Ice age ยุคน้ำแข็งแห่งโลกใหม่

สองล้านห้าแสนปีก่อน ในช่วงปลายยุคพลีโอซีน อุณหภูมิของโลกได้ลดต่ำลง โดยส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการเกิดคอคอดปานามา ที่ปิดกั้นการไหลของน้ำในมหาสมุทร ส่งผลให้กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมพัดไปทางขั้วโลกเหนือ ก่อให้เกิดหยาดน้ำฟ้าตกลงมาเป็นหิมะ ทำให้ธารน้ำแข็งของโลกก่อตัวหนาขึ้น ส่งผลให้สภาพอากาศของโลกเย็นลงกว่าเดิมและก่อให้เกิดธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่

สภาพดังกล่าว ส่งผลให้เกิดยุคน้ำแข็งขึ้นกว่า 20 ครั้ง และเมื่อเข้าถึงช่วงยุคพลีสโตซีนตอนปลายเมื่อราวหกหมื่นปีที่แล้ว พืชน้ำแข็งก็ได้ปกคลุมดินแดนตอนเหนือของโลก อันได้แก่ บางส่วนตอนเหนือของเอเชีย ทวีปยุโรป  และ ทวีปอเมริกาเหนือ

ในยุคน้ำแข็ง ทวีปอเมริกาเหนือ หรือ ดินแดนที่ถูกเรียกขานว่า โลกใหม่ การลดระดับลงของน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกได้ก่อให้เกิดสะพานธรรมชาติเชื่อมระหว่างทวีปอเมริกาเหนือและเอเชีย ดินแดนดังกล่าวกินพื้นที่ซึ่งปัจจุบัน คือ ช่องแคบเบริ่ง จึงได้ชื่อว่า เบริงเจีย (Beringia) และโดยสะพานธรรมชาติเบริงเจียนี่เองที่ทำให้สิ่งมีชิวิตจากทวีปเอเชียและอาฟริกาอพยพเข้าไปในอเมริกาเหนือ ซึ่งก็รวมทั้งบรรพบุรุษรุ่นแรกของมนุษย์เราด้วย

 

สัตว์โบราณกลุ่มแรกของอเมริกาที่น่าสนใจก็คือ ช้าง ในยุคแรกนั้นช้างมีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกาและกระจายพันธุ์ไปยังทวีปต่าง ๆ ในยุคต่อมาจนกระทั่งถึงยุคพลีสโตซีนก็มีช้างมากมายหลายสายพันธุ์อาศัยอยู่บนโลก โดยมีขนาดและรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันไป ตั้งแต่ช้างแคระขนาดเท่าควายที่อยู่ตามเกาะแก่งของทะเลเมดิเตอเรเนียนจนถึงช้างแมมมอธในเขตทุ่งน้ำแข็งทางเหนือ สำหรับทวีปอเมริกาเหนือในช่วงเวลาดังกล่าวมีช้างอาศัยอยู่หลายชนิด โดยช้างที่มีขนาดใหญ่ ได้แก่ ช้างแมมมอธขนปุย (wooly mammoth),  ช้างมาสโตดอน (Mastodon) และ โคลัมเบียนแมมมอธ (Columbian Mammoth)

ช้างแมมมอธขนปุย (wooly mammoth)

ช้างมาสโตดอน (Mastodon)

 โคลัมเบียนแมมมอธ (Columbian Mammoth)

ช้างแมมมอธขนปุยพบกระจัดกระจายทั่วไปตั้งแต่แถบเบริงเจียจนถึงตอนเหนือของทวีป ในขณะที่โคลัมเบียนแมมมอธจะอาศัยอยู่ทางตอนใต้ถัดลงมา  ลักษณะโดยทั่วไปของช้างแมมมอธแห่งอเมริกาคล้ายกับญาติของมันที่อยู่ในทวีปยุโรป โดยพวกแมมอธขนปุยจะมีขนาดพอกับช้างเอเชียตัวเขื่อง ๆ สูงที่ไหล่ราว 9 – 10 ฟุต หนักประมาณ 5 ตัน มีใบหูเล็กเพื่อช่วยในการรักษาอุณหภูมิร่างกาย งายาวโค้งใช้ประโยชน์ในการคุ้ยหิมะเพื่อหาอาหาร มีขนยาวหนาสองชั้นหุ้มร่างกาย โดยขนชั้นนอกจะยาวกว่าชั้นใน เพื่อช่วยในการสร้างความอบอุ่น  จุดเด่นอย่างหนึ่งของพวกแมมมอธก็คือโดมสูงที่ศรีษะ ซึ่งทำให้มันดูสูงใหญ่กว่าที่เป็นจริง

สำหรับมาสโตดอน มีลักษณะและขนาดใกล้เคียงกับช้างปัจจุบัน งายาวค่อนข้างตรง แต่ร่างกายก็มีขนปกคลุมร่างกายเช่นเดียวกับแมมมอธ  มีบริเวณที่อยู่กว้างกว่าช้างแมมมอธ โดยพบเลยลงมาถึงแถบอเมริกากลาง  สำหรับช้างยักษ์ตัวสุดท้าย ได้แก่ โคลัมเบียนแมมมอธ เป็นช้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยมีควาามสูงที่ไหล่ราวสิบสามฟุต และอาจหนักเกือบ 6 ตัน มีงายาวโค้งและมีศรีษะเป็นรูปโดมสูงเหมือนแมมมอธขนปุย แต่เนื่องจากบริเวณที่โคลัมเบียนแมมมอธอาศัยอยู่มีภูมิอากาศอบอุ่นกว่า จึงคาดกันว่า โคลัมเบียนแมมมอธน่าจะมีขนสั้นกว่าแมมมอธขนปุย แม้จะมีความแตกต่างในลักษณะทางกายภาพและบริเวณที่อยู่อาศัย แต่ช้างทั้งสามชนิดนี้ก็เป็นสัตว์สังคมที่อาศัยอยู่รวมเป็นฝูงเช่นเดียวกับช้างในปัจจุบัน

