเลและล่าช้า

ขณะที่ทหารโรมันกำลังเคลื่อนทัพผ่านป่าด้วยความยากลำบากนั้น อาร์มินิอุสกับคนของเขาก็บอกกับข้าหลวงวารัสว่า จะไปตามพวกนักรบเซรุสชีมาช่วยทำทางให้พวกโรมันเคลื่อนทัพได้สะดวกขึ้น จากนั้นนักรบหนุ่มและพรรคพวกก็หายเข้าป่าไป ก่อนจะกลับมาอีกครั้ง ทว่าไม่ได้มาเพื่อช่วยแต่มาเพื่อฆ่า

tuetoberg4อาร์มินิอุสนำไพร่พลเข้าโจมตีกองทัพของวารัส

เสียงโห่ร้องของนักรบเยอรมันเผ่าเซรุสชีดังขึ้นรอบทิศ หอกและลูกธนูพุ่งออกมาจากป่าทึบสองข้างทาง สร้างความปั่นป่วนให้กับกองทัพโรมันเป็นอันมาก และท่ามกลางความวุ่นวายนั้นเอง อาร์มินิอุสก็ให้สัญญาณพวกนักรบเยอรมันเข้าโจมตี

การรบเริ่มขึ้นและดำเนินไปอย่างดุเดือด แม้พวกโรมันจะมีชุดเกราะและอาวุธที่ดีกว่า ทว่าการโจมตีอย่างไม่คาดฝันทำให้พวกเขาเสียขวัญ จนไม่ทันตั้งขบวนรับศึก ภาพของนักรบชาวป่าร่างสูงใหญ่ผิวขาวซีดในชุดขนสัตว์ถือหอกเล่มใหญ่ท่ามกลางแสงสลัวในป่าทึบสร้างความหวาดกลัวให้เหล่าทหารโรมันที่ถูกเกณฑ์มาจากดินแดนรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

tuetoberg5

อย่างไรก็ตาม เหล่าทหารโรมันก็พยายามต่อสู้อย่างสุดกำลัง ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันดุเดือดจนถึงวันที่สาม กองทหารโรมันทั้งสามกองพลก็พินาศยับเยิน ข้าหลวงวารัสชิงปลิดชีพตัวเองก่อนที่จะตกเป็นเชลยของชาวป่า ขณะที่ทหารโรมันส่วนใหญ่ถูกสังหารและมีส่วนน้อยที่ตกเป็นเชลย โดยประมาณการว่าจากกำลังพลสองหมื่นนายมีทหารที่หนีรอดไปได้ไม่ถึงพันคน

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ ถือเป็นหายนะครั้งใหญ่ของกองทัพโรมัน ทั้งๆที่กองทัพเยอรมันเผ่าเชรุสซีของอาร์มินิอุสมีกำลังรบไม่เกินหมื่นห้าพันคนเท่านั้น ทว่าพวกเขาใช้ความได้เปรียบจากความชำนาญในภูมิประเทศบวกกับยุทธวิธีซุ่มโจมตีแบบกองโจรจนสามารถทำลายล้างกองทัพโรมันที่เหนือกว่าทั้งด้านกำลังพลและอาวุธได้

สำหรับทหารที่ตกเป็นเชลยนั้น พวกเยอรมันได้นำเชลยโรมันที่เป็นนายทหารไปตัดหัวเพื่อสังเวยเทพเจ้าแห่งสงครามของพวกเขา จากนั้นจึงตรึงศีรษะเหล่านั้นไว้ตามต้นไม้ในป่า ส่วนเชลยที่เป็นพลทหารนั้นถูกจับไปเป็นทาส

tuetoberg2

อาร์มินิอุสได้ส่งหัวของวารัสไปให้มาโรโบดูอุส หัวหน้าชาวเยอรมันเผ่ามาโคมันนีซึ่งเป็นเมืองขึ้นของโรม โดยหวังว่าจะทำให้มาโรโบดูอุสเลิกกลัวโรมันและหันมาร่วมมือกับตนต่อต้านโรม ทว่ามาโรโบดูอุสไม่ยอมร่วมมือกับอาร์มินิอุสและส่งหัวของวารัสไปยังโรมพร้อมแจ้งข่าวทั้งหมด เล่ากันว่า ทันทีที่จักรพรรดิออกัสตัสทรงทราบเรื่อง พระองค์ถึงกับตะโกนก้องว่า ”วารัส เอากองทัพของข้าคืนมา!”

