ธรณีนี่นี้ใครครอง

นับแต่โบราณมา ชนพื้นเมืองอเมริกันต่างถือว่า ผืนธรณี เปรียบเสมือนมารดาผู้ให้ชีวิต หาใช่ทรัพย์สินที่จักซื้อขายได้ไม่ ดังเช่นที่ เทคัมเซฮ์ หัวหน้าชนพื้นเมืองอเมริกัน เผ่าชอว์นี ได้กล่าวไว้ว่า “ไม่มีชนเผ่าใด มีสิทธิ์ขายแผ่นดินได้ แม้เพียงจะซื้อขายให้แก่พวกเดียวกันมากกว่าคนแปลกหน้า หากคิดขายแผ่นพื้นธรณีแล้วไซร้ เหตุใดไม่ขายอากาศฤาท้องทะเล ผืนธรณีนี้ หาได้มีไว้เพื่อให้ลูกหลานรุ่นต่อไปกระนั้นหรือ”

หลังจากสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1865 รัฐบาลสหรัฐได้หันมาให้ความสนใจกับนโยบายขยายอาณาเขตเข้าไปในภาคตะวันตกมากขึ้น ชาวอินเดียนแดงหรือ ชนพื้นเมืองอเมริกันหลายเผ่าถูกกวาดล้าง ส่วนผู้ที่รอดชีวิตก็ถูกผลักดันออกจากแผ่นดินเดิมของตน ให้เข้าไปอยู่ในเขตสงวนที่ถูกจัดเอาไว้ 

ในปี ค.ศ. 1872 ได้มีการสำรวจพบสายแร่ทองคำที่เนินดำ (Black Hill) ซึ่งอยู่ในรัฐเซาท์ดาโกต้า อันเป็นศูนย์กลางแผ่นดินของชนเผ่าซู (Sioux) ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองอเมริกัน เผ่าที่ใหญ่ที่สุดและมีกำลังพลมากที่สุดของภาคตะวันตก โดยชาวซูส์ทุกกลุ่มเชื่อกันว่า ที่นั่นเป็นที่สิงสถิตของดวงวิญญาณบรรพบุรุษของพวกเขา 

เนินดำ

ทันที่ที่ข่าวแพร่ออกไป ก็มีนักขุดทองจำนวนมากเดินทางเข้าไปที่นั่นและเกิดการปะทะกับนักรบเผ่าซู รัฐบาลสหรัฐจึงส่งนายพล จอร์จ อาร์มสตรอง คัสเตอร์ พร้อมกำลังทหารจำนวนหนึ่งมาที่นี่ โดยอ้างว่าเพื่อมาคุ้มครองเนินดำจากการบุกรุกของนักขุดทอง อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริง คัสเตอร์และทหารของเขากลับไม่ได้ทำการใด ๆ เพื่อที่จะผลักดันคนขาวออกไป ในทางตรงกันข้ามเขากลับรายงานถึงทองคำปริมาณมหาศาลที่ขุดพบในดินแดนแห่งนี้ ในที่สุดรัฐบาลสหรัฐจึงส่งตัวแทนมาเจรจากับชนเผ่าซู เพื่อขอซื้อเนินดำ ซิทติ้ง บูลล์ หรือ โยตันก้า กาตันก้า (แปลว่า เจ้าวัวนั่ง) หัวฟน้าเผ่าผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นตัวแทนเจรจา ได้ปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาล  โดยซิทติ้งบูลล์ได้ก้มลงหยิบดินขึ้นมาจำนวนหนึ่งและกล่าวกับตัวแทนรัฐบาลว่า “แม้ฝุ่นเพียงหยิบมือ เราก็ไม่ขาย ที่นี่เป็นแผ่นดินแม่ของเรา หากคนขาวจะเข้ารุกราน เราก็จะสู้ ”

