นิทานอีสป (ตอนที่สาม)

นักปราชญ์บางท่านให้ความเห็นว่า นิทานของอีสปได้เค้าโครงมาจากเรื่องเล่าเก่า ๆ ของกรีก อินเดีย อาระเบีย หรืออาจมาจากเปอร์เซียและดินแดนอื่น ๆ โดยอีสปนำมาดัดแปลงเล่าใหม่   

นิทานของอีสปเป็นนิทานที่เล่าปากเปล่าไม่มีการจัดบันทึกเป็นหลักฐาน จนศตวรรษต่อ ๆ มาจึงได้มีผู้บันทึกเอาไว้ เช่นจะเห็นได้จากหลักฐานของแผ่นปาปิรัสอียิปต์โบราณ เป็นต้น

จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1400 ได้มีการแปลนิทานอีสปจากภาษาลาตินเป็นภาษาอังกฤษ  นับแต่นั้นมาชาวยุโรปก็ได้แปลงนิทานอีสปให้เข้ากับสภาพสังคมบ้านเมืองของตน แต่คติและข้อคิดอันเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องยังคงได้รับการรักษาเอาไว้

 

นักเดินทางกับแซเทอร์

ชายนักเดินทางคนหนึ่งหลงทางในป่า กลางฤดูหนาว และได้พบกับแซเทอร์(อมนุษย์ชนิดหนึ่งครึ่งบนเป็นคน แต่มีขาสองข้างเป็นขาแพะ)ตนหนึ่ง ซึ่งสัญญาว่าจะช่วยพาเขาออกจากป่า โดยจะพาชายผู้นั้นไปพักที่บ้านของแซเทอร์ตลอดคืนและจะพาเขาออกจากป่าในตอนเช้า

ขณะที่ชายผู้นั้นกำลังเดินไปกับแซเทอร์ เขาก็เป่าลมใส่มือของเขา

“นั่นเจ้าทำอะไร”แซเทอร์สงสัย

“มือของข้าเย็นเฉียบ ข้าจึงเป่าไออุ่นให้มัน” ชายนักเดินทางตอบ

ต่อมา เมื่อมาถึงบ้านของแซเทอร์ และแซเทอร์ยกชามข้าวต้มร้อนๆมาให้ชายนักเดินทาง เขาก็เป่าลมใส่ลงไปในชามข้าวนั้น

“นี่เจ้าทำอะไรน่ะ”แซเทอร์สงสัย

“ข้าวต้มมันร้อนเกินไป ข้าจึงเป่าให้มันเย็นลง”ชายนั้นตอบ

“เจ้าจงไปเสียให้พ้น”แซเทอร์ไล่เขา”ข้าจะไม่อยู่ร่วมบ้านกับคนที่มีทั้งลมร้อนและลมเย็นในลมหายใจเดียวกัน”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไม่มีความแน่นอนใดๆจากวาจาของมนุษย์

 

lionskin

ลาในหนังสิงโต

ลาตัวหนึ่งมาเจอหนังสิงโตที่ถูกนายพรานตากแดดเอาไว้ มันจึงมุดเข้าสวมหนังนั้นและเดินเข้าไปในหมู่บ้าน เมื่อผู้คนและสัตว์ได้เห็น ก็พากันตกใจวิ่งหนีกระเจิง เจ้าลาภูมิใจมากและด้วยความคึกคะนอง มันจึงร้องเสียงดัง ทว่าเมื่อทุกคนรู้ว่าที่แท้ มันเป็นลา พวกเขาก็กลับมาและเจ้าของลาก็ลากมันไปทุบตีลงโทษ สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งได้เดินตามและกล่าวกับเจ้าลาว่า

“หากเจ้าไม่ส่งเสียงร้องออกมา ใครเลยจะรู้ว่า ที่แท้ เจ้าเป็นลา”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เครื่องแต่งกายที่งดงามอาจทำให้ดูสวยสง่า แต่คำพูดงี่เง่าจะเปิดเผยความโง่ให้ปรากฏออกมา

 

lionshare

ส่วนแบ่งของสิงโต

สิงโตออกล่าสัตว์พร้อมกับ หมาจิ้งจอก หมาป่าและหมาใน พวกมันจับกวางตัวผู้ขนาดใหญ่ได้ตัวหนึ่งและสังหารมัน จากนั้นจึงแบ่งกวางออกเป็นสี่ส่วนตามคำสั่งของสิงโต

