แวมไพร์โยธยา (The Twilight of Yodea) ตอนที่หก

ตกค่ำที่ท่าเรือ จอห์นออกมาเดินเล่น ขณะที่นายของเขากำลังพักผ่อนอยู่ในห้องพัก การที่อาณาเขตรอบ ๆ ท่าเรืออยู่ในการดูแลอย่างเข้มงวดของบริษัทบริติชอีสต์อินเดียและเขาเองก็พกดาบติดตัวทั้งยังมีความชำนาญในศิลปะการต่อสู้ทุกรูปแบบ ทำให้จอห์นคิดว่า การเดินเล่นตอนหัวค่ำแถวนี้ คงไม่เรื่องอันตรายแต่อย่างใด

thai

ขณะที่เดินอยู่นั้น จอห์นสังเกตเห็น ชายชาวพื้นเมืองแต่งกายแบบพ่อค้าอาหรับเดินนำเด็กสาวผมยาวผิวสีน้ำตาลอ่อนสองคนที่น่าจะอายุไม่เกินสิบห้าปีไปที่บ้านพักของเจ้าหน้าที่บริษัทหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางดงมะพร้าวติดกับชายทะเล ทั้งสองสวมเสื้อบาง ๆ และนุ่งผ้าคล้ายกระโปรงยาว ด้วยความอยากรู้ ทำให้เขาแอบตามไปดู และเห็นผู้ชายชาวยุโรปคนหนึ่งเดินมาเปิดประตูบ้าน

พ่อค้าชาวพื้นเมืองรับถุงใส่ของบางอย่าง ซึ่งจอห์นคิดว่าคงเป็นเงินจากชายชาวผิวขาว จากนั้นก็ให้หญิงสาวทั้งสองคนเดินเข้าไปในบ้าน

จอห์นที่ซุ่มดูอยู่ในดงไม้ข้างบ้าน ส่ายหน้าอย่างสมเพช ที่แท้ก็พ่อเล้ากับไอ้พวกกลัดมันนั่นเอง เขาหันกลับและเดินออกมาอย่างไม่สนใจอะไรอีก ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะก้าวพ้นเขตดงมะพร้าว เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังแว่วมาจากบ้านหลังนั้น แม้เสียงคลื่นซัดชายฝั่งจะดังมาก แต่ประสาทหูที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดีตลอดสองปี ก็ทำให้เขาสามารถแยกเสียงนั้นออก มันเป็นเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจระคนเจ็บปวดของผู้หญิง

จอห์นกลับไปที่บ้านหลังนั้นและพยายามมองหารอยแตกของผนังเพื่อมองดูสิ่งที่อยู่ข้างในและเมื่อเขามองผ่านช่องว่างของรอยแตกเข้าไป สิ่งที่เขาเห็นท่ามกลางแสงตะเกียงสลัวในบ้านก็ทำให้เลือดในกายของเขาเย็นเฉียบ

เด็กสาวทั้งสองถูกมัดนอนแผ่อยู่บนโต๊ะ ดวงตาของเด็กสาวที่อยู่ทางซ้ายเบิกกว้าง ปากอ้าค้าง ลำคอถูกบิดไปด้านข้างและฉีกขาดเป็นแผลเหวอะ โดยมีชายผิวขาวสองคนซึ่งปรากฏเขี้ยวขาววับโผล่พ้นปาก กำลังดูดกินเลือดที่ไหลทะลักออกจากแผลอย่างหิวกระหาย ด้วยท่าทางไม่ผิดอะไรกับสุนัขป่าที่กำลังรุมกินเหยื่อ ส่วนเด็กสาวอีกคนยังคงมีลมหายใจ แต่ถูกอุดปากไว้ด้วยแผ่นผ้า ดวงตาของเธอเหลือกลานด้วยความหวาดกลัวสุดขีด  

