นิทานอีสป (บทที่สอง)

นิทานอีสปใช้การเล่าเรื่องผ่านตัวละครหลากหลายทั้งคน สัตว์และสิ่งของ โดยให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ สามารถเจรจาโต้ตอบกันได้ ซึึงบ่อยครั้งจะแฝงเรื่องการเมืองการปกครองลงไปด้วย โดยหลังจากยุคของอีสป นิทานเหล่านี้ได้ถูกรวบรวมและบันทึกเล่าขานสืบต่อกันมา

นกอินทรีกับด้วงกว่าง

กระต่ายป่าตัวหนึ่งหนีการไล่ล่าของนกอินทรี มาพบด้วงกว่างตัวหนึ่งเข้า เจ้ากระต่ายป่าได้ขอร้องให้ด้วงกว่างช่วยชีวิตตน มันจึงขอร้องให้นกอินทรีปล่อยกระต่ายไป ทว่านกอินทรีดูถูกว่าด้วงเป็นแค่สัตว์เล็กอ่อนแอจึงไม่สนใจและเข้าฉีกเนื้อกระต่ายป่ากินต่อหน้า

esop0

ด้วงกว่างโกรธแค้นและล้างแค้นนกอินทรีโดยแอบเข้าไปในรังและผลักไข่ของนกอินทรีตกลงมาแตกหมด มันคอยลอบเล่นงานจนนกอินทรีไม่สามารถวางไข่ได้  เจ้านกอินทรีจึงไปขอร้องให้เทพเจ้าซูสทรงช่วย จอมเทพเห็นว่านกอินทรีเป็นสัตว์ประจำพระองค์ จึงยอมให้มันวางไข่บนหัวเข่าของพระองค์ ทว่าเจ้าด้วงกว่างก็เอาอุจจาระของตนทิ้งลงบนเข่าของจอมเทพ พระองค์จึงเผลอปัดทิ้ง ทำให้ไข่นกอินทรีตกแตก

นับแต่นั้นมา ว่ากันว่า หากมีด้วงกว่างอยู่ที่ใด นกอินทรีจะไม่ยอมวางไข่อย่างเด็ดขาด

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าดูถูกข่มเหงน้ำใจของผู้ที่อ่อนแอกว่า เพราะเขาอาจโต้ตอบได้มากกว่าที่เราคิด

 

พังพอนกับหนู

หนูกับพังพอนทำสงครามยืดเยื้อ ทว่ารบกันครั้งใด พวกหนูก็พ่ายแพ้ทุกคร้ง พวกหนูจึงประชุมหารือกันและได้ข้อสรุปว่า ที่รบแพ้ เพราะขาดแม่ทัพนายกอง พวกมันจึงคัดเลือกในบรรดาพวกกันเอง ขึ้นเป็นแม่ทัพนายกอง ซึ่งพวกหนูที่ได้เป็นแม่ทัพนายกองต่างก็หลงทะนงในยศตำแหน่งที่ได้รับ และพากันไปหาขนนกและสิ่งต่างๆมาประดับตกแต่ง เพื่อให้ตัวเองโดดเด่นสง่างามกว่าพวกไพร่พลทั่วไป

พอถีงวันออกศึก พวกหนูก็ยกทัพไปท้าทายพังพอนถึงถิ่น พวกพังพอนเห็นหนูยกทัพมา ก็ชอบใจที่อาหารโปรดมาถึงที่ จึงระดมกำลังเข้าโจมตีทันที ไม่นานทัพหนูก็แตกพ่าย พวกไพร่พลหนูต่างหนีเอาตัวรอดได้ แต่พวกแม่ทัพนายกองมีเครื่องประดับยศพะรุงพะรัง ทำให้ไม่อาจหนีได้คล่องอย่างไพร่พล สุดท้ายพวกแม่ทัพนายกองหนูจึงถูกพวกพังพอนจับกินจนหมดสิ้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การทะนงในอำนาจและตำแหน่งจะนำความพินาศมาถึงตัว

 

สุนัขจิ้งจอกกับอีกา

esop3

อีกาตัวหนึ่งขโมยเนื้อชิ้นใหญ่ตั้งใจจะเอาไปกินที่รัง ระหว่างบินกลับ มันเกาะพักที่บนต้นไม้ หมาจิ้งจอกเดินมาเห็น และอยากกินเนื้อนั้น จึงแกล้งกล่าวเยินยอเจ้ากาต่าง ๆ นา ๆ จนกาเคลิบเคลิ้ม จากนั้นเจ้าจิ้งจอกจึงพูดอีกว่า

“ท่านกาผู้งามสง่า ข้าใคร่ได้ยินนักว่าเสียงร้องของท่าน จักไพเราะ สักเพียงใด”

