แวมไพร์อโยธยา (Twilight of Yodea) ตอนที่สอง

แม้ว่า ปกติ ผมจะเป็นคนที่ชอบใช้เวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือหลายชนิดโดยไม่เลือก ทว่า กับไอ้หนังสือปกหนังแบบโบราณ รุ่นก่อนการเปลี่ยนปกครอง ฝุ่นจับหนาเป็นนิ้ว ที่เพื่อนเก่าผมให้มาเล่มนี้คงต้องถือเป็นข้อยกเว้น…บอกตรง ๆ ว่า จนถึงตอนนี้ ผมก็ยังรู้สึกว่า ไอ้มิกซ์น่าจะได้หนังสือเล่มนี้มาจากร้านหนังสือเก่าแถวตลาดนัดจตุจักรมากกว่ามหานครลอนดอนอย่างที่มันอ้าง…

สำหรับผมแล้วการอ่านหนังสือภาษาต่างประเทศ ไม่ถือว่าเป็นการพักผ่อนแต่ออกจะเป็นอะไรที่หนักหัวเอามากๆ ยิ่งเป็นภาษาอังกฤษยุคดึกดำบรรพ์แบบนี้ด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีทางแหง ๆ

เฮ่อ พูดก็พูดเถอะ สมัยเรียนอยู่มัธยมปลาย ผมกับไอ้มิกซ์ก็เคยซี้กันมาไม่น้อย ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันก็หลายหน (แม้บางครั้งอาจมีบ้างที่ผมปล่อยให้มันทุกข์ส่วนผมยังมีสุขอยู่) จากกันไปตั้งหลายปี มาเจอกันอีกครั้งแบบนี้ มันน่าจะมีของฝากติดไม้ติดมือที่เข้าทีกว่านี้สักหน่อย อย่างน้อย ถ้าจะเป็นหนังสือภาษาต่างประเทศ ก็ควรเป็นหนังสือเอฟ เอชเอ็ม ฉบับภาษาอังกฤษ ไม่ก็หนังสือเพลย์บอย ของฮิวจ์ เฮิร์ฟเนอร์ ฉบับรวมภาพสุดยอดนางแบบ รุ่นอันลิมิเตท ซึ่งคงจะสร้างแรงจูงใจให้ผมอยากอ่านได้มากกว่านี้เยอะค่อด ๆ
 
ผมทิ้งของฝากจากเพื่อนเก่าค้างเติ่ง ไว้บนโต๊ะหัวนอนโดยไม่มีแผนจะเปิดดูแม้แต่น้อย จนกระทั่งสองวันให้หลัง ผมก็ได้รับพัสดุลงทะเบียนจากใครคนหนึ่ง
 
ใครคนที่ว่า คือ อดีตเพื่อนสาวแสนสวยสมัยเรียนมหาวิทยาลัยและพัสดุที่ว่า ก็คือ การ์ดเชิญไปร่วมงานมงคลสมรสของเธอผู้นั้นกับไอ้หมอที่ไหนสักตัวนึง ที่ผมไม่สนใจจะจำชื่อของมัน ให้รกหู

สำหรับเพื่อนสาวเจ้าของพัสดุชิ้นนี้ เธอเป็นคนที่ผมเคยชอบมากๆและผมก็พยายามทำทุกอย่างให้เธอชอบผม ทว่าหลังจากเวลานับปีและความพยายามสารพัด สุดท้าย เรื่องมันก็ลงเอยแบบนางเอกกับพระรองในนิยายน้ำเน่าดาดๆ นั่นคือ เส้นทางของผมและเธอเป็นได้เพียงเส้นขนานที่ไม่มีวันมาบรรจบ และผมก็สามารถทำได้ดีที่สุดเพียงแค่เป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่งของเธอเท่านั้น

 กลางดึกของคืนวันเดียวกับที่ผมได้รับการ์ดเชิญใบนั้น ผมนอนคว่ำบนเตียงขณะมองดูการ์ดสีชมพูลงลายตัวอักษรสีทอง หอมกลิ่นกุหลาบจางๆ ที่วางอยู่ตรงหน้า พลางคิดว่าจะเอาอย่างไรดีกับงานนี้ คือ จะไป หรือไม่ไป นั่นแหละ