…พวกมันเป็นแวมไพร์..ไอ้พวกสัตว์นรก….ข้ากำหมัดแน่นด้วยความโกรธและสะเทือนใจ แม้ว่าข้าจะเคยล่าแวมไพร์มากับเจ้านายหลายครั้งแล้ว แต่ข้าก็ไม่เคยเห็นพวกมันสังหารเหยื่อต่อหน้าต่อตาแบบนี้มาก่อน  ด้วยความโกรธจนลืมตัว ข้าพังประตูเข้าไป หมายจะช่วยผู้หญิงอีกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่นั่นเป็นความคิดที่โง่ที่สุด ผู้ช่วยนักล่าเพียงคนเดียว จะมีปัญญาอะไรไปต่อกรกับแวมไพร์สองตนได้…

แวมไพร์ทั้งสองตนเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่ขัดจังหวะมื้อค่ำของมัน หนึ่งในนั้นยิ้มแสยะ พลางอุทาน ”คืนนี้ เรามีของหวานที่ไม่คาดฝันแล้ว”

“ใช่ เหยื่อมาถึงปากจริง ๆ” แวมไพร์อีกตัวกล่าวพลางเลียหยดเลือดรอบปาก

“ไอ้พวกชั่ว คืนนี้ข้าจะฆ่าเจ้า” จอห์นชักดาบออกและพุ่งเข้าใส่ ทว่าแวมไพร์ทั้งสองตัวกระโดดขึ้นไปเกาะบนเพดานอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหัวเราะเยาะ

จอห์นเงยหน้ามอง ก่อนจะหันไปยังหญิงสาวที่ถูกมัดอยู่ แต่ดูเหมือนเจ้าแวมไพร์จะเดาได้ว่า อีกฝ่ายกำลังจะทำอะไร พวกมันตัวหนึ่งจึงพุ่งลงมาโจมตีเขาด้วยกรงเล็บ ชายหนุ่มยกดาบขึ้นรับกรงเล็บของเจ้าอสุรกายและสะบัดคมดาบบาดข้อมือของมันจนเลือดสาด

“ฝีมือไม่เลวนี่” เจ้าผีดูดเลือดยิ้มแสยะ คล้ายไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร “เจ้าคงเป็นนักล่าแวมไพร์ล่ะสิ” มันถาม

“ข้าจะเป็นใครไม่สำคัญ แต่วันนี้ ข้าจะสังหารเจ้าให้ได้” จอห์นตอบก่อนพุ่งเข้าใส่ แต่ก่อนที่เขาจะถึงตัวมัน เก้าอี้ตัวใหญ่ก็ถูกฟาดลงมาที่ศรีษะของเขาเต็มที่ จนล้มคว่ำ ดาบในมือหลุดกระเด็น แวมไพร์อีกตนพุ่งเข้ามาจับร่างของเขายกขึ้นด้วยมือข้างเดียว ก่อนจะเหวี่ยงชายหนุ่มลอยไปกระแทกกับผนังบ้านและทรุดลงกองกับพื้น

….ข้ารู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัว เลือดไหลจากแผลด้านหลังศีรษะที่ถูกตี แขนขาปวดระบมจนแทบจะสิ้นแรง แวมไพร์ทั้งสองหัวเราะอย่างสนุกสนาน ก่อนที่แวมไพร์ตนหนึ่งจะเดินเข้ามาและจับตัวข้ายกขึ้น

“เจ้าคงอยากช่วยผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม” มันพูดที่ข้างหูข้า “เช่นนั้น จงดูว่า เพื่อนข้าจะทำอะไรกับนาง”

ขณะนั้น แวมไพร์อีกตนก็เดินไปยังร่างของหญิงสาวที่ถูกมัดอยู่ มันแสยะยิ้มอำมหิตขณะที่มือข้างหนึ่งจับศีรษะของนางไว้ ดวงตาของนางเบิกกว้าง ปากก็พยายามส่งเสียงร้อง แต่ไร้ประโยชน์เมื่อมีผ้าอุดไว้ เจ้าแวมไพร์ใช้กรงเล็บแทงทะลุลำคอของนางและกรีดอย่างช้าๆ ร่างนั้นเกร็งกระตุกด้วยความเจ็บปวด ดวงตาเหลือกลาน เลือดไหลทะลักออกจากแผลที่คอ

