แวมไพร์อโยธยา (The twilight of Yodea) ตอนที่สาม

คืนวันต่อมา ผมตัดสินใจหยิบหนังสือของไอ้มิคมาเปิดดู ที่จริง ผมเองก็ไม่อยากจะเปิดอ่านนักหรอก แต่นึกถึงคำพูดที่มันขอกับผมไว้ ก็เลยคิดว่าจะลองอ่านๆดูสักหน่อย พอไม่ให้ผิดคำพูด

“…..ข้า..เหวี่ยงดาบไปยังลำคอขาวผ่อง..ของ..เด็กสาว..ก่อนกรงเล็บกระชากลงมาที่ใบหน้า…มองเห็นดวงตาทั้งสองเป็นสีดำมืดราวกลางคืน….เลือดสาดกระจาย….ผมสีทองสยาย….กับเสียงกรีดร้อง”

“เรือของเรามาถึงเมืองในยามเช้า…นาข้าวเขียวอยู่สองข้างทาง นกยางนับร้อยบินขึ้นฟ้า.. ข้ามองเห็น วัด เจดีย์ …และวัง…สีทอง..”

“ลอร์ดคอนสแตนตินสั่งกองทหารให้เข้าปิดล้อม เรือรบถูกนำเข้าไปใกล้ฝั่ง พวกทหารโยนไฟและระเบิด เผาค่าย พวกนักรบกระหายเลือดวิ่งออกมาต่อสู้อย่างดุร้าย มันฆ่า ถูกฆ่า มีคนตายนับร้อย ไฟดวงใหญ่เผาไปทั่ว”

หลังจากอ่านผ่าน ๆ ไปเล็กน้อย ผมก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนเอาหมอนแข็ง ๆ มาทุบหัว จนปวดตุบ ๆ จริงอยู่ที่ว่า เมื่อพิจารณาดี ๆ แล้ว ตัวอักษรในหนังสือเล่มนี้อ่านง่ายกว่าที่คิด ทว่า การใช้รูปประโยคบางอย่างและการสะกดคำหลายๆคำก็แตกต่างไปจากภาษาอังกฤษที่ผมเคยอ่านมา อย่างเช่น คำว่า girl ที่ถูกสะกดว่า girle  คำว่า dead ถูกสะกดว่า deade ซึ่งผมคิดว่า มันคงเป็นการสะกดคำแบบสมัยนั้น

ผมลองเปิดหนังสือเล่มเล็กซึ่งเป็นกึ่งพจนานุกรมกึ่งคู่มือที่ไอ้มิคให้ผมมาพร้อมกับเล่มใหญ่และลองเปิดเทียบคำศัพท์ดู น่าแปลกที่ดูเหมือนมันจะทำให้ผมอ่านได้คล่องขึ้นเยอะ ซึ่งส่วนหนึ่งคงมาจากทักษะการอ่านที่ค่อนข้างดีของผมด้วยแหละ (ขอชมตัวเองนิดนึง) 

หลังจากเวลาผ่านไปเกือบครึ่งคืน ที่ผมลองสุ่มอ่านดู ผมก็เริ่มชินกับการสะกดคำแบบโบราณเพราะจะว่าไป คำที่สะกดแบบนั้นก็ไม่ได้มีมากมายอะไรนัก อีกอย่าง เนื้อความบางส่วนที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ ก็ดึงดูดใจให้ผมอยากรู้เรื่องราวทั้งหมด

ผมใช้เวลาร่วมสัปดาห์ในการอ่านหนังสือเล่มนั้น ซึ่งหลังจากอ่านไปได้ราวหนึ่งในสี่ ผมก็พบว่ามีเรื่องราวที่น่าสนใจและบ้างเรื่องก็ดูไม่น่าเชื่อ ซึ่งตรงนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่า เนื้อหาของหนังสือมันน่าเหลือเชื่อจริงหรือว่าผมแปลผิดกันแน่

อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ก็ทำให้ผมเกิดความคิด อยากจะแปลมันและเขียนเป็นหนังสือสักเล่มอย่างจริง ๆ จัง ๆ ส่วนหนึ่งเพราะอยากให้เพื่อนเก่าของผมได้ทึ่งในฝีมือ แต่อีกส่วนคงเพราะแรงดึงดูดจากเนื้อหาที่ได้อ่านไปคร่าว ๆ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเนื้อความในบันทึกค่อนข้างสับสนและการลงลำดับข้อความหลายตอนก็ไม่ครบถ้วน ผมจึงต้องปรับเปลี่ยนการเล่าเรื่องใหม่โดยค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในนี้มาลงรายละเอียดเพิ่ม แต่เนื้อหาหลักก็ยังอิงกับเรื่องในหนังสือ ซึ่งเป็นเรื่องราวทั้งหมดในบันทึกการเดินทางของชายที่ชื่อว่า ………จอห์น แคทเทิลล์……

ปล.ถ้าใครได้อ่านแล้วรู้สึกว่ามันสนุก ผมก็ขอรับความดีไว้แต่ผู้เดียว แต่อ่านแล้ว มันไม่สนุก ขอให้โทษไอ้เจ้าของเรื่องก็แล้วกัน

*************************************

……ข้าปรารถนาเพียงชีวิตที่สุขสงบ ทว่าโชคชะตากลับลิขิตให้ข้ามิอาจพานพบในสิ่งนั้น…..

ชีวิตของคนเราเป็นเรื่องประหลาด หลายครั้งที่เรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ และนำมาซึ่งจุดเปลี่ยนของชีวิต เหมือนอย่างที่ข้าเองได้พบ และทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป ตั้งแต่วันนั้น

….ข้าไม่ใช่นักประพันธ์ แต่เป็นเพียงนักเล่าเรื่องและเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ มาจากช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตข้า…

เที่ยงคืน 15 ธันวาคม ปี ค.ศ.1682
ชานกรุงลอนดอน 

ชายหนุ่มวัยยี่สิบสองปีในชุดเสื้อคลุมสีดำนั่งอยู่หลังกองไม้และเศษอิฐของบ้านร้างริมถนน อากาศหนาวยะเยือก จนเขาต้องกระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น ผิดกับชายวัยสี่สิบสองปีที่สวมเสื้อคลุมสีเดียวกันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่สนใจต่อความเหน็บหนาวของอากาศแม้แต่น้อย  

….ข้าพยายามเพ่งมองสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าโดยอาศัยแสงสว่างจากดวงจันทร์ แต่ข้าก็ยังไม่เห็นใครหรือสิ่งใดที่ผิดปกติเหมือนอย่างที่คาดคิด มิสเตอร์ลุดวิก นายของข้าดูสงบนิ่งราวรูปปั้น ดวงตาทั้งคู่ของเขามีประกายคมวาวแม้ในแสงสลัว ผิดกับข้าที่กระสับกระส่าย เหงื่อซึมที่หน้าผากทั้งที่อากาศเย็นยะเยือก ชั่วขณะนั้นข้านึกไปถึง อดีตที่ผ่านมา ก่อนที่ข้าจะมาอยู่ที่ตรงนี้

ข้าชื่อ จอห์น แคทเทิลล์ บุตรคนที่สามของครอบครัวชาวนาอิสระ บ้านเดิมของข้าอยู่ในมณฑลชายแดนระหว่างสก็อตแลนด์และอังกฤษ ชีวิตที่นั่นแสนจะแร้นแค้น ตอนข้าอายุได้สิบสาม  พ่อแม่ก็เสียชีวิตและพี่ชายทั้งสองของข้าซึ่งมีครอบครัวแล้ว ไม่ปรารถนาจะเลี้ยงดูน้องชายคนเล็กให้เป็นภาระอีก พวกเขาจึงพร้อมใจกันส่งข้าไปเป็นเด็กรับใช้ที่วัดท้องถิ่นซึ่งมีญาติของพวกเราคนนึงเป็นพระอยู่ที่นั่น 

