แวมไพร์อโยธยา (The Twilight of Yodea) ตอนที่สี่

(แผนที่อโยธยาจากภาพวาดของชาวต่างชาติ)

เรือไวท์พีเจียน คริสต์มาสอีฟ  ค.ศ.1683

ข้าเคยได้ยินเรื่องของอาณาจักรสยามมาก่อน จากปากของพ่อค้าและนักเดินเรือบางคนที่กลับมาจากตะวันออกไกล พวกเขาเล่าว่าที่นั่นคือ สวรรค์เขตร้อน อุดมไปด้วยเครื่องเทศ ทองคำและสาวงาม แต่บ้างก็เล่าว่า ที่นั่นคือดินแดนลึกลับของพวกนอกรีตที่ป่าเถื่อน ซึ่งใช้การลงทัณฑ์อำมหิตควบคุมผู้ใต้ปกครอง

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัว ข้ากลับคิดว่าไม่ว่าจะเป็นที่สยามหรือที่อังกฤษ ความป่าเถื่อนก็อาจไม่ต่างกันนัก ข้าเคยเห็น หญิงม่ายไร้ที่พึ่งถูกทรมานและเผาทั้งเป็นเพียงเพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด ข้าเคยเห็นเด็กชายถูกแขวนคอเพียงเพราะโทษที่ขโมยขนมปังเพียงก้อนเดียว และข้ายังได้พบความป่าเถื่อนโหดร้ายยิ่งกว่านั้นที่แฝงอยู่ ความป่า….

มายืนทำอะไรอยู่ที่นี่” เสียงนั้นทำให้จอห์นละจากภวังค์และหันมาเห็นมิสเตอร์ลุดวิกที่เดินมาหยุดยืนข้าง ๆ

ข้าร้อน ก็เลยออกมารับลมน่ะครับ

อย่างนั้นหรือ” ลุดวิกมองดูท้องทะเลยามราตรี ก่อนตบบ่าจอห์นและพูดว่า “ข้างนอกนี่ลมแรง ยังไงก็ระวังอย่าให้ถูกพัดตกเรือไปก็แล้วกัน ข้ายังมีงานให้เจ้าช่วยอีกมากที่สยาม”

“เอ่อ…เจ้านายครับ ทำไมคราวนี้ พวกเราต้องไปไกลถึงสยามด้วย” จอห์นถามอย่างข้องใจกับการเดินทางที่ไกลที่สุดในชีวิตของเขา

ลุดวิกมองหน้าคนถาม ด้วยสายตาคมกริบ “เอาไว้ไปถึงที่นั่นเมื่อไหร่ ข้าจะบอกเจ้าเอง” เขาพูดเรียบ ๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปข้างใน                                                                                  

***********

มิสเตอร์ลุดวิก นายจ้างคนปัจจุบันของข้าเป็นคนเคร่งขรึมและบางครั้งก็ดูลึกลับ แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนที่มีน้ำใจอยู่มาก ข้ายังจดจำได้ดีถึงเหตุการณ์ในวันที่ข้าได้เจอกับเขาเป็นครั้งแรก และวันนั้นเองที่เปลี่ยนโลกในการรับรู้ของข้าไปตลอดกาล…   

วันนั้นก็เหมือนกับวันนี้ คืนวันคริสต์มาสอีฟ ของเมื่อสองปีที่แล้ว

….ข้าเดินย่ำเท้าฝ่าละอองหิมะมาตั้งแต่หัวค่ำ ที่หมายคือห้องพักโทรม ๆ ในโรงเตี๊ยมตรงหัวมุมตรอกราเวน อันเป็นสถานที่ซุกหัวนอน หลังจากถูกมิสเตอร์แมคแอนดรูว์ นายจ้างคนล่าสุดเลิกสัญญาจ้าง

อันที่จริงจะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนัก เพราะการเลิกสัญญาที่ว่า ก็คือการที่ร้านทำเครื่องเงินของเขาต้องปิดกิจการเนื่องจากขาดทุนและเป็นหนี้สินท่วมหัว ส่งผลให้ข้าที่ทำงานเป็นช่างฝึกหัดกับเขาต้องไร้งานและที่อยู่ไปพร้อม ๆ กัน

เวลานั้น ข้าเหลือเงินติดตัวเพียงห้าเพนนี ซึ่งพอจ่ายค่าห้องพักอีกแค่คืนเดียว สิ่งที่ข้าตั้งคำถามกับตัวเองคือ ข้าจะทำอย่างไรเพื่อหาเลี้ยงตัวเองต่อไปในเมืองนี้ หรือข้าอาจต้องบ่ายหน้ากลับบ้านเดิมและไปเป็นลูกจ้างทำนาให้เจ้าที่ดินคนใดคนหนึ่ง