“ไม่ต้องตกใจ อีกเดี๋ยว เจ้าก็จะเป็นอย่างมันนี่แหละ” เจ้าแวมไพร์กล่าวพลางหัวเราะก่อนจะจับคอหญิงสาวผู้นั้นและบิดจนหัก

 ข้าโกรธแค้นที่ตัวเองอ่อนแอจนไม่อาจช่วยชีวิตหญิงที่น่าสงสารนั้นได้ เวลานี้ ความตายอยู่ห่างไปแค่คืบ เมื่อกรงเล็บของแวมไพร์จ่อลงมาที่ลำคอของข้า…..

พรึ่บ แสงสว่างวาบกลางห้องเจิดจ้า แวมไพร์ทั้งสองกรีดร้องด้วยความแสบตา หนึ่งในนั้นปล่อยร่างของจอห์นร่วงลงกับพื้น ชายหนุ่มรู้สึกตาพร่าไปชั่วขณะ แต่ก็ยังเห็นร่างสูงใหญ่พร้อมดาบในมือพุ่งเข้ามาห้องโถง คมดาบตัดคอแวมไพร์ตนหนึ่งขาดกระเด็น และก่อนที่แวมไพร์อีกตนจะทันขยับตัว คมดาบก็แทงทะลุเข้าที่หน้าอกของมัน เจ้าแวมไพร์ร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด แต่เสียงนั้นขาดหายไปทันทีที่คมดาบตัดคอมันขาดจากร่าง

จอห์นมองผู้ที่เข้ามาช่วยชีวิตเขาไว้ และเห็นลุดวิก เจ้านายเขาของมองลงมา ดวงตาคู่นั้นมีแววตำหนิแต่ขณะเดียวกันก็มีแววโล่งอกอยู่ด้วย

“ วันหลัง เจ้าไม่ควรออกมาตามลำพัง ในเวลากลางคืนแบบนี้อีก” ลุดวิกกล่าว”หากเมื่อครู่ ข้ามาช้าไป เจ้าคงไม่มีโอกาสเห็นดวงอาทิตย์ยามเช้าวันพรุ่งนี้แน่”

“ข้าขอโทษครับ เจ้านาย”

“เอาล่ะ ช่างมันเถอะ” ลุดวิกพูด “แต่ดูสภาพเจ้า คืนนี้ข้าคงต้องจัดศพพวกนี้เองเสียแล้ว”

จอห์นมองศพของมนุษย์และแวมไพร์ที่เกลื่อนอยู่ในห้องนั้น ที่ให้ทั้งความสยดสยองและน่าเวทนาไปพร้อมๆกัน กลิ่นคาวเลือดลอยอบอวลไปทั่วบรรยากาศ…

/////////////////////////////////////////////

โชคดีที่บ้านหลังนั้นอยู่ติดหน้าผาริมทะเล เจ้านายของข้าจึงแก้ปัญหาด้วยถ่วงศพและโยนทิ้งทะเลไป และที่โชคดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ วันรุ่งขึ้น เรือไวท์พีเจียนจะออกจากท่า และกว่าจะมีคนรู้เรื่องการหายตัวไปของสองเจ้าหน้าที่ระดับสูงแห่งสถานีการค้าบริติชอีสต์อินเดียประจำมัทราส ข้าและมิสเตอร์ลุดวิกก็ออกมาไกลจากที่นั่นแล้ว

….นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นความเหี้ยมโหดของแวมไพร์ด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่ทำให้ข้าสะอิดสะเอียน ไม่ใช่คาวเลือดและซากศพ หากแต่เป็นการที่ข้าได้เห็นหญิงที่น่าสงสารทั้งสองนั้นต้องถูกขายและชีวิตของพวกนางมีค่าไม่ต่างอะไรกับสัตว์ในโรงเชือด….

