แวมไพร์อโยธยา (Twilight of Yodea) ตอนที่หนึ่ง

นวนิยายแฟนตาซีย้อนยุค กับ เรื่องราวของหยดเลือดและความตายของการต่อสู้ระหว่างเหล่าแวมไพร์และนักล่า ภายใต้เงามืดที่ความเรืองรองของอาณาจักรแห่งสยามมิอาจไปถึง / ผลงาน โดย นรกานต์

***********************************
 “….ข้ามิเคยปรารถนาสิ่งใดมากไปกว่าชีวิตที่สงบสุข แต่โชคชะตากลับลิขิตมิให้ข้าได้พานพบในสิ่งที่ปรารถนา….”

*********************************************

สี่โมงเย็น สยามสแควร์ กรุงเทพมหานคร ค.ศ.2012

ผมเดินลงจากสถานีรถไฟฟ้าอย่างไม่รีบร้อน ก็จะรีบไปทำไม ในเมื่อยังเหลือเวลาอีกตั้งเกือบชั่วโมงนึงกว่าที่เพื่อนของผมจะมา และอีกอย่างว่ากันตามจริง คนอย่างผมก็ไม่เคยสนใจในเรื่องของกาลเวลามานานแล้ว แม้ว่าที่นี่จะเป็นถิ่นเก่าที่ผมและผองเพื่อนเคยตระเวนอยู่เมื่อครั้งยังเยาว์ ทว่านับจากจบชั้น มัธยมปลายเมื่อหลายปีก่อน (ขอไม่บอกจำนวนปีแล้วกัน เดี๋ยวจะเดาอายุได้) และเพื่อนเก่าเมื่อครั้งกระนั้นแยกย้ายกระจัดกระจายไปตามวิถีทางแห่งโชคชะตาและผลสอบเอนทรานซ์ ผมก็ไม่เคยได้เหยียบย่างลงมายังบริเวณนี้อีกเลย นอกจากเพียงมองดูห่าง ๆ จากรถไฟฟ้ายามที่มันเเล่นผ่านเท่านั้น

หลายปีหลังจากไม่ได่มาเสียนาน สยามสแควร์ดูเปลี่ยนและแปลกตาไปมาก ร้านใหม่ๆเข้ามาแทนที่ร้านเดิมๆที่เคยนั่ง แต่ที่ยังเหมือนเดิมคือ ที่นี่ยังคงเป็นแหล่งรวมผู้คนวัยหนุ่มสาว เหมือนเช่นดังก่อน ถ้าไม่นับเรื่องแฟชั่นการแต่งกายที่เปลี่ยนไปแล้ว มันก็ทำให้พอนึกถึงบรรยากาศเดิม ๆ ที่เคยสัมผัสได้อยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยามที่เห็นสาว ๆ วัยรุ่นทั้งในชุดนักเรียน นักศึกษาและไปรเวทเดินผ่านไปมา

ผมเปลี่ยนข้างสะพายเป้ประจำตัว ขยับเสื้อให้เข้าที่ ก่อนจะเลี้ยวเขาไปในซอยที่เชื่อมต่อกับถนนใหญ่ จากนั้นก็ก้าวเข้าไปยังร้านอาหารจานด่วนแบรนด์นิยมมีรูปตาเฒ่าถือไม้เท้ายืนอยู่หน้าร้าน ก่อนจะเดินไปยังเคาน์เตอร์และซื้อเบอร์เกอร์ไก่ทอดกับเฟรนฟรายซ์ใหญ่และโค้กอีกแก้วมากินฆ่าเวลา แม้นักโภชนาการจะบอกว่า ของพวกนี้เป็นอาหารขยะอุดมไปด้วยไขมันที่ส่งผลไม่ค่อยดีนักกับสุขภาพ แต่ผมก็เลือกที่จะลืม ๆ มันไปเสีย เพราะอย่างน้อย ไอ้การกินของพวกนี้แค่ไม่กี่มื้อ มันคงไม่ทำให้อายุผมสั้นลงไปได้หรอก

หลังจากจัดการกับเบอร์เกอร์คำสุดท้าย ผมก็นั่งละเลียดมันฝรั่งพลางนึกถึงไอ้ตัวต้นเหตุที่ทำให้ผมต้องมายังสถานที่แห่งนี้ในวันนี้ เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว ตอนที่ผมกำลังเล่นเฟสบุ๊คอยู่ จู่ๆก็มีไอ้หมอคนหนึ่งมาขอแอด ว่ากันตามจริงตามปกติ ผมไม่ค่อยรับแอดผู้ชายเท่าไหร่นัก เพราะมันผิดคอนเซ็ปต์ แต่เผอิญว่าชื่อกับหน้าของไอ้หมอนี่มันคุ้นๆ ผมก็เลยกดๆรับไป จากนั้นไม่กี่อึดใจ มันก็ส่งข้อความมาทักทันที