เสียงคนทะเลาะกันดังมาจากตรอกทางซ้ายมือ ดึงความสนใจของข้าให้ไปดู และเมื่อไปถึง ข้าก็เห็นชายร่างผอมสูงแต่งกายแบบคนมีเงินกำลังยืนอยู่กับหญิงสาวสวย ผมยาวสีน้ำตาลแดงสวมเสื้อสีครีมทับด้วยชุดกระโปรงยาวสีน้ำเงินคลุมไหล่ด้วยผ้าสีเขียวอ่อน ชายคนนั้นจับข้อมือของหญิงสาวเอาไว้และตะคอกใส่เธออย่างดุดัน ส่วนหญิงสาวก็พยายามดิ้นรนและทุบตีอีกฝ่าย กลิ่นเหล้าโชยมาจากตัวผู้ชายคนนั้น

“อย่ามาทำเล่นตัวไปหน่อยเลย เจ้ามันก็เหมือนพวกโสเภณีข้างถนนคนอื่นๆน่ะแหละ ไปกับข้าเสียดี ๆ จะได้ไม่เจ็บตัว” ชายคนนั้นว่า

หญิงสาวพยายามสะบัดข้อมือให้หลุดจากอีกฝ่าย “ข้าบอกแล้วไงว่า ข้าไม่ใช่โสเภณี!

ถึงไม่ใช้ คืนนี้ ข้าก็จะทำให้เจ้าเป็นเอง” ผู้ชายพูดก่อนจะพยายามปลุกปล้ำหญิงสาว

เมื่อเห็นแบบนั้น ข้าก็รู้สึกว่าข้าไม่อาจทนเห็นหญิงสาวไร้ทางสู้ ถูกไอ้ขี้เมานั่นรังแกได้ ข้าจึงเข้าไปช่วยนางและหลังจากสู้กันไม่กี่หมัด ไอ้ขี้เมานั่นก็สลบเหมือด ข้ารีบพาหญิงสาวออกมาจากบริเวณนั้นทันที

ขอบคุณท่านมากที่ช่วยข้า” นางกล่าว ”ข้าชื่อ เอลิซ่า ไม่ทราบว่า ท่านผู้ใจอารี มีชื่อว่าอะไรหรือ

ข้าชื่อ จอห์น

เมื่อครู่ ถ้าท่านไม่เข้ามา ข้าคงไม่รอดแน่

เรื่องเล็กน้อยน่ะแม่หญิง ไม่เป็นไรหรอก แต่ตอนนี้ ข้าว่าท่านรีบกลับบ้านไปจะดีกว่า” ข้าบอกกับนาง

เอลิซ่ามองรอบตัวอย่างหวาด ๆ “ข้าไม่กล้ากลับบ้านคนเดียว ท่านพอจะเมตตาไปส่งข้าได้ไหม

ได้สิ” ข้ารับปาก เพราะคิดว่า ในเมื่อเราช่วยใครแล้ว ก็ควรช่วยให้ถึงที่สุด

หลังจากเวลาผ่านไปพักใหญ่ หญิงสาวก็พาข้ามาถึงบ้านหลังเล็กที่อยู่ท้ายตรอกแห่งหนึ่ง ดูจากสภาพรอบๆที่เปลี่ยวร้างแล้ว ข้าไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมนางจึงต้องการให้ข้าเดินมาเป็นเพื่อน แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า ทำไมผู้หญิงตัวคนเดียวจึงมาอยู่ในสถานที่เปลี่ยวแบบนี้

เอลิซ่าเปิดประตูและจุดตะเกียง ทำให้บ้านนั้นสว่างขึ้น ภายในบ้าน ดูกว้างกว่าที่ข้าเห็นจากด้านนอก 

เชิญท่านเข้ามาข้างในก่อน ให้ข้าได้เลี้ยงอาหารค่ำท่านสักมื้อเป็นการตอบแทน” นางกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ข้าเป็นผู้ชาย เข้าไปอยู่ในบ้านตามลำพังกับท่านคงไม่เหมาะกระมัง” ข้าปฎิเสธและเตรียมจะขอตัวลากลับ แต่เอลิซ่ากลับรั้งเอาไว้

ข้าตัวคนเดียว ไม่มีใคร อีกอย่างถ้าท่านบริสุทธิ์ใจจะกลัวทำไมกัน” นางว่า

เมื่อเห็นว่า อีกฝ่ายมีน้ำใจจะเลี้ยงมื้อค่ำจริง ๆ ประกอบกับข้าเองก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เที่ยง ข้าจึงตัดสินใจอยู่กินมื้อค่ำกับสาวสวยแปลกหน้า ซึ่งหากข้ารู้อนาคตสักนิด ข้าคงไม่ทำเช่นนั้นแน่…. 