**********************

แม้จะออกจากมัทราสมาหลายสัปดาห์แล้ว ทว่าเหตุการณ์ในคืนนั้นยังคงติดตาชายหนุ่ม เขาบอกไม่ถูกว่าตนเองชิงชังใครมากกว่ากันระหว่าง พ่อค้าที่นำหญิงสาวทั้งสองมาขาย หรือแวมไพร์ที่ปลิดชีวิตพวกนาง จอห์นอดสงสัยไม่ได้ว่า พ่อค้าคนนั้นจะรู้หรือไม่ ว่าลูกค้าของเขาเป็นแวมไพร์และเขาได้นำหญิงที่น่าสงสารทั้งสองมาเห็นเหยื่อแก่พวกมัน

 “มีคนจำนวนมากไม่สนใจในสิ่งที่ตนทำ มากไปกว่าผลตอบแทนที่จะได้รับหรอก” ลุดวิกบอก เมื่อชายหนุ่มถามถึงสิ่งที่เขาข้องใจ ” ขอเพียงพวกเขาได้รับผลประโยชน์ที่น่าพอใจ เขาก็พร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อแลกกับมัน โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ”

“ข้าว่า คนแบบนี้น่ารังเกียจยิ่งกว่าพวกแวมไพร์เสียอีก”

“ก็อาจใช่” ลุดวิกมองหน้าอีกฝ่าย ”แต่ในอีกแง่หนึ่ง พวกเราก็สามารถใช้ประโยชน์จากคนแบบนี้ได้เช่นกัน”

“แล้วเราจะเชื่อใจอะไรกับคนโลภที่ไร้คุณธรรมแบบนี้ได้เล่า นายท่าน”

“ตราบใดที่เจ้าแสดงให้พวกมันเห็นว่า เจ้ายังมีผลตอบแทนที่น่าพอใจให้ พวกมันจะไม่มีวันหักหลังเจ้าหรอก” เจ้าลุดวิกกล่าว ”แล้ววันหนึ่ง เจ้าจะได้เห็นเอง”

แม้ข้าจะไม่เห็นด้วยนักกับสิ่งที่มิสเตอร์ลุดวิกพูด แต่ข้าก็ไม่คิดว่าการโต้แย้งต่อไป จะมีประโยชน์อะไร บางทีเวลาเท่านั้นอาจเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีกว่า สิ่งใดๆทั้งหมด

**********

  15 พฤษภาคม ปี ค.ศ.1683

 กัปตันแจ้งแก่เราว่า อีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ หากกระแสลมยังคงที่ เรือของพวกเราก็จะเข้าถึงน่านน้ำสยาม ซึ่งที่หมายซึ่งเรือไวท์พีเจียนจะเทียบท่าก็คือ เมืองมะริด เมืองท่าซึ่งอยู่ในการปกครองของแคว้นตะนาวศรี เมืองขึ้นของสยาม มิสเตอร์ลุดวิกบอกกับข้าว่า หลังจากขึ้นฝั่งที่มะริด พวกเราจะต้องเดินทางผ่านป่าเขาเพื่อไปยังเมืองหลวงของสยามที่มีชื่อว่า กรุงศรีอยุธยา 

มาถึงเวลานี้จอห์นก็อดใจไม่ได้ที่จะถามเจ้านายอีกครั้ง ถึงวัตถุประสงค์ในการเดินทางครั้งนี้ เขาไม่เชื่อว่า เพียงแค่การล่าแวมไพร์ธรรมดาจะทำให้เจ้านายของเขาต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลถึงขนาดนี้

“เจ้าเข้าใจถูกแล้ว” ลุดวิกกล่าว ”พวกเรามาถึงที่นี่ ไม่ใช่เพียงแค่ล่าแวมไพร์ธรรมดา แต่มีงานที่สำคัญและอันตรายกว่านั้นมากรออยู่”

จอห์นสงสัย“ยังมีอะไรที่อันตรายกว่า แวมไพร์อีกเหรอครับนายท่าน”

“มีสิ” อีกฝ่ายตอบ “เจ้าแห่งแวมไพร์ไงล่ะ”

“เจ้าแห่งแวมไพร์” จอห์นทวนคำงง ๆ “มันคืออะไรเหรอครับ”