 /// ไงวะ ไอ้ต่อ สบายดีป่าว นี่เราเอง จำได้ไหม/ /

// แล้วเราที่ว่าน่ะ ใครหรือ///…. ผมส่งข้อความกลับไปอย่างสุภาพ เพราะยังไม่แน่ใจ

 ///เราเองไง เพื่อนเก่านายสมัยมัธยม///

 ///โว้ย ก็บอกชื่อมาสิวะ ไอ้นี่///

 ///เรา มิกซ์ ไง////

****************************

 …ไอ้มิกซ์ มันเป็นอดีตเพื่อนซี้ผมสมัยเรียน ม. ปลายด้วยกัน เราอยู่ห้องเดียวกันตั้งแต่ มอ สี่ จนถึง มอ หก แถมยังนั่งโต๊ะติดกันไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด จนครั้งหนึ่งเกือบถูกสาว ๆ ลือว่าเป็นคู่เกย์กันไปแล้ว แต่เผอิญมันเรียนเก่งกว่าผมเยอะ ตรงที่สอบชิงทุนไปเรียนต่อได้ที่เมืองนอก ส่วนผมสอบติดมหาวิทยาลัยที่นอกเมือง จากนั้น วงโคจรของพวกเราก็ค่อย ๆ ห่างออกไป 

อืม… ที่จริงก็ไม่เชิง เพราะตอนไปใหม่ ๆ มันเคยส่งโปสการ์ดมาให้ผมตกเดือนละสองสามแผ่น เขียนอะไรบ้าบอๆมามากพอสมควร จากนั้นพอขึ้นปีที่สอง มันก็หายสาบสูญไปเลย แถมเบอร์เก่าที่มันเคยให้ไว้ก็ดันมีอันสูญหายไร้ร่องรอย ที่อยู่ที่เคยลงไว้ในหนังสือรุ่น ครอบครัวมันก็ดันย้ายไปอีก สรุปคือ เพียงหนึ่งปีหลังจากเรียนจบ ไอ้มิกซ์ก็หายไปจากชีวิตผมอย่างถาวร ถึงอยากติดต่อยังไงก็ไม่ได้ . …คิด ๆ ไปแล้ว ก็น่าแปลก ที่ผานไปตั้งหลายปี จู่ ๆ มันก็ดันติดต่อมากลับมาเอง …..

ขณะที่ผมกำลังนึกไปถึงอดีตเก่า ๆ เมื่อครั้งยังเยาว์นั้น ประสาทสัมผัสก็บอกให้รู้ว่า มีสิ่งมีชีวิตบางอย่างเข้ามาอยู่เบื้องหลังผม และก่อนที่ผมจะได้ทันหันกลับไป มือหยาบ ๆ เย็น ๆ (อืม เหมือนไม่ใช่มือคนยังไงไม่รู้) ก็ตบลงมาที่ไหล่พร้อมคำทักทาย

“เฮ้ย ไอ้ต่อ”

จากนั้น ไอ้เจ้าของมือนั่น ก็ย้ายสังขารมานั่งลงที่เก้าอี้ว่างตรงหน้าผมแบบถือวิสาสะ ก่อนจะยิ้มให้และเอ่ยต่อว่า “ไงวะ ไม่เจอกันนาน ไม่ค่อยเปลี่ยนไปเท่าไหร่เลยนี่หว่า”

“เออ..หวัดดี ว่ะ มิกซ์” ผมเริ่มประโยคทักทายอย่างงง ๆ เล็กน้อยที่ถูกเพื่อนเก่าเข้าถึงตัวแบบฉับพลันกะทันหันอย่างนี้ จากนั้นเมื่อตั้งตัวได้ ผมจึงเริ่มพินิจพิจารณามันแบบตัวเป็น ๆ เป็นครั้งแรก

บอกตรง ๆ ว่า ถ้าไอ้มิกซ์ไม่แสดงตัวทักทายผมก่อน ผมเองก็คงจำมันไม่ได้ เนื่องจากเวลาที่ผ่านไป ทำให้ไอ้มิกซ์เปลี่ยนไปจากเดิมมาก เรียกว่ามากชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยนั่นแหละ

