วันที่หมอกลง

แม้ดวงอาทิตย์จะพ้นขอบฟ้าแล้ว ทว่ายังคงแลเห็นภาพของพระจันทร์เลือนรางอยู่บนท้องฟ้าคล้ายยังมีความอาลัยจึงไม่ยอมจากไปง่ายๆ ไอหมอกสีขาวลอยปกคลุมอยู่ทั่วไป อากาศในยามเช้าตรู่ของที่นี่แม้จะค่อนข้างหนาวเย็น แต่ก็ให้ความรู้สึกที่สดชื่นสำหรับคนที่เคยชินแต่การใช้ชีวิตรีบเร่งแข่งกับเวลาอยู่ในเมืองหลวงอย่างเขา

ธนกฤตนั่งอยู่ในห้องอาหารของรีสอร์ทแห่งหนึ่งพร้อมกับจิบกาแฟร้อนๆจากถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวมีลายดอกไม้เล็กๆ กลิ่นกาแฟพันธุ์ดีที่หอมกรุ่น ช่วยเพิ่มความสุนทรีย์ให้กับเขาได้ไม่น้อย ชายหนุ่มยังไม่ได้สั่งอาหารเช้าอย่างอื่นมาเพิ่ม เนื่องจากต้องการดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบๆตัวเสียก่อน

ตั้งแต่การเจรจาเมื่อตอนเช้าวานนี้กับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ของบริษัทของเขาเสร็จสิ้นลงด้วยดี อย่างรวดเร็วเกินคาด ธนกฤตก็คิดว่าจะใช้เวลาว่างที่เหลืออีกสองสามวันพักผ่อนสมองกับธรรมชาติที่นี่ก่อนจะขึ้นเครื่องกลับไปยังกรุงเทพในเย็นวันมะรืนนี้ เมื่อคิดถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ชายหนุ่มก็อดคำนวณล่วงหน้าถึงตัวเลขผลประกอบการจำนวนมหาศาลที่จะปรากฏในงบดุลประจำปีของบริษัทในปีนี้ไม่ได้ ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงผลกำไรมหาศาลที่จะตามมาและนั่นก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกครึ้มอกครึ้มใจมากขึ้น สำหรับธนกฤตแล้ว ทุกอย่างในชีวิตของเขานับว่าสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่ รูปร่างหน้าตา ฐานะ ชาติตระกูล การศึกษาและหน้าที่การงาน ไม่มีอะไรแม้แต่อย่างเดียวที่จะขาดไปสำหรับคนอย่างเขา

วันนี้ ชายหนุ่มวางแผนไว้ว่าจะขึ้นไปเที่ยวข้างบนดอย เนื่องจากเคยได้ยินเรื่องราวความงามของธรรมชาติข้างบนนั้นมานานแล้ว เมื่อได้มีทั้งเวลาและโอกาสแบบนี้ เขาจึงตั้งใจว่าจะขึ้นไปเที่ยวชมและถ่ายภาพเก็บไว้ตามประสาตากล้องมือสมัครเล่นด้วย

หลังจากที่รับประทานอาหารเช้าและจัดการเรื่องธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ธนกฤตก็เดินตรงมาที่ลานจอดรถเพื่อขึ้นรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่เขาได้สั่งให้ทางรีสอร์ทไปติดต่อเช่ามาไว้ให้ ตั้งแต่เมื่อเย็นวานเพื่อขับขึ้นไปบนดอย ถนนลาดยางเลนเดียวที่ทอดยาวขึ้นเขาเส้นนั้นค่อนข้างคดเคี้ยวจนไม่เหมาะกับการขับรถเร็ว และเมื่อรถวิ่งมาได้ระยะหนึ่ง สภาพของถนนก็เริ่มขรุขระ ทำให้ธนกฤตต้องลดความเร็วของรถลงไปอีก ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกหงุดหงิดและเบื่อหน่ายกับความล่าช้าอันเกิดจากสภาพของเส้นทาง เขาพยายามคลายความหงุดหงิดโดยเปิดเครื่องเสียงติดรถยนต์ ทว่าความห่างไกลของพื้นที่ทำให้ไม่สามารถรับคลื่นใดๆได้ อีกทั้งตอนนี้เขาก็ไม่ได้นำเอาแผ่นเพลงใดๆติดมาเลยสักแผ่นเดียวด้วย