     นายพลคัสเตอร์

เมื่อทราบคำตอบ รัฐบาลสหรัฐก็ส่งกำลังทหารจำนวนมาก นำโดยนายพลครู้ด พร้อมทั้งนายพลคัสเตอร์และกรมทหารม้าที่ 7 อันยอมรับกันว่าเป็นหน่วยรบที่ดีที่สุดของกองทัพบกสหรัฐในเวลานั้น เข้าโจมตีพวกซูทันที ในปี ค.ศ. 1875 กองทหารของนายพลครู้ด หรือที่ชาวอินเดียนเรียกว่า จิ้งจอกสีเทาได้เข้ากวาดล้างค่ายอินเดียนต่าง ๆ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำพาวเดอร์ พวกเขาเผากระโจม สังหารเด็กและผู้หญิงจำนวนมาก พวกที่เหลือ หนีการไล่ล่าขึ้นไปรวมตัวกันทางเหนือกับ ซิทติ้ง บูลล์ เครซี่ ฮอร์ส (เจ้าอาชาคะนอง) และกัลล์ (เจ้านกนางนวล) มือขวาของซิทติ้ง บูลล์ โดยในการโจมตีที่แม่น้ำพาวเดอร์นั้น ลูกและเมียของเครซี่ ฮอร์ส ได้ถูกทหารอเมริกันสังหารคากระโจม

พวกนักรบที่นำโดย เครซี่ ฮอร์สและกัลล์ ได้ซุ่มโจมตีกำลังของนายพลครู้ดที่ไล่ตามมา เครซี่ ฮอร์ส ใช้กลยุทธ์ล่อให้ข้าศึกไล่ตามและแยกกำลังพวกนั้นเป็นส่วน ๆ เขาสั่งให้นักรบควบม้าตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เป็นเป้านิ่ง หลังจากกำลังทหารที่ไล่ตามแยกกำลังกัน เครซี่ ฮอร์ส ก็รวมกำลังฝ่ายตนเข้าบดขยี้ข้าศึกทีละส่วนจนแตกพ่ายไป 

      นักรบซูต่อสู้กับทหารม้าสหรัฐ

ในฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1876 ชาวอินเดียนกว่าหนึ่งหมื่นคนได้ไปรวมกำลังกับ ซิทติ้งบูลล์ โดยในจำนวนนี้เป็นนักรบราว 3,000 – 4,000 คน อินเดียนทั้งหมดได้อพยพไปตั้งค่ายโดยตั้งกระโจมเรียงรายอยู่ตลอดริมฝั่งแม่น้ำลิตเติ้ล บิ๊กฮอร์น แต่ในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง กองทหารม้าที่เจ็ด ของนายพลคัสเตอร์ ก็ตามมาถึง พวกเขาบุกเข้าโจมตีในตอนเช้ามืด โดยเข้าทะลวงค่ายพวกซู ขณะที่ยังไม่ทันรู้ตัว

ทหารม้าของคัสเตอร์สังหารชาวอินเดียนไม่เลือกว่าผู้หญิงหรือเด็ก ท่ามกลางความวุ่นวาย ซิทติ้งบูลล์ และ กัลล์ ได้พยายามรวบรวมนักรบที่กำลังแตกหนีให้หันหน้า  เข้าต้านทานกำลังของข้าศึก ทหารม้ากองหน้าที่นำโดยพันเอกรีโนบุกตีเข้ามาแต่ก็ถูกนักรบของกัลล์ ตีโอบปีกทั้งสองข้างจนต้องล่าถอย   