จากเดิมที่ภาพในความทรงจำเมื่อครังยังเยาว์ของผมที่มีต่อมัน คือ เด็กหนุ่มร่างผอมสูง เก้งก้าง ผิวขาวซีด แก้มตอบ โหนกแก้มสูง สวมแว่นกรอบทอง ผมตัดสั้น  แต่ปัจจุบัน ไอ้คนที่อยู่ตรงหน้าผม มันมีรูปร่างล่ำบึ๊ก ไหล่กว้าง แบบพวกเล่นกล้าม ไม่ก็พวกนักกีฬาฟุตบอลหรือกีฬาอะไรก็ตามที่ต้องใช้แรงมาก ๆ ผิวที่เคยขาวซีดเปลี่ยนเป็นสีแทน ไว้ผมแสกกลาง ยาวเลยต้นคอเล็กน้อย แก้มที่เคยตอบดูเต็มขึ้นและดูเหมือนโหนกแก้มที่เคยสูงก็จะหายไปด้วย ที่สำคัญคือ มันไม่ได้ใส่แว่นอีกแล้ว รูปร่างหน้าตาของมันในตอนนี้ มองผ่านๆคล้ายตัวการ์ตูนในเรื่อง ผีชีวะ ตัวนึง ตัวไหนไม่ขอไม่บอกแล้วกัน เอาเป็นว่า เห็นไอ้มิกซ์โดยรวมแล้ว รู้สึกอิจฉา  คนอะไรวะ แม่งหน้าตาดีกลบรัศมีเพื่อนหมด
 
ส่วนอีกอย่างที่แปลกตาก็คือ การแต่งตัวของมัน ไอ้มิกซ์ ใส่กางเกงยีนส์สีดำ สวมรองเท้าแบบรองเท้านักเดินป่าหุ้มข้อสูง ใส่เสื้อยืดสีแดงเข้ม สวมทับด้วยแจ็คเก็ตหนังสีดำแขนยาว สะพายเป้หนังสีดำ มองๆเหมือนพวก เฮฟวี่เมททัล ไงไม่รู้ และที่สะดุดตาก็คือ ที่นิ้วนางข้างขวาของมันสวมแหวนทอง หัวแหวนมีรูปคล้ายเปลวเทียนติดอยู่ ด้วย

“ดีใจจังว่ะ ที่เจอนาย นี่เราไม่ได้เจอกันมากี่ปีแล้ววะ” ไอ้มิกซ์พูดก่อนจะจบด้วยคำถาม

“ก็ตั้งแต่จบ ม ปลายนั่นแหละ” ผมตอบ “ว่าแต่ นายกินอะไรมายังวะ ไปสั่งก่อนสิ”

“เออ งั้นรอแป๊ปนึง” กล่าวจบ เพื่อนเก่าของผมก็ลุกไปที่เคาน์เตอร์โดยไม่ได้วางเป้หนังที่สะพาย ก่อนจะกลับมาพร้อมอาหารและเครื่องดื่มชุดใหญ่ เต็มถาด

ผมมองดูถาดอาหารที่เพื่อนยกมาวาง ก็เห็นว่าในนั้น มีไก่ทอดแปดชิ้น เบอร์เกอร์หกอัน เฟรนฟรายซ์ใหญ่สองที่ นักเก็ตอีกสองกล่อง กับโค้กอีกสองแก้ว

“เฮ้ย ทำไมซื้อเยอะจังวะ นายกินหมดเหรอ”

“ก็ให้นายกินด้วยไง” มิกซ์บอก

“แต่เรากินแล้ว”

“กินอีกก็ได้น่า ถือเสียว่า เห็นแก่เพื่อนเก่า”

ผมพยักหน้ารับอย่างไม่อยากขัด แต่ยังไงก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า ไอ้ที่เพื่อนผมยกมาเนี่ย ต่อให้กินสี่คนยังเหลือเลย อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนผมจะคิดผิด เพราะในชั่วเวลาเพียงไม่ถึงสิบนาที อาหารเกือบทั้งหมดก้เกลี้ยงโต๊ะ และที่สำคัญ ส่วนใหญ่เป็นฝีมือเพื่อนผมด้วย

“นายกินเก่งขึ้นเยอะเลยว่ะ” ผมพูดกับเพื่อน แม้ว่า ใจจริงผมไม่อยากใช้คำว่ากินเลย หลังจากเห็นมันยัดไก่หกชิ้นกับเบอร์เกอร์ห้าอันลงกระเพาะ

“มันชินแล้วน่ะ” มิกซ์ว่า ก่อนจะถามกลับ “ว่าแต่ นายล่ะ เป็นไงมั่ง เห็นนายบอกทางเฟสว่า ตอนนี้ ทำงานอิสระที่บ้านเหรอ”