“ให้ตายสิ ถ้ารู้ว่าทางห่วยอย่างนี้ ไม่ถ่อขึ้นมาเสียก็ดีหรอก”เขานึกในใจ ถนนเริ่มแคบลงพร้อมกับสภาพของถนนที่แย่ลงยิ่งกว่าในช่วงแรก ขณะเดียวกันเส้นทางก็สูงชันมากขึ้น บอกให้รู้ว่าตอนนี้รถกำลังขึ้นมาบนดอยแล้ว อาศัยที่ว่ารถที่เขาขับมานั้นเป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อจึงไม่มีปัญหาอะไร สองข้างทางไม่ปรากฏร้านค้าหรือบ้านคนสักหลัง ภูมิประเทศเต็มไปด้วยป่ารกทึบและบางส่วนก็เป็นทางเลียบหน้าผา หมอกที่ปกคลุมหนามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มองเห็นทางข้างหน้าได้ไม่ชัดแม้ว่าจะเปิดไฟหน้าแล้วก็ตาม

ทันใดนั้นเอง รถของชายหนุ่มก็พุ่งแฉลบออกนอกโค้งและชนเข้ากับต้นไม้เสียงดังโครม เดชะบุญที่เขาคาดเข็มขัดนิรภัย เอาไว้จึงไม่เป็นอะไรมากนอกจากถูกแรงกระแทกนิดหน่อย ขณะที่รถนั้นเครื่องยนต์ดับสนิท

 ธนกฤตจับกุญแจและสตาร์ทรถ เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นเบาๆก่อนจะเงียบหาย เขาขมวดคิ้วก่อนจะสตาร์ทรถอีกครั้ง ทว่าคราวนี้ทุกอย่างเงียบสนิทไม่มีวี่แววว่าเครื่องยนต์จะทำงานแต่อย่างใด

“บ้าชิบเลย” ธนกฤตยกมือตบลงไปที่พวงมาลัยเต็มแรงอย่างโมโห”ให้ตายเถอะวะ วันนี้มันเป็นอะไรวะเนี่ยถึงต้องมาเจอเรื่องเฮงซวยแบบนี้ด้วย” เขาบ่นกับตัวเองอย่างไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ดีกว่านี้

ชายหนุ่มพยายามปรับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านให้สงบลงเพราะรู้ดีว่าในเวลาแบบนี้ถึงโมโหไปก็เปล่าประโยชน์ ก่อนจะเอนหลังพิงเบาะอย่างใช้ความคิด เรื่องจะพึ่งโทรศัพท์มือถือนั้นเลิกหวังไปได้เลย เพราะสัญญาณโทรศัพท์ของเขามันขาดหายไปตั้งแต่ขับรถขึ้นมาบนนี้แล้ว ธนกฤตเม้มปากแน่น อย่างที่เขาชอบทำเวลาใช้ความคิดพลางมองไปรอบๆรถ ทั่วบริเวณนั้นเต็มไปด้วยหมอกหนาจนมองอะไรแทบไม่เห็น ถ้าหากเขาจะออกเดินจากรถเพื่อไปหาความช่วยเหลือ ชายหนุ่มก็สงสัยว่า น่ากลัวเขาคงจะต้องหลงทางเป็นแน่ แต่ถ้าจะนั่งจ่อมจมอยู่เฉยๆแบบนี้ ก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่จะมีรถคันอื่นวิ่งผ่านมา

ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มก็แว่วเสียงฝีเท้าคนกำลังเดินย่ำอยู่ในกลุ่มหมอก ธนกฤตรีบเปิดประตูรถออกไปด้วยความหวังว่าจะได้พบใครสักคนที่พอจะช่วยเขาได้ ชายหนุ่มส่งเสียงร้องตะโกนขอความช่วยเหลือหลายครั้ง ทว่าทุกอย่างยังคงว่างเปล่า บางทีเสียงนั่นอาจเกิดจากความที่เขาหูแว่วไปเอง หรือไม่อย่างนั้น เสียงนั่นก็ไม่ใช่เสียงของคน

จวน ๆ ที่ชายหนุ่มกำลังจะหมดหวังอยู่นั้น ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายหมอก เมื่อเห็นเช่นนั้น ธนกฤตรีบส่งเสียงตะโกนเรียกทันที ” มีคนอยู่ตรงนั้นหรือเปล่าครับ ช่วยผมด้วยครับ!”

