ศึกอัปยศแห่งถู่มู่เป่า

นับแต่จักรพรรดิหมิงไทจู่ จูหยวนจาง ล้มราชวงศ์หยวนขับไล่ชาวมองโกลออกนอกด่าน ชนเผ่ามองโกลได้แตกออกเป็นสามเผ่า คือ ตาร์ต้า หว่าล่า และอูเลียงฮา ต่อมา เผ่าหว่าล่าได้รวมอีกสองเผ่าเข้าไว้ในอำนาจจนมีกำลังกล้าแข็งและมักส่งกองทหารม้าเข้าโจมตีชายแดนต้าหมิง เป็นระยะ

(เยเซ ผู้นำมองโกล)

เพื่อรักษาความสงบของชายแดน ราชวงศ์หมิงจึงเจรจากับเผ่าหว่าล่าโดยจะส่งเงินทองและสินค้ามีค่าให้กับหว่าล่าเป็นรายปีเพื่อให้ยุติการรุกรานพรมแดน ต่อมาในปี ค.ศ.1449 เยเซ ประมุขแห่งหว่าล่ากล่าวหาว่าต้าหมิงทำผิดข้อตกลง โดยไม่ยอมส่งของกำนัลรายปีให้ตามที่ตกลงไว้ จึงนำทัพเข้าโจมตีเมืองหน้าด่านของราชวงศ์หมิง

ในเวลานั้น หมิงอิงจง จักรพรรดิหนุ่มวัย 23 ชันษา แห่งราชวงศ์หมิงทรงหวาดวิตกเรื่องการสงครามเป็นอันมาก เนื่องจากกองทัพที่ประจำอยู่ชายแดนนั้น ถูกทัพหว่าล่าตีแตกพ่ายยับเยิน พระองค์จึงทรงเรียกตัวราชครูหวางเจิ้นมาเข้าพบ เพื่อหารือเรื่องการศึก

หวางเจิ้นเป็นชาวเมืองเว่ยโจว ถูกส่งเข้าวังมาเป็นขันทีตั้งแต่ยังเด็ก เขาเป็นคนฉลาดมีไหวพริบดี ทั้งยังรู้หนังสือ จักรพรรดิหมิงเซวียนจงจึงให้เขาทำหน้าที่รับใช้องค์รัชทายาทจูฉีเจิ้น จนเมื่อหมิงเซวียนจงสวรรคต รัชทายาทจูฉีเจิ้นขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิหมิงอิงจงด้วยพระชนมายุเพียง 9 พรรษา หวางเจิ้นก็ได้กลายเป็นราชครูและเป็นที่ไว้วางพระทัยของหมิงอิงจงเป็นอย่างมาก

(จักรพรรดิหมิงอิงจง)

ทว่าหวางเจิ้นนั้นแท้จริงเป็นคนโฉดชั่ว เบื้องหน้าเขาทำเป็นจงรักภักดีต่อราชบัลลังก์แต่ลับหลังตั้งกลุ่มอำนาจของตน กระทำการฉ้อราษฏร์บังหลวง ใช้อิทธิพลข่มเหงขุนนางและราษฏร กำจัดผู้ที่ไม่เห็นด้วย ยักยอกงบประมาณแผ่นดิน ทั้งยังซื้อขายตำแหน่งข้าราชการ จนราชการแผ่นดินวิปริตแปรปรวน แม้กระทั่งเหตุผลหนึ่ง ที่ทัพหว่าล่าเข้ารุกรานครั้งนี้ ก็เป็นเพราะหวางเจิ้นยักยอกของกำนัลที่จะส่งไปยังเผ่าหว่าล่าจนทำให้เกิดความขัดแย้งและลุกลามกลายเป็นสงคราม

เมื่อเข้าเฝ้าแล้ว หวางเจิ้นได้กราบทูลให้หมิงอิงจงเสด็จนำทัพไปปราบข้าศึกด้วยพระองค์เอง โดยอ้างว่า “พวกหว่าล่าเป็นแต่ชนป่าเถื่อนโง่เขลา หากโอรสสวรรค์ทรงนำทัพใหญ่บุกเข้าไปปราบปรามถึงแดนของพวกมันด้วยพระองค์เองแล้วไซร้ พวกมันย่อมหวาดกลัวจนหนีไปหมดสิ้นเป็นแน่”

หมิงอิงจงเห็นดีด้วยกับข้อเสนอของหวางเจิ้น แม้ว่าเหล่าขุนนางผู้ใหญ่จะคัดค้านก็มิทรงฟัง พระองค์ทรงมีพระบัญชาให้ระดมไพร่พล 500,000 นายและยกทัพออกจากนครเป่ยจิงทันที ทว่ากองทัพที่พระองค์ทรงนำไปนั้น ถูกเรียกรวมพลในเวลาจำกัด ไพร่พลอาวุธยังไม่ได้เตรียมพร้อมดี ทำให้การสั่งการสับสน อีกทั้งเมื่อเดินทัพออกนอกด่านยงกวนแล้ว เกิดสภาพอากาศแปรปรวน ฝนตกหนัก ไพร่พลไม่ได้เตรียมเสื้อคลุมป้องกันมา จึงพากันหนาวสั่นด้วยน้ำฝนและล้มป่วยลงเป็นอันมาก

บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ที่ตามเสด็จ ต่างรู้สึกถึงอันตรายจากการออกศึกโดยปราศจากความพร้อมเช่นนี้ จึงพากันกราบทูลขอร้องให้จักรพรรดิเสด็จกลับทว่าหวางเจิ้นกลับด่าว่าขุนนางเหล่านั้นว่า ขี้ขลาดและสั่งลงโทษให้ทุกคนคุกเข่าตลอดทั้งคืน

เมื่อข่านเยเซทราบว่าทัพหมิงออกนอกด่านมาโจมตีพวกตน จึงใช้ยุทธิวิธีล่อให้ข้าศึกไล่ตามโดยแสร้งถอยทัพเพื่อรอโอกาสทำลายฝ่ายตรงข้าม ขณะที่หมิงอิงจงไม่มีความรู้เรื่องการสงคราม กลับเชื่อแต่คำพูดหวางเจิ้นคนโฉด พระองค์จึงทรงเร่งเคลื่อนทัพไล่ตามข้าศึกจนเสบียงอาหารเริ่มขาดแคลน ไพร่พลป่วยเจ็บล้มตาย เกิดความปั่นป่วนขึ้นในกองทัพ

หลังจากที่ได้ทราบความเป็นไปของข้าศึกแล้ว ข่านเยเซก็จัดทหารม้าหนึ่งหมื่นซุ่มรอไว้บนเขาและเข้าล้อมตีทัพหน้าของฝ่ายต้าหมิงที่ไล่ตามทัพหว่าล่าเข้ามาในช่องเขานั้น ก่อนจะกวาดล้างทหารหมิงได้ทั้งทัพ

ข่าวความพ่ายแพ้อย่างยับเยินของทัพหน้าทำให้ หมิงอิงจงทรงตระหนกยิ่ง ข้างขันทีหวางเจิ้นเองก็ตกใจกลัวจนทำอะไรไม่ถูก ดังนั้นเมื่อคนสนิทของเขาแนะให้รีบถอยทัพ หวางเจิ้นจึงรีบกราบทูลจักรพรรดิตามนั้น หมิงอิงจงจึงทรงมีรับสั่งให้ถอยทัพกลับไปทางเว่ยโจว

ทว่าเว่ยโจวนั้นเป็นบ้านเกิดของหวางเจิ้น ทั้งยังเป็นเมืองที่เขาสะสมอิทธิพล ทรัพย์สินไว้เป็นอันมาก หวางเจิ้นเกรงว่า หากกองทัพใหญ่ถอยผ่านเว่ยโจว เรือกสวนไร่นาจำนวนมากมายของเขาในเมืองนั้นจะได้รับความเสียหาย จึงกราบทูลให้จักรพรรดิเปลี่ยนเส้นทางถอย โดยย้อนกลับขึ้นไปทางทิศเหนือแทน

การเปลี่ยนเส้นทางถอยทำให้ไพร่พลต้าหมิงต่างอิดโรย ประกอบกับอากาศทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หนำซ้ำเสบียงอาหารก็แทบไม่มีเหลือ ทหารจึงล้มตายลงเป็นอันมาก ซากศพเกลื่อนกลาดตลอดเส้นทางที่ถอยทัพ ขณะนั้น เยเซได้นำทัพม้าชั้นเยี่ยมจำนวน 20,000 นายข้ามกำแพงใหญ่ไล่ติดตามทัพหมิง และตามทันที่เซวียนฝู่ หวางเจิ้นสั่งแม่ทัพจูหย่งนำทหารม้า 30,000 นาย ออกต้านข้าศึก ทว่ากลับพ่ายแพ้ยับเยิน จูหย่งตายในที่รบ ทหาร 30,000 คนไม่มีเหลือรอดแม้แต่คนเดียว

(ทหารราบและทหารม้ามองโกล)

ในเวลานั้นเอง กองทัพใหญ่ของต้าหมิงได้ถอยมาถึงถู่มู่เป่า หรือ (ป้อม ถู่มู่) ทว่าหวางเจิ้นเป็นห่วงทรัพย์สินที่ตนรีดไถจากหัวเมืองรายทางรวมกว่า 1,000 คันรถ ที่ยังตามมาไม่ครบ จึงสั่งให้กองทัพหยุดรอที่นั่น

ถู่มู่เป่าเป็นที่สูง ไม่มีน้ำ ส่วนแหล่งน้ำที่ใกล้ที่สุดซึ่งอยู่ห่างไป 8 กิโลเมตรก็ถูกทัพหว่าล่ายึดเอาไว้ พวกทหารพยายามขุดดินลงไปลึกกว่า 20 ฟุต ก็ยังหาน้ำไม่ได้ ทำให้มีไพร่พลล้มตายด้วยขาดน้ำเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันทัพม้าของเยเซก็ตามมาถึงและเข้าโจมตีกองทัพหมิงอย่างดุเดือด บรรดาแม่ทัพนายกองนำไพร่พลเข้าต้านทานสุดชีวิต จนบาดเจ็บล้มตายไปนับไม่ถ้วน