สมรภูมิลิตเติลบิ๊กฮอร์น

ขณะนั้นนายพลคัสเตอร์ก็นำกำลังส่วนใหญ่บุกข้ามแม่น้ำเข้ามา ซิทติ้งบูลล์สั่งให้เหล่านักรบกระจายกำลังดักซุ่มรอพวกทหารเข้ามาในวงล้อม  เวลาเดียวกันนั้นเอง เครซี่ ฮอร์ส ก็นำกำลังจากอีกฝั่งหนึ่งเข้ามากระหนาบทหารม้าของคัสเตอร์ เมื่อหมดหนทางถอย คัสเตอร์ จึงนำกำลังที่เหลือขึ้นไปยึดพื้นที่บนเนินเขาไว้ แต่วงล้อมของนักรบซูส์ ก็บีบเข้ามาเรื่อย ๆ พวกทหารถอดเอาอานม้าและสัมภาระมาวางเป็นที่กำบังแต่ก็เปล่าประโยชน์ นักรบซู บีบวงล้อมและระดมยิงเข้ามาเรื่อยๆ จนในที่สุด กรมทหารม้าที่เจ็ดอันลือชื่อพร้อมทั้งคัสเตอร์เองก็ถูกสังหารจนหมดสิ้นก่อนเย็นวันนั้น หลังจากการรบจบลงไม่นานสายของพวกซูส์ได้เข้ามารายงานว่า พบกองทหารขนาดใหญ่เคลื่อนกำลังเข้ามา ซิทติ้งบูลล์เห็นว่า การเผชิญหน้ากับกองทหารขนาดใหญ่ตอนนี้ ไม่เป็นผลดีนัก จึงสั่งถอนค่ายถอยหนีต่อไป

ความปราชัยยับเยินของกรมทหารม้าที่ 7 ทำให้กองทัพบกสหรัฐโกรธแค้นมาก และปฏิบัติการล้างแค้นก็เกิดขึ้น กองทหารม้าถูกส่งไปสังหารชาวอินเดียนทุกคนที่พบ ไม่ยกเว้นแม้แต่อินเดียนที่อยู่ในเขตสงวน จากนั้นก็ส่งกำลังมหาศาลไล่ล่าพวกซู แม้ว่าในระยะแรกเครซี่ ฮอร์ส ยังสามารถเอาชนะทหารสหรัฐได้ด้วยกลยุทธ์ใหม่ ๆ แต่ก็มีการสูญเสียกำลังรวมทั้งเสบียงและอาวุธเรื่อย ๆ ขณะที่ฝ่ายทหารได้รับการสนับสนุนทั้งกำลังและอาวุธเพิ่มเติมอยู่ตลอด ในที่สุด ซิทติ้งบูลล์ และกัลล์ ตัดสินใจจะนำประชาชนอพยพขึ้นเหนือ ข้ามเข้าไปในแคนาคาเพื่อลี้ภัย และชักชวนเครซี่ ฮอร์สไปด้วย ทว่าเครซี่ ฮอร์สปฏิเสธที่จะละทิ้งแผ่นดินแม่ของตน และยังยืนหยัดสู้ต่อไป

นักรบอินเดียนเผ่าซู

ในตอนนี้ เครซี่ ฮอร์ส มีนักรบเหลืออยู่เพียงไม่กี่ร้อยคน  แต่นายพลครู้ดที่ไล่ล่าพวกเขา มีกำลังทหารหลายพันนาย ทั้งทหารม้า ทหารราบและทหารปืนใหญ่ เกวียนบรรทุกเสบียง 148 เล่ม และล่อบรรทุกกระสุนกว่า 400 ตัว อย่างไรก็ตาม ในการเผชิญหน้ากัน เครซี่ ฮอร์ส ก็ยังสามารถเอาชนะข้าศึกได้ จนย่างเข้าฤดูหนาว ความทารุณของอากาศคร่าชีวิตเด็กและคนชราจำนวนมาก ขณะเดียวกันพวกเขาก็ขาดแคลนทั้งเสบียง อาวุธ และที่พักป้องกันความหนาวเย็น ในที่สุด เมื่อไม่อาจทนเห็นคนของตนทุกข์ทรมานได้อีกต่อไป เครซี่ ฮอร์ส  จึงตัดสินใจยอมจำนนกับกองทหารของนายพลครู้ด โดยหวังว่าเด็กและผู้หญิงอาจได้รับอาหารและผ้าห่มบ้าง