ครู่ต่อมา ร่างนั้นก็เข้ามาใกล้จนพอเห็นได้ แม้ไอหมอกจะทำให้มองได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ชายหนุ่มก็พอจะบอกได้ว่า ผู้มาใหม่นั้นเป็นชายวัยราวห้าสิบปลายๆ ร่างสันทัด ที่ข้างหลังมีกระบุงหาบของสะพายอยู่

“เกิดอะไรขึ้นรึคุณ” ชายคนนั้นถาม

 “รถผมเสียนะครับ ลุง” ธนกฤตเรียกอีกฝ่ายว่า ลุง ตามอายุที่เขาคาดคะเนเอา ”โทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้ แถวนี้พอจะมีช่างหรือไม่ก็ตู้โทรศัพท์บ้างไหมครับ”

“ช่างน่ะหรือ” ชายผู้นั้นทำท่านึกก่อนจะตอบว่า ”ถ้าจะหาช่างซ่อมรถ ก็ต้องไปที่หมู่บ้านนะ ที่นั่นมีทั้งช่างแล้วก็ตู้โทรศัพท์ด้วย”

“แล้วหมู่บ้านอยู่ไกลไหมครับ”

“ประมาณสองกิโล เห็นจะได้”

“สองกิโล เชียวหรือลุง” ธนกฤตทวนคำ ก่อนจะมองไปรอบๆบริเวณด้วยท่าทางอ่อนใจ“แล้วหมอกลงหนา แบบนี้ผมจะเดินไปได้ยังไง มีหวังหลงตายเลย”

“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมกำลังจะเอาของไปส่งที่นั่นพอดี ถ้ายังไง คุณไปกับผมก็ได้” อีกฝ่ายเสนออย่างมีน้ำใจ

ชายหนุ่มค่อยยิ้มออกมาได้“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณ คุณลุง มากครับ” ธนกฤตจัดการล็อครถให้เรียบร้อย ก่อนจะออกเดินตามชายคนนั้นไป

ระหว่างที่เดินเขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าผู้นำทางของเขาเดินขากระเผลกๆ ด้วยความสงสัย ชายหนุ่มจึงเอ่ยปากถามขึ้นว่า “เอ นั่น ขาลุงเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

“ขาข้างนี้ มันก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ผมยังเด็กแล้วละ” อีกฝ่ายตอบ

ชายหนุ่มมองอย่างรู้สึกไม่ค่อยดีนัก ที่คนนำทางของเขามีสภาพแบบนี้ แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นให้ เขาจึงทำได้แค่เดินตามอีกฝ่ายไปเท่านั้น แม้ขาจะไม่ดีแต่ชายคนนั้นก็เดินได้เร็วพอสมควร ยิ่งเดินไป ก็ยิ่งเจอหมอกหนามากขึ้น จนกระทั่งมองอะไรแทบไม่เห็นแม้แต่ขาของตัวเอง

“อุ๊บ” ธนกฤตร้องอุทานขณะที่สะดุดเข้ากับรากไม้หรือไม่ก็อะไรบางอย่างจนเซถลา

“เป็นอะไรหรือเปล่าคุณ” ผู้สูงวัยกว่าหยุดเดินและหันมาถาม “หมอกมันหนาน่ะลุง ผมเลยเดินสะดุดนิดหน่อย”

“ระวังหน่อยนะ แถวนี้มันใกล้กับหน้าผา ถ้าพลาดตกลงไปจะแย่”ชายชรากล่าวเตือน ก่อนจะหยิบไม้ไผ่ขนาดเหมาะมือลำหนึ่งและยื่นปลายข้างหนึ่งมาให้ “ เดี๋ยวคุณจับไม้นี้ไว้แล้วเดินตามมาดีๆก็แล้วกัน”

“ขอบคุณครับ” ธนกฤตกล่าวพร้อมกับจับปลายไม้นั้นไว้ก่อนจะออกเดินตามผู้นำทางของเขา

ทั้งสองย่ำเท้าผ่านไปตามราวป่าที่ปกคลุมไปด้วยสายหมอกหนา อากาศเย็นยะเยือก ขณะที่บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝีเท้าที่ย่ำผ่านลงไปบนพื้นดินและหินที่ดังให้ได้ยินเท่านั้น