แม้ว่าการเป็นเด็กรับใช้ในโบสถ์จะไม่ใช่งานที่สบาย แต่ก็ยังสบายกว่าการทำงานในไร่ อีกอย่างมันทำให้ข้าได้มีโอกาสหัดอ่านเขียนอีกด้วย ทว่าชีวิตของข้าก็ต้องเปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อบาทหลวงที่เป็นญาติของข้าล้มป่วยเสียชีวิตลงในอีกห้าปีต่อมา ข้าพบว่าตัวเองกลายเป็นคนไร้ที่พึ่ง เมื่อบาทหลวงคนใหม่บอกว่า เขาไม่ต้องการใช้งานข้าอีก ตอนนั้น ข้าอายุสิบแปด สมบัติติดตัวมีเพียงหนังสือสองสามเล่ม เสื้อผ้าสองชุดและเงินอีกเล็กน้อย ในเมื่อบ้านเกิดไม่เหลือสิ่งใดอีก ข้าจึงตัดสินใจเดินทางมาที่ลอนดอน เพราะข้าหวังว่า ในเมืองใหญ่คงจะพอมีหนทางสำหรับชีวิตของข้าบ้าง… 

ความคิดของชายหนุ่มสะดุดลง เมื่อลุดวิก นายของเขาเอื้อมมือมาสะกิด สายตาของอีกฝ่าย บอกให้รู้ว่าคนที่พวกเขารอคอยได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว 

ไกลออกไป บนถนน ชายร่างสันทัดคนหนึ่งสวมชุดเสื้อคลุมสีน้ำตาลเข้มใส่หมวกปีกกว้าง ขี่ม้าเหยาะย่างมาตามทางอย่างช้า ๆ กลางแสงจันทร์ ท่าทางของชายคนนั้นดูสบายๆเหมือนกับไม่รู้ว่ามีคนกำลังดักรอเขาอยู่    

ลุดวิก ส่งขวดดินเผาใบเล็กให้กับจอห์นซึ่งชายหนุ่มก็รับมาพร้อมทั้งพยักหน้าอย่างรู้ดีว่าควรจะทำอย่างไร จากนั้น ลุดวิกจึงก้าวออกไปจากที่กำบังและยืนขวางหน้าม้าตัวนั้นไว้

ชายบนหลังม้าบังคับสัตว์พาหนะของเขาให้หยุดพร้อมกับมองดูผู้ที่มาขวางทางไว้ ”เจ้าเป็นใคร จึงมาขวางทางข้าในยามวิกาลเช่นนี้”

“ท่านผู้เดินทาง” ลุดวิก ก้มศีรษะลงเล็กน้อยก่อนเงยหน้าขึ้น ”ข้าคงต้องรบกวนให้ท่านลงจากม้า เนื่องจากข้ามีเรื่องสำคัญจะคุยกับท่าน”

“แล้วหากข้าไม่ลงเล่า”

 “เช่นนั้น ข้าคงต้องใช้กำลัง”

ชายบนหลังม้าถอดหมวกออกแขวนไว้กับอาน เผยให้เห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ คมคาย ผมสีทองปลิวสยายตามลม ดวงตาของเขาฉายแววเหี้ยมเกรียม”ข้าว่า เจ้ากำลังรนหาที่เสียแล้ว”

“เช่นนั้น อีกเดี๋ยว เราคงได้รู้กัน” ลุดวิกยิ้มเล็กน้อย  “จอห์น!”

เมื่อได้ยินเสียงของผู้เป็นนาย จอห์นซึ่งจุดคบไฟเตรียมไว้แล้วก็จ่อคบเข้ากับสายชนวนที่ยาวออกมาจากขวดดินเผา ประกายไฟวูบขึ้น ก่อนที่เขาจะโยนขวดใบนั้นไปตกอยู่หน้าชายขี่ม้า

ทันทีที่ขวดแตก เปลวไฟก็สว่างพรึ่บเจิดจ้าจนแสบตา ชายผมทองร้องเสียงดังพร้อมกับยกมือบังตา ขณะที่ม้าของเขาผงกขาหน้าทั้งสองขึ้นอย่างตกใจจนทำเขาให้เสียหลักพลัดตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง ก่อนที่เจ้าม้าจะควบตะบึงหายไป ทิ้งให้นายของมันนอนคว่ำแน่นิ่งอยู่กับที่