กาได้ยินดังนั้น จึงลืมตัว อ้าปากร้อง กา… ทำให้เนื้อในปากหล่นลงพื้น เจ้าหมาจิ้งจอกจึงคาบเนื้อนั้นไปกิน

“นี่หากเราไม่หลงใหลคำเยินยอ เราคงไม่ต้องเสียอาหารนี้ไปเป็นแน่”การำพึงด้วยความเศร้าใจ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  ผู้หลงเชื่อคำประจบสอพลอ จะทำให้ตนต้องเสียประโยชน์

 

ลมกับพระอาทิตย์

วันหนึ่ง ลม กับพระอาทิตย์เถียงกันว่าใครจะทรงพลังมากกว่ากัน ลมกล่าวว่า ตนนั้นมีพลังมหาศาลสามารถพัดสิ่งต่างๆให้พังพินาศได้ในพริบตา ส่วนพระอาทิตย์นั้นทำได้เพียงให้ความร้อน ไม่อาจเทียบกับพลังของตนได้ พระอาทิตย์จึงท้าให้ลมมาประลองกำลังกัน โดยหากใครสามารถทำให้เสื้อของชายผู้หนึ่งที่กำลังเดินอยู่ข้างหลัง หลุดออกจากตัวได้ ผู้นั้นจะชนะ

esop4

ลมได้พัดอย่างรุนแรง เพื่อให้เสื้อนั้นปลิว ทว่าชายผู้นั้นกลับยิ่งจับเสื้อของตนไว้แน่น จนในที่สุด ลมก็ยอมแพ้และให้พระอาทิตย์จัดการบ้าง พระอาทิตย์จึงค่อยๆเพิ่มความร้อนมากขึ้น มากขึ้น จนชายผู้นั้น ทนความร้อนไม่ไหว จึงถอดเสื้อออก

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเกลี้ยกล่อมนั้นให้ผลได้ดีกว่าการใช้กำลังบังคับ

 

กวางกับเถาองุ่น

กวางตัวหนึ่งหนีการตามล่าของนายพรานเข้าไปในซ้ม องุ่น เมื่อนายพรานผ่านมา ก็มองไม่เห็น เพราะเถาองุ่นบังตัวกวางไว้ จนนายพรานผ่านไปทางอื่น ส่วนเจ้ากวางนั้น เมื่อเห็นว่าตนพ้นภัยก็รู้สึกหิวจึงกินเถาองุ่นนั้น ทว่านายพรานกลับเดินย้อนมาอีกและคราวนี้ เขามองเห็นกวาง เนื่องจากไม่มีเถาองุ่นบังไว้อีก นายพรานจึงใช้ธนูยิงกวาง ก่อนตายเจ้ากวางรำพึงว่า

“หากไม่ใช่เพราะเรากินเถาองุ่นที่กำบังให้ เราคงไม่ต้องตายแบบนี้”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  ผู้ทำร้ายผู้มีพระคุณ ต้องได้รับกรรมอย่างสาสม

 

สิงโต หมี กับสุนัขจิ้งจอก

esop1

ลูกแกะตัวหนึ่งผลัดหลงมา และวิ่งจนหมดแรงล้มลงตายกลางป่า สิงโตกับหมีมาเจอเข้าพร้อมกัน พวกมันต่างก็อ้างสิทธิ์ในซากลูกแกะ และต่างไม่ยอมกัน สุดท้ายทั้งสองจึงต่อสู้กันอย่างดุเดือด จนได้รับบาดเจ็บสาหัสนอนสิ้นแรงอยู่บนพื้นด้วยกันทั้งคู่ สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งผ่านมาเห็นเข้า จึงเอาลูกแกะไปกิน โดยที่สิงโตและหมีไม่อาจขัดขวางได้เลย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การใช้กำลังทะเลาะวิวาทย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย

 

กากับนกอินทรี

กาตัวหนึ่งเห็นนกอินทรีโฉบลูกแกะบินขึ้นฟ้า จึงนึกอิจฉาในพลังของนกอินทรีและอยากเลียนแบบ มันจึงโฉบลงบนหลังแกะตัวหนึ่งและพยายามจะยกแกะนั้นขึ้น ทว่าแกะตัวหนักเกินไปและขนของแกะยังพันยึดเท้าของกาไว้จนไปไหนไม่ได้ มันจึงถูกคนเลี้ยงแกะจับตัวได้

คนเลี้ยงแกะได้ถอนขนกาออกและเอาไปให้ลูกๆของเขาดูในตอนกลางคืน พวกลูกๆถามเขาว่า นี่คือนกอะไร

“หากให้เจ้าตัวนี่มันตอบ มันคงบอกว่า มันเป็นนกอินทรี แต่พ่อก็เห็นว่า ตัวมันเป็น อีกา ชัด ๆ” ชายเลี้ยงแกะตอบ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผุ้เห่อเหิมไม่ประมาณตน มักได้รับผลร้ายและความน่าอับอาย