ตลอดเวลาที่กำลังเดินอยู่ ธนกฤตกำปลายไม้ไผ่ไว้แน่น พร้อมกับอดนึกไปไม่ได้ว่าตอนนี้ ตัวเขาเองก็มีสภาพไม่ต่างอะไรกับคนตาบอดที่ต้องให้คนนำทางเลย มิหนำซ้ำคนที่กำลังทำหน้าที่ช่วยนำทางให้เขานั้น ก็เป็นเพียงชายชราขากะเผลกคนหนึ่งเท่านั้น ชายหนุ่มอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ที่เห็นอีกฝ่ายหนึ่งสามารถเดินไปข้างหน้าได้ทั้งๆที่มีหมอกหนาลงบดบังเส้นทางถึงขนาดนี้ ธนกฤตคิดว่า ถ้าหากไม่เป็นเพราะต้องมาคอยจับปลายไม้อีกข้างเพื่อนำทางให้กับเขาแล้ว ชายชราคนนี้น่าจะเดินไปได้เร็วกว่านี้ด้วยซ้ำไป

เกือบหนึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งสองก็เดินพ้นจากบริเวณป่า สายหมอกเริ่มจางลง จนสามารถแลเห็นภาพของหมู่บ้านขนาดใหญ่แห่งหนึ่งอยู่เบื้องหน้าออกไปไม่ไกลนัก เสียงรถและเสียงผู้คนที่ดังแว่วมาให้ได้ยิน ทำให้ธนกฤตรู้สึกใจชื้นขึ้น

 “ถึงแล้ว” ชายชราผู้นำทางว่า “หมู่บ้านข้างหน้านั่นแหละ ที่ผมบอกเมื่อตะกี้”

“ขอบคุณมากนะครับลุง” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับหยิบกระเป๋าเงินออกมาก่อนจะดึงธนบัตรใบละหนึ่งพันบาทฉบับหนึ่งยื่นส่งให้” ผมให้ลุงเป็นสินน้ำใจ ถ้าไม่ได้ลุงช่วยไว้ ผมคงแย่แน่เลย”

“ไม่ต้องหรอก” ชายชราหันหน้ามาบอก ”เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเอง”

ธนกฤตถึงกับอึ้งเมื่อได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจนและพบว่าชายชราที่นำทางเขาเดินผ่านป่าที่เต็มไปด้วยกลุ่มหมอกหนาทึบมานั้น แท้จริงแล้ว เป็น คนตาบอด

“นี่..ลุงมองไม่เห็นหรือครับ”

“ใช่”

“แล้วทำไม…”

“ทำไม ผมถึงเดินมาถึงนี่ได้น่ะหรือ” ชายชรายิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบข้อสงสัยของอีกฝ่าย “ก็ไอ้ทางสายนี้น่ะ ผมเดินผ่านไปผ่านมาทุกวันจนชินเสียแล้วล่ะคุณ” กล่าวจบ ชายชราตาบอดก็ยิ้มบางๆอีกครั้งอย่างอารมณ์ดีก่อนจะหันหลังและเดินกะโผลกกะเผลกจากไป โดยปล่อยให้ผู้อ่อนวัยกว่ายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

ชายหนุ่มมองตามผู้นำทางของเขาไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายได้ ในชั่วขณะนั้นเองที่เขาต้องยอมรับว่า เขาไม่เคยคิดเลยจะว่าวันหนึ่ง คนที่มีชีวิตสมบูรณ์ครบถ้วนอย่างเขาจะได้รับความช่วยเหลือจากผู้ที่ถูกเรียกว่า คนพิการ

สำหรับธนกฤตแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาในวันนี้ เป็นประสบการณ์อันมีค่า ที่สอนให้เขาได้รู้ว่า คนทุกคนในโลกใบนี้ต่างก็มีคุณค่าต่อสังคมนี้อย่างเท่าเทียมกัน และไม่มีใครแม้แต่บุคคลผู้ที่ถูกมองว่าไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้เท่ากับคนอื่นๆ ที่จะไม่มีโอกาสได้ทำประโยชน์ให้กับผู้คนที่อาศัยอยู่ร่วมในสังคมเดียวกับเขา

… สายลมเย็นสดชื่นจากทิวเขาพัดมาปะทะผิวกาย ชั่วขณะนั้น ชายหนุ่มยิ้มบางๆกับตัวเอง…

*****จบ**************

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)