หลังจากปะทะกันได้ไม่กี่วัน เยเซก็ส่งคนมาเจรจาสงบศึก ทั้งจักรพรรดิหมิงอิงจงและหวางเจิ้นดีใจมาก รีบส่งทูตไปเจรจากับอีกฝ่ายโดยยินยอมรับข้อเสนอของฝ่ายหว่าล่าทุกประการ หลังจากเจรจาเรียบร้อยแล้ว หวางเจิ้นก็สั่งให้ย้ายค่ายไปยังแหล่งน้ำ  ด้วยความกระหายน้ำ ทำให้บรรดาทหารต่างเร่งรีบไปจนไม่เป็นขบวน

ทว่าแผนสงบศึกของเยเซนั้น แท้จริงเป็นกลลวง ซึ่งหลังจากที่เยเซได้ทราบว่าทัพหมิงเร่งรีบไปยังแหล่งน้ำโดยขาดการระแวดระวัง เขาก็รีบนำทัพม้าบุกเข้าโจมตีทันที

ทัพหว่าล่าเข้าโจมตีทัพหมิงอย่างดุเดือด ทหารหมิงล้มตายกลาดเกลื่อน กองทัพใหญ่แตกพ่ายยับเยิน เลือดไหลนองไปทั่วสมรภูมิ ไพร่พลทั้งกองทัพพินาศย่อยยับ จักรพรรดิหมิงอิงจงถูกทหารหว่าล่าจับเป็นเชลย ส่วนหวางเจิ้นถูกพานจง แม่ทัพรักษาพระองค์ใช้ลูกตุ้มเหวี่ยงใส่ศรีษะ จนกระโหลกแตกตาย มันสมองสาดกระจาย เนื่องจากแค้นใจที่หวางเจิ้นนำความพินาศมาสู่กองทัพ ทว่าพานจงและเหล่าแม่ทัพรวมทั้งขุนนางอีก 50 คนที่ตามเสด็จก็ถูกทหารหว่าล่ารุมสังหารจนหมด

ศึกครั้งนี้นำความอัปยศมาสู่ราชวงศ์หมิง เนื่องจากการนำทัพที่ไร้ประสิทธิภาพทำให้กองทัพมหึมาของต้าหมิงถูกทำลายล้างจนหมดสิ้น ส่วนองค์จักรพรรดิต้องตกเป็นเชลยของข้าศึก ในประวัติศาสตร์จีนเรียก เหตุการณ์ครั้งนี้ว่า กรณี ถู่มู่เป่า

หลังจากชนะศึก ข่านเยเซได้รวบรวมทัพใหญ่พร้อมด้วยรี้พล 100,000 นายเข้าตีนครเป่ยจิง ในยามนั้นเนื่องจากสถานการณ์คับขัน อวี๋เชียน เสนาบดีกลาโหมพร้อมกับเหล่าขุนนางต่างเล็งเห็นว่าบ้านเมืองไม่ควรขาดประมุข จึงไปเข้าเฝ้ากราบทูลพระพันปีให้ยก จูฉวีอี้ พระอนุชาของหมิงอิงจงขึ้นเป็นจักรพรรดิเพื่อรับศึก

จูฉวีอี้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิหมิงจิ่งตี้ จากนั้นก็ทรงแต่งตั้งให้อวี๋เชียนเป็นแม่ทัพใหญ่เพื่อรับศึกหว่าล่า ซึ่งอวี๋เชียนก็ได้ระดมทหารและชาวเมืองเข้าต่อสู้ป้องกันนครเป่ยจิงอย่างเข้มแข็งจนทัพหว่าล่าไม่อาจตีเมืองได้ ทั้งยังต้องสูญเสียไพร่พลมากมายจนต้องล่าถอยกลับไป

(วังต้องห้าม นครเป่ยจิง)

จากนั้นไม่นาน ข่านเยเซก็ปล่อยหมิงอิงจงกลับมา ซึ่งหลังจากกลับมาแล้ว พระองค์ได้ถูกกักบริเวณเอาไว้ตามพระบัญชาของหมิงจิ่งตี้  แต่จากนั้นแปดปี หมิงจิ่งตี้ก็ประชวรหนัก หมิงอิงจงจึงถือโอกาสยึดอำนาจกลับคืนและกักบริเวณหมิงจิ่งตี้ไว้ ซึ่งต่อจากนั้นไม่นานก็สิ้นพระชนม์ ส่วนอวี๋เชียนที่เคยนำทัพปกป้องนครเป่ยจิงนั้น หมิงอิงจงทรงพิโรธที่เขาสนับสนุนหมิงจิ่งตี้ให้ขึ้นครองราชย์ จึงให้นำตัวอวี๋เชียนไปประหาร ซึ่งเหตุการณ์ทำให้ประชาชนทั้งแผ่นดินต่างพากันสลดใจกับชะตากรรมของขุนนางผู้ภักดีต่อบ้านเมืองเช่นเขา

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)