ทางกองทัพยอมรับการยอมจำนนของเครซี่ฮอร์ส และอนุญาตให้คนของเขาอาศัยอยู่ในเขตสงวนริมแม่น้ำพาวเดอร์ได้ ทว่าเมื่อเครซี่ ฮอร์สและนักรบของเขามาถึงป้อมโรบินสัน ในเนบราสก้า เมื่อปี ค.ศ. 1877 เพื่อมอบตัว

มีทหารมาเชิญ เครซี่ ฮอร์สไปที่กองบัญชาการ โดยอ้างว่าจะพาไปทำข้อตกลง ทว่าเมื่อเข้าไปในห้องแล้ว พวกทหารกลับเข้ามารุมทำร้ายเขา เครซี่ ฮอร์ส ชักมีดที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มออกมาและจะฝ่าวงล้อม แต่ทหารคนหนึ่งใช้ดาบปลายปืนแทงเขาที่ด้านหลัง เขาทรุดฮวบลงและสิ้นใจโดยก่อนที่จะตายเครซี่ฮอร์สได้เปล่งเสียงร้องออกมา ซึ่งในภายหลังถ้อยคำที่เขาเปล่งออกมาก่อนตายกลายเป็นบทเพลงแห่งความตายที่มีชื่อเสียงของเผ่าซู  ด้วยเหตุนี้เองนักรบผู้กล้าแห่งเผ่าซูที่กองทัพสหรัฐไม่เคยเอาชนะได้แม้เพียงครั้งเดียว ก็จบชีวิตลงเมื่ออายุได้เพียงสามสิบห้าปี  นับเป็นความอัปยศครั้งหนึ่ง ในหน้าประวัติศาสตร์ของกองทัพสหรัฐ ในคืนนั้น เสียงร่ำไห้ก็ดังระงมมาจากค่ายของชนเผ่าซู

วันรุ่งขึ้น พ่อแม่ของเครซี่ ฮอร์ส นำเกวียนมารับศพลูกชายกลับมายังค่าย หลังจากนั้นชาวซูทั้งหมดถูกสั่งให้อพยพไปยังดินแดนแห้งแล้งทางตะวันตกฉียงเหนือ ระหว่างการเดินทางพ่อแม่ของเครซี่ ฮอร์ส หลบหนีจากขบวนและนำเอาหัวใจและกระดูกของเครซี่ ฮอร์สมาฝังไว้ที่ลำธารแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า วูนเดดนี 

นอกจากรัฐบาลสหรัฐจะทำสงครามกวาดล้างชนเผ่าซูแล้ว ยังส่งกองทหารเข้าโจมตีชนเผ่าอินเดียนเผ่าอื่นๆ ที่ปฏิเสธจะขายแผ่นดินที่พวกเขาอยู่อาศัยให้กับชนผิวขาวด้วย ซึ่งแม้ว่าชาวอินเดียนเหล่านั้นจะพยายามต่อสู้ ทว่ากำลังรบที่อาวุธที่น้อยกว่า ทำให้พวกเขาต้องพ่ายแพ้ต่อผู้รุกรานผิวขาวผู้ละโมบ ในที่สุดชนเผ่าต่างๆก็ถูกกวาดล้างไปทีละเผ่า ทีละเผ่า ผู้ที่รอดชีวิตถูกส่งไปอยูค่ายกักกันในพื้นที่ที่ถูกเรียกว่า เขตสงวน

ซิตติ้งท์บูลล์

ใน ปี.ค.ศ. 1882 ซิตติ้งท์บูลล์ ซึ่งนำบริวารอพยพลี้ภัยไปอยู่ในแคนาดา ได้ถูกรัฐบาลแคนาดาบีบให้กลับมามอบตัวกับสหรัฐ จากนั้นเขาได้ถูกนำตัวมายังเขตสงวนเหมือนเอินเดียนอื่นๆ ทว่าชีวิตในเขตสงวนนั้นยากแค้น เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่แห้งแล้ง ขาดแคลนทั้งสัตว์สำหรับใช้ล่าเป็นอาหารและพื้นดินก็ขาดความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ชาวอินเดียนยังถูกข่มเหงจากเจ้าหน้าที่รัฐบาล ทำให้พวกเขามีชีวิตที่ยากลำบากและต่างโหยหาคืนวันเดิมๆ ที่เคยอยู่อย่างอิสระในท้องทุ่งและป่าเขา