สิงโตยืนอยู่หน้าเหยื่อและประกาศว่า”ส่วนแรกของกวางต้องเป็นของข้า เนื่องจากข้าคือจ้าวป่า และส่วนที่สองก็ต้องเป็นของข้า ในฐานะที่ข้าเป็นหนึ่งในผู้ร่วมล่า สำหรับส่วนที่สามนั้นจะเป็นของข้าเนื่องจากข้ามีส่วนในการไล่จับมัน และสำหรับส่วนที่สี่นั้น หากใครกล้าแตะต้องมัน ข้าจะไม่ไว้หน้ามันผู้นั้น”

“อืม”สุนัขจิ้งจอกทำเสียงในลำคอ ขณะที่มันเดินผละออกมาโดยไม่ได้กล่าวสิ่งใด

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ท่านอาจลงแรงร่วมกับผู้มีอำนาจเหนือกว่าได้ แต่ท่านอาจไม่ได้รับส่วนแบ่งจากงานนั้น

 

 liondonk

สมองของลา

สิงโตและหมาจิ้งจอกออกล่าเหยื่อด้วยกัน สิงโตได้แนะนำหมาจิ้งจอกให้ไปบอกลาว่าจะทำข้อตกลงเป็นมิตรกันและขอให้ลามาพบกับมัน เพื่อจะได้ทำสัญญายุติความบาดหมางกัน ทว่าเมื่อลามาถึง กลับถูกสิงโตกระโจนเข้าใส่และสังหาร จากนั้นสิงโตได้พูดกับหมาจิ้งจอกว่า

“เจ้าลาตัวนี้คืออาหารค่ำของพวกเรา เจ้าจงเฝ้ามันไว้ ส่วนข้าจะกลับไปนอนสักงีบหนึ่ง และห้ามเจ้าแตะต้องเหยื่อของข้าเด็ดขาด”

สิงโตจากไปและทิ้งจิ้งจอกไว้ ทว่าเมื่อสิงโตไม่อยู่แล้ว เจ้าจิ้งจอกได้แอบกินสมองของลาจนหมด และเมื่อสิงโตกลับมา มันก็สังเกตเห็นว่า สมองลาหมดไปแล้ว มันจึงตะคอกถามเจ้าจิ้งจอกว่า

“เจ้าทำอะไรกับสมองนั่น”

“สมองหรือ..โอท่านจ้าวป่า มันไม่มีหรอก เพราะถ้าเจ้าลาตัวนี้มีสมอง ไหนเลยมันจะยอมตกหลุมพรางของท่านง่ายๆแบบนี้” เจ้าจิ้งจอกตอบ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ปัญญาช่วยให้เอาตัวรอดได้เสมอ

 

สิงโตป่วย

ครั้งหนึ่ง สิงโตจ้าวป่าได้ประกาศข่าวว่า มันกำลังป่วยหนักใก้ลจะสิ้นลม จึงอยากขอให้สัตว์ต่างๆมาเยี่ยมเพื่อฟังคำพูดสุดท้ายของมัน แพะ,แกะและลูกวัวได้ไปที่ถ้ำของสิงโต และทยอยเข้าไปในถ้าเพื่อฟังคำพูดสุดท้ายของจ้าวป่า ทว่าไม่นาน สิงโตก็ดูเหมือนจะมีอาการดีขึ้น มันเดินออกมาจากถ้ำและเจอสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งยืนอยู่ข้างนอก เพื่อมาเยี่ยมมัน

“ทำไม เจ้าไม่เข้ามาในถ้ำ เพื่อทำความเคารพข้า”สิงโตถาม

“ขอประทานอภัย ท่านจ้าวป่า”สุนัขจิ้งจอกตอบ”แต่ข้าพเจ้าได้สังเกตว่ารอยเท้าของสัตว์ทุกตัวที่เข้าไปในถ้ำ ไม่มีรอยใดกลับออกมาเลย ข้าจึงตั้งใจจะให้พวกนั้นออกมาก่อน จึงเข้าไปทีหลัง เพื่ออากาศในถ้ำจะได้ไม่อึดอัด”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า มันง่ายที่จะเข้าไปในแดนของศัตรู แต่มันยากที่จะกลับออกมาได้