“อืมใช่” ที่จริงคำว่า ทำงานอิสระของผม มันมีความหมายใกล้กับตกงานนั่นแหละ

“แล้วทำอะไรมั่งวะ”

“ก็รับแปลงานทั่ว ๆ ไป” ผมไม่อยากให้รายละเอียดมาก มันแสลงใจ จึงเปลี่ยนเป็นตั้งคำถามกลับไปมั่งว่า  “แล้วนายละ มาเมืองไทยนานแล้วเหรอ”

“มาได้เกือบปีแล้ว ใจจริงอยากติดต่อตั้งแต่วันแรกที่มาถึง แต่มัวยุ่งเรื่องงานอยู่” มิกซ์ตอบ

“นายทำงานอะไรวะ”

“งานประเภทจัดระบบองค์กรน่ะ”

“เหรอ” ผมพยักหน้า พลางคิดในใจว่า รูปร่างอย่างมัน ดูเหมือนพวกทหารรับจ้าง มากกว่า ทำงานอะไรอย่างที่มันบอก

“เออ เกือบลืม” เพื่อนผมทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “เรามีของจะให้นายด้วย”

“ของอะไรวะ”

“ของฝากจากอังกฤษเลยนะ เพื่อน” มิกซ์พูดพลางล้วงมือลงไปในเป้หนังสีดที่สะพายติดตัว ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกมา “นี่ไง”

อะไรบางอย่างที่ว่านั้น คือ หนังสือปกหนังสีดำขนาดพอคเก็ตบุ๊คเล่มโตๆ ค่อนข้างหนา และที่สำคัญคือเก่าคร่ำคร่า แบบสุด ๆ

ผมเปิดดูหน้าแรกและเห็นเนื้อกระดาษเก่าจนเหลืองซีด แม้ตัวอักษรจะยังชัดอยู่ก็ตาม “แน่ใจนะว่า มาจากอังกฤษ เราว่า สภาพมันเหมือนมาจากร้านหนังสือเก่าแถวจตุจักรมากกว่า”

“จากอังกฤษแท้ ๆ เลย เราหิ้วมันขึ้นเครื่องมาจากลอนดอนเลยนา” อีกฝ่ายยืนยัน

ผมพลิกเปิดอ่านต่อคร่าว ๆ และเห็นเนื้อประโยคในนั้น “โห ภาษาอะไรวะ อ่านไม่เห็นรู้เรื่อง”

“ภาษาอังกฤษสมัยโบราณน่ะ น่าจะช่วงหลังยุคฟื้นฟูไม่นาน” มิกซ์บอก

ผมมองหน้าไอ้คนพูด “แล้วเราจะอ่านออกไหมวะเนี่ย”

“อ่านไม่ยากหรอก สมองระดับนาย สบายอยู่แล้ว” เพื่อนเก่าของผมว่า ก่อนจะดูดน้ำรวดเดียวหมดแก้ว จากนั้นก็หยิบเอาหนังสืออีกเล่มที่เล็กกว่าเล่มแรกและดูใหม่กว่าออกมา “แถมเรามีดิคมาให้ด้วย”

“เอามาให้เราทำไมวะ”

“เราว่ามันเหมาะกับนายว่ะ” ไอ้มิกซ์พูด “สมัยเรียน เราจำได้ว่า นายชอบเขียนเรื่องให้เพื่อนอ่าน ไม่แน่ว่า บางที หนังสือนี่อาจให้ไอเดียนายช่วยเขียนเรื่องดี ๆ สักเรื่องก็ได้” 

“เหมาะกับเราเนี่ยนะ” ผมมองหนังสือรุ่นพระเจ้าเหา พลางถามเพื่อน “แล้วนี่เป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไร”

“เท่าที่เราลองอ่านคร่าว ๆ มันเป็นบันทึกการเดินทางน่ะ รู้สึกจะเขียนขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน”

“เอาคืนไปเหอะว่ะ” ผมผลักหนังสือกลับ

“ไม่รับคืนว่ะ” ไอ้มิกซ์ส่ายหน้า “เอาน่า ไอ้ต่อ เห็นแก่เพื่อนเก่ารับเอาไว้เถอะ ถือเสียว่า เห็นแก่มิตรภาพแต่ครั้งก่อน” มันขอร้องแกมบังคับ

“เออ ก็ได้วะ” ผมรับคำเพราะไม่อยากขัดใจเพื่อนเก่า แต่ในใจก็คิดว่า ถ้าน้ำท่วมอีกเมื่อไหร่ จะเอาไอ้หนังสือโบราณของมันนี่แหละ รองขาโต๊ะ