“เจ้าแห่งแวมไพร์คือพวกที่สืบสายเลือดแวมไพร์ทั้งจากพ่อและแม่ต่อเนื่องกันมาสามชั่วรุ่นต่อเนื่องกัน สายเลือดที่บริสุทธิ์ทำให้พวกมันแข็งแกร่งและทรงอำนาจเหนือแวมไพร์ทั่วไป”

“ทำไมจึงเป็นอย่างนั้นล่ะครับ”

แทนที่จะตอบ ลุดวิกกลับถามอีกฝ่ายว่า ”เจ้าบอกข้าทีซิว่าแวมไพร์ขยายเผ่าพันธุ์ของมันด้วยวิธีใด”

“ด้วยการกัดและถ่ายเลือดของพวกมันให้กับมนุษย์ครับ”

“ที่จริงนอกจากนั้นวิธีนั้น พวกมันยังแพร่เผ่าพันธุ์ได้ด้วยการสืบพันธุ์แบบเดียวกับมนุษย์ด้วย เพียงแต่โอกาสที่ลูกผสมระหว่างแวมไพร์กับมนุษย์จะเกิดขึ้นได้นั้นมีน้อยและยิ่งน้อยกว่านั้นมาก หากเป็นลูกที่เกิดจากพ่อและแม่ที่เป็นแวมไพร์ทั้งคู่” ลุดวิกเล่า ”มันอาจเป็นคำสาปของเผ่าพันธุ์พวกมันหรือเป็นเพราะอะไรก็แล้วแต่ ที่ทำให้พวกแวมไพร์แทบไม่สามารถให้กำเนิดลูก ๆ ของพวกมันได้”

“ถ้าเป็นอย่างที่ท่านว่า พวกแวมไพร์ที่สืบสายเลือดบริสุทธิ์ถึงสามชั่วรุ่นก็คงจะมีแค่นิดเดียวสิครับ”

“ใช่” ลุดวิกพยักหน้าก่อนพูดต่อ “นับแต่สมาคมอัศวินเปลวอัคคีก่อตั้งขึ้นมา มีบันทึกเรื่องของเจ้าแห่งแวมไพร์อยู่เพียงห้าตนเท่านั้น ตนแรกถูก ลอร์ดโรลอง อัศวินเปลวอัคคีคนแรกสังหารได้ในสมัยกษัตริย์ชาลมาญ ตนที่สองถูกมาคัส เดอ ซิโมเนียส อัศวินของพวกเราสังหารไปเมื่อสามร้อยปีที่แล้ว ในขณะที่อีกสองนั้นสูญหายไร้ร่องรอย ส่วนตนที่ห้านั้น มีเบาะแสสุดท้ายว่ามันอยู่ที่สยาม”

“ทำไม เจ้าแห่งแวมไพร์ต้องมาไกลถึงสยาม” จอห์นข้องใจ

“เพราะที่นี่ห่างไกลจากการไล่ล่าน่ะสิ และเป็นที่ที่มันจะกบดานสะสมพลังชีวิตได้นานเท่าที่มันต้องการ” ผู้เป็นนายกล่าว “แต่คราวนี้ มันไม่มีทางพ้นมือข้าแน่”

จอห์นมองเจ้านายของเขาโดยไม่ได้พูดหรือถามอะไรอีก….

เมื่อมองหน้ามิสเตอร์ลุดวิก ข้ารู้สึกว่าดวงตาของเจ้านายเป็นประกายแข็งกร้าวขณะที่กล่าวประโยคสุดท้าย มีอะไรบางอย่างที่ทำให้ข้ารู้สึกว่า งานชิ้นนี้ไม่ใช่แค่งานธรรมดาเหมือนอย่างงานก่อนๆ แต่มันดูเหมือนเป็นเรื่องความแค้นส่วนตัวอะไรบางอย่างแฝงอยู่ด้วย

…..บางทีข้าอาจพบคำตอบเมื่อเราไปถึงสยาม…..

*****************************************

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)