มื้อค่ำวันนั้น ประกอบด้วยอาหารง่ายๆ ได้แก่ขนมปังอบร้อน เนยแข็งและสตูเนื้อจานใหญ่ พร้อมกับเบียร์รสนุ่ม ความหิวทำให้ข้ากินอย่างลืมตัวจนท้องแน่น ขณะที่เอลิซ่าที่นั่งร่วมโต๊ะมองยิ้ม ๆ

หลังกินเสร็จ ข้ากล่าวขอบคุณเอลิซ่าและขอตัวลากลับที่พัก ทว่านางกลับลุกขึ้นและเดินเข้ามาหาข้า

นี่ท่านจะทำอะไรน่ะ” ข้าถอยออกห่าง เพราะเห็นว่านางเข้ามาใกล้จนเกินงาม

ข้าอยากขอให้ท่านช่วยอะไรข้าอีกสักอย่าง จะได้ไหม” เอลิซ่ากล่าว พลางปลดผ้าคลุมไหล่ออก เผยให้เห็นไหล่ขาวผ่อง และคอเสื้อที่เว้าลึกจนมองเห็นร่องอก

ข้าเบือนหน้าออกจากภาพที่เห็น อย่างไม่กล้าที่จะมอง “จะ..ให้ข้าช่วยอะไรหรือ”

เอลิซ่าดันข้าให้นั่งลงบนเก้าอี้ ดวงตาของนางหยาดเยิ้ม ยวนยั่ว “ข้าอยู่คนเดียวเช่นนี้ รู้สึกเหงาเหลือเกิน” นางก้มลงกระซิบที่ข้างหู กลิ่นกายของนางหอมกรุ่นอย่างน่าประหลาด ”คืนนี้ ท่านอยู่เป็นเพื่อนข้าได้ไหม”

ข้าพยายามจะลุกขึ้น แต่กลับรู้สึกว่ามือที่จับไหล่นั้นกดด้วยแรงที่มากกว่าที่ข้าจะต้านได้ “ข้า…ข้าคงทำแบบนั้นไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง

ทำไมเล่า ในเมื่อยามนี้ มีแต่เราเท่านั้น” มือของนางสัมผัสใบหน้าของข้า มือนั้นนุ่มเนียนและ เย็นเฉียบ…ใช่เย็นเฉียบราวกับแผ่นเหล็กที่ถูกทิ้งไว้กลางหิมะ และก่อนที่ข้าจะได้กล่าวสิ่งใด เอลิซ่าก็ผลักข้าลงนอนบนพื้นและขึ้นมานั่งคร่อมบนตัวข้า แขนทั้งสองของข้าถูกนางตรึงเอาไว้ เอลิซ่าก้มลง จนใบหน้าของนางอยู่ห่างออกไปไม่กี่นิ้ว ดวงตาทั้งคู่มีประกายวาววับ

ข้าพยายามดิ้นให้หลุด แต่ดูเหมือนว่า มือทั้งสองของหญิงสาวจะมีเรี่ยวแรงมหาศาลและแน่นราวคีมเหล็ก

ท่านไม่มีทางไปไหนได้อีกแล้ว” นางแสยะยิ้ม ก่อนจะก้มลงที่หน้าอกของข้า

โอ๊ย….ข้าร้อง ความเจ็บปวดรุนแรงแผ่ซ่านไปทั่วตัว เหมือนมีบางอย่างแทงลึกเข้าไปในเนื้อ พร้อมกับสัมผัสได้ถึงหยาดโลหิตอุ่นที่ไหลออกมาจนชุ่มหน้าอก ข้าพยายามดิ้นรนอย่างเต็มที่แต่ก็ไม่อาจสู้กับกำลังของหญิงสาวที่คร่อมอยู่ข้างบนได้

..เอลิซ่าเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากของนางแดงไปด้วยเลือด…เลือดของข้า…

เจ้าชอบเล่นกับอาหารแบบนี้เสมอเลยนะ เอลิซ่า” เสียงหนึ่งดังขึ้นที่ประตู ทำให้นางหันไปมอง

“ทอเรล ใครใช้ให้เจ้าเข้ามาตอนนี้” น้ำเสียงนางแฝงแววเกรี้ยวกราด

หากข้ามาช้า เจ้าคงไม่เหลืออาหารให้ข้าแน่” อีกฝ่ายว่า

อาหาร…ชายคนนั้นหมายถึงอะไร….ข้าคิดในใจขณะพยายามเหลือบมองคนที่ถูกเรียกว่า ทอเรล และพบว่า เขาคือชายร่างผอม ที่ข้าเจอเมื่อตอนหัวค่ำนั่นเอง…ชั่วขณะนั้นเองที่ข้ารู้สึกว่า เรื่องบางอย่างที่ผิดปกติและเลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้นกับข้า