ลุดวิกก้าวเข้าไปยืนประชิดร่างที่นอนคว่ำอยู่บนพื้น พร้อมชักดาบออกจากฝัก

“ในนามแห่งเปลวอัคคี ข้าขอส่งเจ้าไปลงนรก” เขาประกาศก่อนยกดาบในมือขึ้น

“ไม่มีทาง!” ชายผมทองคำรามก่อนจะกำฝุ่นขึ้นมาซัดสาดใส่หน้าจนลุดวิกต้องเบือนหน้าหลบ ซึ่งในจังหวะนั้นเองที่อีกฝ่ายดีดตัวขึ้นและพุ่งเข้าใส่ นิ้วมือทั้งสิบแผ่ออก พร้อมเล็บคมกริบคล้ายเสือร้ายยามเข้าจู่โจมสังหาร 

ลุดวิกเบี่ยงตัวหลบ แต่ก็ยังถูกอีกฝ่ายกระแทกเข้าที่ไหล่ขวาอย่างแรงจนเสียหลักล้มลงกับพื้น ดาบกระเด็นหลุดมือ ชายผมทองหัวเราะด้วยน้ำเสียงอำมหิต เขาก้มลงคว้าคอเสื้อของลุดวิกอย่างรวดเร็วและใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวยกร่างขึ้นจากพื้น

“บอกลาโลกที่เจ้ารู้จักได้แล้ว” ชายผมทองแสยะยิ้มอำมหิต พร้อมกับกางกรงเล็บในมือขวา

ทว่าก่อนที่กรงเล็บข้างนั้นจะเสียบร่างลุดวิก ลูกดอกยาวครึ่งฟุตก็พุ่งเข้าปักทะลุดวงตาข้างขวาของชายผมทอง เขาปล่อยร่างอีกฝ่ายลงบนพื้น ก่อนจะยกมือขึ้นกุมดวงตาพลางกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ทำให้ลุดวิกได้โอกาสถีบคู่ต่อสู้ล้มลงและก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะลุกขึ้น เขาก็คว้าดาบที่ตกอยู่ ฟันลงไปเต็มแรง เลือดสีแดงเข้มพุ่งจากคอที่ถูกตัดขาดราวกับน้ำพุ ศีรษะขาดกระเด็นกลิ้งไปกับพื้น ดวงตาอีกข้างที่เหลือของชายผมทองเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทราวกับลูกหินสีดำ

“ขอบใจมาก จอห์น” ลุดวิกเช็ดใบดาบเปื้อนเลือดกับชายเสื้อคลุมของศพพลางหันมากล่าวกับชายหนุ่มที่ถือหน้าไม้อันเล็กอยู่ในมือ ”เมื่อครู่ ข้าประมาทไปหน่อย หากไม่ได้เจ้า ข้าคงเสียทีมันไปแล้ว”

จอห์นก้มหัวลงเล็กน้อย “ไม่เป็นไรครับ นาย” 

“รีบเก็บของแล้วจัดการศพให้เรียบร้อย พวกเราจะได้กลับไปเตรียมตัวออกเดินทาง” ผู้เป็นนายกล่าว ”เหลือเวลาอีกแค่วันเดียว เรือก็จะออกจากท่าแล้ว”

”ออกเดินทาง…”  จอห์นมองอีกฝ่ายอย่างงง ๆ กับสิ่งที่ได้ยิน “เจ้านายจะไปไหนหรือครับ”

“ไม่ใช่ข้า แต่เป็นพวกเราต่างหาก” ลุดวิกพูดเสียงเรียบ ๆ ขณะเสียบดาบเก็บเข้าฝัก ”พวกเราจะไปสยามกัน”

*****************

 

Related posts:

2 thoughts on “แวมไพร์อโยธยา (The twilight of Yodea) ตอนที่สาม

  • พฤษภาคม 7, 2016 at 7:26 am
    Permalink

    สนุกคะชอบการใช้ภาษามากแต่งต่อไปเรื่อยๆนะคะอ่านเพลินเลย

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)