ด้วยความสิ้นหวังและขาดที่พึ่งทางใจ ชาวอินเดียนจำนวนมากได้จับกลุ่มกันเต้นปีศาจ ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่ปลุกปลอบขวัญของพวกเขาให้มีความหวังที่จะมีชีวิต โดยชาวอินเดียนเชื่อว่า สักวันหนึ่ง ดินแดนที่สูญเสียไปจะได้กลับคืนมาสู่พวกเขาอีกครั้ง

ทว่ารัฐบาลอเมริกันกลับมองว่า การเต้นปีศาจ คือการซ่องสุมผู้คนเพื่อก่อความวุ่นวาย จึงออกคำสั่งห้ามการประกอบพิธีกรรมนี้ และในปี ค.ศ. 1890 ทหารส่วนหนึ่งได้ไปยังค่ายพักของซิตติ้งท์บูลล์และจับกุมเขาในข้อหาประกอบพิธีกรรมเต้นปีศาจ และเมื่อเขาปฏิเสธการจับกุม ทหารคนหนึ่งก็ใช้ปืนยิงเขาที่ศีรษะจนถึงแก่ความตาย

หลังการตายของซิตติ้งท์บูล ชาวอินเดียนเผ่าซู กลุ่มหนึ่งจำนวน 300 คน ได้หลบหนีออกจากเขตสงวน ทว่า พวกเขาถูกกองทหารสหรัฐติดตามล้อมจับได้ที่ ลำธาร วูนเดดนี ในระหว่างการจับกุม ได้เกิดเสียงปืนลั่นขึ้นโดยอุบัติเหตุ ทำให้ทหารสหรัฐคิดว่า ชาวอินเดียนขัดขืนต่อสู้ พวกเขาจึงใช้ปืนกลสังหารหมู่ชาวอินเดียนเกือบทั้งหมด และหลังจากการสังหารหมู่ที่วูนเดดนีผ่านไปแล้ว การต่อสู้เพื่อปกป้องแผ่นดินแม่และความหวังที่จะกลับไปมีชีวิตอย่างอิสระเสรีดังเดิมของชาวพื้นเมืองอเมริกันก็จบลงโดยสิ้นเชิง

 

Related posts:

4 thoughts on “ธรณีนี่นี้ใครครอง

  • กรกฎาคม 17, 2012 at 3:41 pm
    Permalink

    อ่านเรื่องนี้แล้ว อดรู้สึกไม่ได้ว่า ความโลภ มันทำให้คนเราทำได้ทุกอย่าง โดยไม่มีสำนึกดีชั่วเลยจริงๆ สงสารพวกอินเดียนมากๆที่ต้องสูญเสียแผ่นดินแม่ให้คนขาว

    Reply
  • กรกฎาคม 19, 2012 at 4:37 pm
    Permalink

    ชาวอินเดียน เป็นพวกที่ใช้ชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติซึ่งไปกันไม่ได้กับวิถีทางทุนนิยมของคนผิวขาว

    Reply
  • กันยายน 13, 2014 at 10:39 am
    Permalink

    มีหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องการรบที่ลิตเติ้ลบิ๊กฮอร์นแนะนำมั่งมั้ยค่ะ
    สนใจอยากอ่านค่ะ ^^

    Reply
  • มีนาคม 5, 2016 at 11:51 pm
    Permalink

    เครซี่ ฮอร์ส เป็นนักรบที่เก่งและกล้าหาญจริงๆอ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกขนลุกเลย

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)