 

The_Lion_and_the_Boar

สิงโตกับหมูป่า

ในฤดูร้อนของวันหนึ่ง เมื่ออากาศร้อนจนน้ำแห้งเหือดและความกระหายแผ่ไปทั่ว สิงโตและหมูป่าได้มาเจอกันที่บ่อน้ำเล็กๆ พวกมันต่างแย่งกันที่เป็นฝ่ายดื่มก่อน โดยคำรามใส่กัน และเข้าสู้กันอย่างดุเดือด ทว่ายังไม่มีใครแพ้ชนะ พวกมันจึงหยุดพัก เพื่อเตรียมเข้าสู้กันอีกรอบ

แต่ในขณะนั้นเอง ทั้งสองก็เห็นแร้งหลายตัวบินวนอยู่รอบๆและคอยรอดูว่าใครจะล้มลงก่อน สิงโตกับหมูป่าจึงยุติการต่อสู้และกล่าวกันว่า

” มันคงดีกว่า หากเราทั้งสองจะมาเป็นเพื่อนกัน แทนที่จะสู้กันจนตายและกลายเป็นอาหารให้แร้งกาเหล่านั้น”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผู้ที่ทะเลาะวิวาทกันมักถูกจับตามอง จากฝ่ายที่จ้องหาประโยชน์จากผู้แพ้

 

camel

ชาวอาหรับกับอูฐ

นักเดินทางชาวอาหรับขี่อูฐท่องไปในทะเลทราย ต่อมา เขาได้ถามอูฐของเขาว่า ระหว่างการเดินขึ้นเนินกับลงเนินนั้น มันชอบอะไรมากที่สุด เจ้าอูฐได้ตอบว่า

“ท่านจะมาถามข้าทำไม ในเมื่อนั่นมันเป็นทางที่ข้าต้องเดินในทะเลทรายอยู่แล้ว”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าถามคำถามที่ไร้ประโยชน์

 

ลิงกับโลมา

กะลาสีเรือผู้หนึ่งเลี้ยงลิงไว้เป็นเพื่อน และเอาลิงติดไปบนเรือด้วย วันหนึ่งเรือล่ม ผู้คนจมน้ำหายสูญ เจ้าลิงลอยคออยู่กลางทะเลและพยายามดิ้นรนว่ายตะเกียกตะกาย จนโลมาตัวหนึ่งมาเจอเข้า มันเข้าใจผิดว่าลิงนั้นเป็นคน และเนื่องด้วยโลมมีนิสัยชอบช่วยคน มันจึงว่ายไปแบกลิงขึ้นหลังและพาไปส่งฝั่ง โดยที่โลมานั้นเจอลิงอยู่นอกชายฝั่งเอเธนส์ มันจึงคิดว่าลิงน่าจะเป็นชาวเอเธนส์ มันจึงพาลิงว่ายเข้าฝั่ง และถามลิงว่า

“ท่านคงเป็นชาวเอเธนส์ไหม”

เจ้าลิงตอบว่า”ใช่”

โลมาจึงถามอีกว่า”เช่นนั้นท่านคงรู้จักพีเรอุส สินะ(พีเรอุส เป็นชื่ออ่าวหน้าเมืองเอเธนส์) “

เจ้าลิงอยากให้โลมานับถือในตัวมัน มันจึงวางท่าเป็นผู้รู้และตอบไปว่า” รู้จักสิ รู้จักดีด้วย เพราะ พีเรอุสน่ะ เป็นสหายเก่าแก่ของข้าเอง และข้าก็ยินดีมากหากจะได้พบเขาอีกครั้ง”

เมื่อได้ยินดังนั้น เจ้าโลมาจึงรู้ว่า เจ้าลิงกำลังโกหกมัน ด้วยความโกรธ เจ้าโลมาจึงดำน้ำลงไปและปล่อยให้ลิงจมน้ำตาย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผู้ที่เริ่มต้นโกหกผู้อื่น ในไม่ช้า คำโกหกนั้นจะนำคนพูดไปสู่ปัญหา

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)