 

ไก่ฟ้ากับนายพราน

ไก่ฟ้าตัวหนึ่งไปกินอาหารที่นายพรานวางล่อไว้ จนติดกับตาข่ายของนายพราน มันจึงร้องขอชีวิตกับนายพรานว่า

“หากท่านยอมปล่อยข้าไป ข้าจะไปพาพรรคพวกมาติดตาข่ายของท่านอีกหลายตัว ท่านก็จะจับเหยื่อได้อีกมาก”

“เช่นนี้ ข้ายิ่งปล่อยเจ้าไปไมได้แต่ต้องรีบฆ่าให้เร็วที่สุด” นายพรานว่า ”เพราะผู้ที่คิดทรยศต่อมิตรสหายเพื่อเอาตัวรอดเช่นเจ้า มิสมควรอยู่ให้รกโลก”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผู้ทรยศต่อมิตรสหายไม่อาจหนีความหายนะได้พ้น

 

พังพอนกับเทพีอะโฟรไดท์

ชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งเจอพังพอนสาวติดกับดัก ด้วยความสงสาร เขาจึงช่วยปล่อยมันไป เจ้าพังพอนจึงสำนึกบุญคุณและเกิดหลงรักชายหนุ่ม มันได้ไปอ้อนวอนขอต่อเทพีอะโฟรไดท์ เทพีแห่งความรัก ให้ทรงเมตตา องค์เทพีทรงเห็นใจในความรักของพังพอนสาวจึงแปลงร่างมันเป็นหญิงงาม แต่ได้กำชับมันว่า มันต้องลืมนิสัยพังพอนให้หมดสิ้น หาไม่แล้ว จะต้องคืนร่างเดิม

หญิงสาวรับปากและเดินทางไปหาชายหนุ่ม ซึ่งด้วยความงามของนาง ไม่นาน เขาก็หลงรักและแต่งงานด้วย

ในคืนวันแต่งงานนั้นเอง เทพีอะโฟรไดท์ทรงอยากทราบว่า นางพังพอนจะรักษาสัญญาได้หรือไม่ จึงทรงปล่อยหนูตัวหนึ่งเข้าไปในห้อง และทันทีที่เห็นหนูวิ่งผ่านหน้า นางพังพอนก็ลืมตัว เข้าไล่ตะครุบจับกิน ทำให้มนต์เสื่อมและนางกลับคืนร่างเป็นพังพอนเหมือนเดิม

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สันดอนขุดได้ สันดานเปลี่ยนไม่ได้

 

ชายชรากับมัจจุราช

esop2

ชายชราผู้หนึ่งมีชีวิตที่ยากลำบากต้องแบกฟืนขายทุกวัน จนวันหนึ่งเขาเสียหลักล้มลงกับพื้น ฟืนที่แบกมา หล่นกระจาย ด้วยความคับข้องใจ เขาจึงร้องขึ้นว่า

“ข้าไม่อาจทนกับชีวิตที่เต็มไปด้วยความยากลำบากได้อีกต่อไป ข้าอยากเจอมัจจุราชเต็มทีแล้ว”

ในยามนั้นเอง มัจจุราชก็ปรากฏตัวขึ้นและถามเขาว่า ”เจ้าปรารถนาพบกับข้าด้วยเหตุใด”

“เอ่อออ ท่านมัจจุราช” ชายชราเสียงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ”ข้าเพียงอยากให้ท่านช่วยเก็บฟืนพวกนี้ให้หน่อย เท่านั้น”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เมื่อความตายปรากฏเบื้องหน้า เราจะพบว่าชีวิตนั้นน่าเสียดายมากเพียงใด

 

คนเลี้ยงวัวกับเทพอะพอลโล

ชายผู้หนึ่งมีวัวนับสิบตัว วันหนึ่งวัวของเขาหายไป จึงตามหา แต่ก็ไม่พบ เขาได้บนบานต่อเทพอะพอลโลว่า หากเขาพบหัวขโมยที่ขโมยวัวของเขาไป เขาจะถวายแกะอ้วนพีเป็นเครื่องสังเวย

ไม่นาน เขาก็พบร่องรอยของวัวที่หาย เขาเร่งติดตามจนเข้าไปในถ้ำลึกและพบสิงโตตัวใหญ่กำลังกินวัวของเขาอยู่

ด้วยความหวาดกลัวว่าตนเองจะตกเป็นอาหารของเจ้าสิงโต ชายผู้นั้นจึงสวดวิงวอนว่า

“ข้าแต่เทพอะพอลโล ขอเพียงพระองค์ทรงช่วยข้าให้รอดพ้นจากหัวขโมยตัวนี้ไปได้ ข้าจะขอถวายวัวอ้วนพีหนึ่งเป็นเครื่องสังเวย”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความกลัวตายมีพลังเหนือกว่าความโกรธ

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)