บอกตามตรงว่า ถึงแม้ผมจะยอมรับความพ่ายแพ้และยอมตนเป็นเพียงเพื่อนคนหนึ่งของเธอผู้นั้น ทว่า เมื่อได้รับรู้ว่า เธอกำลังจะแต่งงาน ความรู้สึกใจหายระคนเศร้าสลดหดหู่ มันก็เกิดขึ้น แน่ละ ถ้าคนอื่นรู้ว่าผมคิดแบบนี้ เขาอาจมองว่า ผมงี่เง่า ในเมื่อเรื่องมันก็จบไปตั้งนานแล้ว ยังจะมามัวบ้าอะไรอยู่ได้ แต่เรื่องความรู้สึกของคนเรานั้นเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด เพราะมีหลายครั้งที่เราคิดว่าตัวเองสามารถลืมเลือนบางสิ่งได้แล้ว  ทั้งๆที่ความจริง มันกลับไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำของเราเลย
 
ผมคิดทบทวนอยู่หลายตลบและใช้เวลาไปสองชั่วโมง สี่สิบห้านาทีกับอีกสิบสามวินาที แต่ผมก็ยังคงตัดสินใจไม่ได้ว่า จะไปหรือไม่ไปงานนี้

ใจหนึ่ง ผมอยากไปเพื่อจะได้เห็นหน้าใสๆกับดวงตากลมโตงดงามคู่นั้นของเธออีกสักครั้ง แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่า  หัวใจของผมที่มีความเศร้าสลดหดหู่จากเรื่องราวในอดีตแฝงเร้นอยู่ จะปวดร้าวกับภาพที่เห็น จนเกินจะทน เพราะว่าในครั้งนี้ผมจะต้องร่วมเป็นสักขีพยานในงานที่เธอผู้นั้นจะประกาศเจตนารมย์ที่จะเริ่มต้นชีวิตคู่กับชายที่เธอเลือกและรัก

….ฟังดูน้ำเน่าไหม แต่ก็นั่นแหละ หลายครั้ง ชีวิตคนเรา มันก็ไม่ต่างอะไรกับละครหรือนิยายน้ำเน่า และจริงๆแล้ว ไอ้การที่ชีวิตของเราจะไปพ้องกับนิยายน้ำเน่า มันก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรหรอก ถ้าเพียงแต่เราจะได้สวมบทพระเอกของนิยายเรื่องนั้น ไม่ใช่บทพระรองสุดรันทดหรือตัวร้ายแสนบัดซบ และคงจะดีอย่างที่สุด ถ้าเราจะได้เป็นพระเอกในหัวใจของคนที่เราหมายปอง

……เฮ่อ นี่ผมชักจะเริ่มเบื่อไอ้ความน้ำเน่าในตัวเองเหมือนกันนะเนี่ย

      ..เสียงของหนัก ๆ ตกลงบนพื้น ดึงผมออกจากภวังค์แห่งความน้ำเน่า และเมื่อหันไปดู ก็พบว่าเสียงนั้นมาจากของสิ่งหนึ่งที่บัดนี้ ย้ายที่อยู่จากโต๊ะตรงหัวนอนลงมากองอยู่บนพื้นห้อง

 หนังสือปกหนังสีดำเล่มหนาเล่มนั้น ของกำนัลจากเพื่อนเก่าผู้เกือบสาบสูญของผม ตอนนี้มันอยู่บนพื้นห้อง พร้อมๆกันนั้น เอง ผมก็ตัดสินใจได้ว่า จะทำอย่างไรกับอดีตของผม

***********************

 

Related posts:

One thought on “แวมไพร์อโยธยา (Twilight of Yodea) ตอนที่สอง

  • ธันวาคม 1, 2012 at 1:46 pm
    Permalink

    สนุกมากเลยอ่ะ ตื่นเต้นชวนติดตามสุดๆอยากรู้จังว่าในหนังสือนั่นมีะไรน้า

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)