“ให้ได้งั้นสิ” มิกซ์ยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างกะทันหัน โดยการหันออกไปข้างนอกร้านและเอ่ยขึ้นว่า “เฮ้ย นายเห็นผู้หญิงคนนั้นไหม คนที่ใส่ชุดกระโปรงสั้นสีแดง เดินอยู่ฝั่งโน้นน่ะ”

ผมมองตามที่เพื่อนบอก ก็เห็นหญิงสาวสวยรูปร่างดีคนหนึ่งใส่กระโปรงสั้นสีแดงเหนือเข่า ไว้ผมยาวหยักศกสีน้ำตาลเข้ม สะพายกระเป๋าสีดำใบกะทัดรัด กำลังเดินอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนนเล็กตรงข้ามกับร้านซึ่งเราสองคนนั่งกัน

“ทำไมวะ”

“แต่งตัวยังกับพวกคอสเพลย์ หน้างี้โบ๊ะเสียขาวว่อกเลย” มิกซ์วิจารณ์เสียงเบา ๆ

“เฮ้ย ไอ้ปากเสีย เดี๋ยวเขาก็หันมาด่าเอาหรอก” ผมกระซิบด่ามันอย่างตกใจ ที่เห็นมัน จู่ ๆ ก็ไปวิจารณ์ผู้หญิงคนนั้นแบบนั้นเข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตอนนี้ ผมเห็นเธอคนนั้นหยุดเดินและมองตรงมาทางนี้ แม้เธอจะสวมแว่นดำ แถมผมกลับรู้สึกว่า เธอกำลังจ้องมาทางเราสองคน คล้ายกับว่าจะรู้ว่า พวกเรากำลังนินทาเธออยู่

มิกซ์ยิ้มเย็น ๆ ในแววตามีประกายแปลก ๆ ขณะพูดด้วยเสียงระดับเดิม “พวกเราพูดเบาแบบนี้ ไม่มีมนุษย์ที่ไหนได้ยินหรอกน่า ยัยนั่นเองก็เดินอยู่ห่างเสียขนาดนั้น แถมยังมีกระจกร้านกั้นเอาไว้อีก”

“เออ แต่ไงก็ไม่ดีอยู่นั่นแหละวะ ผู้ชายเขาไม่นินทาผู้หญิงหรอก”

“เหรอ” เพื่อนผมเลิกคิ้ว ขณะที่มองดูผู้หญิงคนนั้น ซึ่งในเวลานี้เธอเดินต่อและขึ้นไปบนสะพานลอยที่อยู่ตรงปากทางและข้ามถนนไปอีกฝั่ง จากนั้น ไอ้มิกซ์ก็ลุกขึ้นและพูดว่า “เออ ต่อ เราเพื่งนึกขึ้นได้ว่ามีธุระสำคัญต้องไปจัดการอีก ยังไง เราไปก่อนนะ” มันตัดบทลาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

“จะไปแล้วหรอ” ผมงงที่จู่ ๆ มันก็จะไปแล้ว

“เออว่ะ เอาไว้โอกาสหน้าเจอกันใหม่ หวังว่านายคงจะอ่านหนังสือที่เราเอามาให้นะ” เพื่อนผมพูด

“อือ”

“โชคดีเพื่อน”

กล่าวจบ ไอ้มิกซ์ก็ก้าวเท้าออกจากร้านไปด้วยท่าทางรีบร้อน ผมเห็นมันเดินอย่างรวดเร็วไปยังปากทางและข้ามสะพานลอยไปยังฝั่งตรงข้าม คล้ายกับจะรีบตามใครสักคนหนึ่ง

ผมละสายตาจากเพื่อนที่เพิ่งแยกไป ก่อนจะมองดูหนังสือสองเล่มที่มันทิ้งไว้ให้ ในขณะเดียวกับที่ด้านนอกนั้น ท้องฟ้าเริ่มมืดลงอย่างช้า ๆ

***************************************

(ติดตามตอนต่อไป)

Related posts:

2 thoughts on “แวมไพร์อโยธยา (Twilight of Yodea) ตอนที่หนึ่ง

  • ธันวาคม 10, 2012 at 8:28 pm
    Permalink

    รอตอนต่อไป รีบเอามาลงเร็วๆ นะคะ

    Reply
  • ธันวาคม 10, 2012 at 9:53 pm
    Permalink

    ชอบแนวนี้มากเลยค่ะ ยังกับ แวมไพร์ทไวไลท์ เวอร์ชั่นไทยเลยอ่ะค่ะ

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)