อย่าลืมสิ ว่า อาหารชิ้นนี้ ข้าก็มีส่วนหามาด้วย” ทอเรลพูด พร้อมกับก้าวเข้ามาในบ้าน ประตูถูกปิดลงอีก ท่ามกลางแสงตะเกียงสลัว ถ้าข้าตาไม่ฝาด ข้าคิดว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ในปากของเขา

อะไรที่ว่านั้นคือ ส่วนปลายของเขี้ยวสีขาวที่พ้นริมฝีปากบนออกมา….เขี้ยว…แหลมแบบเดียวกับของหมาป่า…

ถ้าอย่างนั้น เอาไว้ข้าอิ่มแล้ว ค่อยถึงตาเจ้าก็แล้วกัน” เอลิซ่ากล่าว ก่อนจะหันกลับมา ดวงตาของนางเป็นสีดำสนิท ดำชนิดที่ว่าไม่มีตาขาวเลยแม้แต่นิดเดียว “ข้าสัญญา… ว่าเจ้าจะเจ็บปวดแค่ครู่เดียวเท่านั้น” นางกล่าวกับข้า

ทันใดนั้นเอง ประตูบ้านก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง วัตถุบางอย่างลอยเข้ามาในห้อง ตามมาด้วยเสียงระเบิดและแสงสว่างวาบจนแสบตา เอลิซ่าและทอเรลกรีดร้องพลางยกมือขึ้นบังแสง เป็นโอกาสให้ข้ารวบรวมกำลังผลักร่างหญิงสาวล้มลงและตะเกียกตะกายออกมา 

ในยามนั้น ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อคลุมยาวสีดำก็ปรากฏขึ้นที่ประตู….

เจ้าเป็นใคร!” เอลิซ่าและทอเรลคำรามพร้อมกัน ดวงตาของทั้งสองดำสนิท ปากแสยะอ้า เขี้ยวสีขาวคู่หนึ่งปรากฏออกมาชัดเจน ผิวของทั้งสองแปรเปลี่ยนเป็นขาวซีด นิ้วมือทั้งสิบกางออก เต็มไปด้วยเล็บสีเหล็กกล้าที่คมกริบราวกับมีด ดวงหน้านั้นเล่า ก็แปรสภาพเป็นดุร้ายเกินกว่าที่ใบหน้าของมนุษย์คนใดจะเป็นได้

ในนามแห่งเปลวอัคคี ข้ามาเพื่อลงทัณฑ์สัตว์นรกเช่นพวกเจ้า” ชายในชุดเสื้อคลุมดำประกาศพร้อมชักดาบออกมา เนื้อโลหะเป็นสีขาววาววับ

เอลิซ่ากรีดร้องอย่างดุร้ายและพุ่งเข้าใส่ชายผู้นั้น ทว่าเขากลับก้าวหลบการโจมตีได้อย่างรวดเร็วก่อนจะยกดาบเข้ารับการจู่โจม ซึ่งถ้าข้ามองไม่ผิด ข้าเห็นทอเรลและเอลิซ่าใช้เพียงมือกับกรงเล็บเข้าฟาดฟันกับดาบของผู้มาใหม่

ทั้งสามเข้าต่อสู้กันอย่างดุเดือด จนข้าวของในบ้านพังยับเยิน และเพียงชั่วเวลาไม่นาน ชายในชุดเสื้อคลุมก็ได้จังหวะเหวี่ยงดาบเข้าใส่ร่างของเอลิซ่า คมดาบตัดแขนขวานางขาดกระเด็นลงบนพื้น หญิงสาวกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและเงียบเสียงลงทันทีที่ดาบเล่มนั้นตัดคอนางขาดกระเด็น เลือดสีแดงเข้มพุ่งกระฉูด

ไอ้ชาติชั่ว!” ทอเรลคำราม เมื่อเห็นหญิงสาวถูกสังหาร เขาพุ่งเข้าโจมตีอีกครั้ง แต่ก่อนที่จะเข้าถึงตัวอีกฝ่าย ลูกดอกลูกหนึ่งก็เสียบเข้าที่เบ้าตาขวา ส่งผลให้เขาผงะหงายลงกับพื้น ชายร่างใหญ่พุ่งเข้าประชิดตัวทอเรลพร้อมดาบในมือ เขาตวัดดาบอย่างรวดเร็วตัดคออีกฝ่ายขาดกระเด็น

….ข้าเบิกตากว้างมองดูภาพที่เกิดขึ้น อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง กลิ่นคาวเลือดยังอบอวลอยู่ในห้องนั้น และแล้วข้าก็รู้สึกอ่อนแรงจนหมดสติไป…

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)