หลังจากเอาชนะกองทัพโรมันของวารัสได้ อาร์มินิอุสได้ยกทัพเข้าตีกองทหารโรมันในเยอรมาเนียและทำลายป้อมหลายแห่ง จนทำให้กองทัพโรมันหลายส่วนต้องถอนกำลังออกมาจากดินแดนเยอรมัน

แม้เหตุการณ์ที่เกิดในติวโตเบิร์กจะถือเป็นความอัปยศของกองทัพโรมันทว่าฝ่ายโรมก็มิได้ทำการโต้ตอบในทันทีเนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองภายใน จนกระทั่งจักรพรรดิออกัสตัสสวรรคตและพระนัดดาของพระองค์ ไทเบอริอุสขึ้นครองราชย์

จากนั้นในปี ค.ศ.14 จักรพรรดิไทเบอริอุสได้ทรงมีพระบัญชาให้แม่ทัพเจอรมานิคัสนำไพร่พลห้าหมื่นเคลื่อนทัพสู่แดนเยอรมันและกำราบชนเผ่าพื้นเมืองลงได้หลายเผ่าก่อนจะบุกสู่ป่าติวโตเบิร์กในปี ค.ศ.16 เพื่อกวาดล้างเผ่าเซรุสชี ทว่าหลังจากยกทัพเข้าสู่แดนมรณะ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือ โครงกระดูกและหัวกะโหลกกลาดเกลื่อนในป่าอันเป็นสมรภูมินรก ทั้งยังมีกะโหลกของนายทหารที่ถูกบูชายัญตรึงไว้ตามต้นไม้ต่าง ๆ ในป่าด้วย

เจอรมานิคัสสั่งให้นำโครงกระดูกทั้งหมดมาทำพิธีฝังและกล่าวสุนทรพจน์เพื่อปลุกใจเหล่าไพร่พลให้ห้าวหาญ ทว่าสิ่งที่พวกทหารได้เห็นท่ามกลางบรรยากาศที่มืดครึ้มของป่านั้นดูจะทำลายขวัญกำลังใจของพวกเขาลงไปไม่น้อย

tuetoberg3

ชนเผ่าเซรุสชีใช้ยุทธวิธีกองโจรดักซุ่มโจมตีกองทัพโรมันหลายต่อหลายครั้ง ทำให้เจอรมานิคัสสูญเสียไพร่พลไปเป็นจำนวนมาก อีกทั้งภูมิประเทศที่รกทึบของป่าดึกดำบรรพ์แห่งนี้ยังเป็นอุปสรรคกีดขวางการเคลื่อนกำลังกองทหารโรมันด้วย จนกระทั่งในปีรุ่งขึ้นคือ ค.ศ.17 เจอรมานิคัสก็จำต้องถอนทัพกลับโดยไม่สามารถกำราบข้าศึกได้ จากนั้นอีกสองปีให้หลัง เจอรมานิคัสก็สิ้นชีวิตลงจากการลอบถูกวางยาพิษโดยคู่อริของเขา

ชัยชนะในปี ค.ศ.17  ทำให้อิทธิพลของอาร์มินิอุสเพิ่มมากขึ้น ต่อมาเขาได้ยกทัพไปโจมตีหัวหน้ามาโรโบดูอุสของเผ่ามาโคมันนีจนแตกพ่าย ทำให้มาโรโบดูอุสและชนเผ่าของเขาต้องอพยพหลบหนี อย่างไรก็ตาม ความรุ่งโรจน์ของอาร์มินิอุสก็ถึงจุดจบในปี ค.ศ.21 โดยเขาได้ถูกนักรบของตัวเองลอบสังหารเนื่องจากเกรงว่าเขาจะทรงอำนาจมากเกินไป

arminiuss

อาร์มินิอุส

แม้อาร์มินิอุสจะสิ้นชีวิต ทว่ายามนี้ จักรวรรดิโรมันก็ได้ยกเลิกนโยบายยึดครองดินแดนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไรน์แล้ว เนื่องจากมองว่าดินแดนดังกล่าวไม่คุ้มค่าแก่การยึดครองและทางจักรวรรดิก็ได้กำหนดขอบเขตมณฑลเยอรมาเนียไว้เพียงแม่น้ำไรน์ โดยดินแดนถัดจากนั้นไป ถูกเรียกว่า บาบาริคัม ทั้งนี้โรมได้จัดกองทหารถึงแปดกองพลประจำแนวแม่น้ำไรน์เพื่อรักษาชายแดนทางด้านนี้จากการรุกรานของชนเผ่าพื้นเมืองในบาบาริคัม

ทางด้านดินแดนเยอรมันนั้น หลังการตายของอาร์มินิอุส เผ่าเซรุสชีก็เสื่อมอำนาจลงและถูกรวมเข้ากับสหพันธ์ชาวแฟรงค์ในภายหลัง ส่วนมาโรโบดูอุสได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์แห่งเผ่ามาโคมานีและผูกไมตรีกับโรม เช่นเดียวกับหัวหน้าชาวเยอรมันอีกหลายเผ่า จากนั้นสงครามระหว่างโรมันและเยอรมันก็สงบลง พร้อมๆกับที่ชาวเยอมันเริ่มจัดระบบสังคมแบบศักดินาที่มีนักรบเป็นศูนย์กลางขึ้นมา

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)