เมกะเธเรียม (Megatherium)

นอกจากช้างแล้วในทวีปอเมริกาเหนือยังมีสัตว์ยักษ์อื่น ๆ อีกหลายชนิด หนึ่งในบรรดาสัตว์ยักษ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ชนิดหนึ่งก็คือ เมกะเธเรียม (Megatherium) หรือในชื่อสามัญว่า กราวด์สลอธยักษ์ (Giant ground sloth) ในสมัยปลายยุคน้ำแข็งมีกราวด์สลอธหลายชนิดที่อาศํยกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปตั้งแต่แถบเบริงเจีย ไปจนถึงบริเวณอเมริกากลางและอเมริกาใต้  แต่ชนิดที่ใหญ่ที่สุด คือชนิดที่เรียกว่า เมกะเธเรียม สลอธยักษ์ชนิดนี้ มีความยาวกว่า 20 ฟุต เวลายืนบนสองขาหลังอาจสูงถึง 13 ฟุต และหนักมากกว่าสี่ตัน ผิดกับญาติของมัน สลอธต้นไม้ที่มีขนาดเพียงเท่ากับชะนีตัวเขื่อง ๆ เท่านั้น ถิ่นอาศัยของมันคือบริเวณที่เป็นมลรัฐฟลอริดาเรื่อยลงไปจนถึงอเมริกาใต้ 

สลอธยักษ์เป็นสัตว์กินพืช หากินตามลำพัง โดยมักจะยืนบนขาหลังและใช้หางขนาดใหญ่ทรงตัว ซึ่งด้วยวิธีนี้ทำให้มันสามารถกินใบไม้บนที่สูง ๆ ได้ มันมีกรงเล็บขนาดใหญ่ที่ขาหน้าทั้งสองข้างขนาดยาวราวเจ็ดนิ้ว ใช้ประโยชน์ในการเหนี่ยวยอดไม้ลงมากิน และยังใช้เป็นอาวุธได้อีกด้วย ลักษณะพิเศษที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของสัตว์ยักษ์ชนิดนี้ ก็คือ มันมีกระดูกชิ้นเล็ก ๆ เรียงรายใต้ผิวหนัง เชื่อกันว่ากระดูกพวกนี้น่าจะทำหน้าที่เป็นเกราะให้กับมัน

ทุกวันนี้ยังมีข่าวเล่าลือเกี่ยวกับสัตว์ยักษ์ในป่าดงดิบของลุ่มน้ำอเมซอน ที่เรียกเป็นภาษาพื้นเมืองว่า มาปิงกัวรี จากคำบอกเล่าของชนพื้นเมือง ลักษณะของมัน คล้ายกับเมกะเธเรียมมาก มีความเป็นไปได้ว่า บางทีสัตว์ยักษ์ตัวนี้ อาจจะยังคงอยู่ร่วมสมัยกับเราก็เป็นได้

ในยุคพลีสโตซีนตอนปลาย อเมริกาเหนือมีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เป็นที่อยู่ของนักเล็มหญ้าจำนวนมหาศาล อย่างพวกม้าที่มีอยู่กว่าห้าชนิด แอนทีโลปพรองฮอร์นอีกหลายชนิด รวมถึงกวางชนิดต่าง ๆ อูฐยุคน้ำแข็งที่มีขนาดสูงเกือบสามเมตร ลาป่า มัสออกค์ (วัวป่าขนยาว) และไบซันอีกหลายชนิด

อูฐยุคน้ำแข็ง

มัสออกค์ (วัวป่าขนยาว)

การมีปริมาณเหยื่อมากขนาดนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงจำนวนของสัตว์นักล่าว่าย่อมมีมากมายหลายชนิดด้วยเช่นกัน ซึ่งหลายชนิดได้สูญพันธุ์ไปแล้วในปัจจุบัน อย่างพวกเสือเขี้ยวดาบสไมโลดอน, เสือซคิมิต้า (Scimitar tooth cat), สิงโตอเมริกัน และหมียักษ์หน้าสั้น

เสือเขี้ยวดาบสไมโลดอน

ในช่วงเวลาดังกล่าว สิงโตถือเป็นนักล่าสุดยอดที่มีการกระจายพันธุ์ครอบครองอยู่ทุกทวีปของโลก ยกเว้นแต่ออสเตรเลียและแอนตาร์กติกา เท่านั้น ในกรณีของทวีปอเมริกา เนื่องด้วยสะพานเบริงเจียที่เชื่อมระหว่างทวีปอเมริกากับเอเชียเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้นักล่าอย่างสิงโตสามารถอพยพจากถิ่นกำเนิดเดิมของพวกมัน ในทวีปแอฟริกา ผ่านเข้าไปในเอเชียข้ามเข้าสู่ทวีปอเมริกาได้ 

สิงโตอเมริกัน

ลักษณะของสิงโตอเมริกันมีความคล้ายคลึงญาติของมันในทวีปแอฟริกามาก เพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่าราว 75 เปอร์เซนต์ และมีช่วงขาที่ค่อนข้างยาวกว่าสิงโตอาฟริกา นอกจากนี้สิงโตอเมริกันเพศผู้ก็อาจจะมีขนคอเหมือนสิงโตแอฟริกันด้วย เนื่องจากมีการค้นพบภาพวาดโบราณในแถบอเมริกาเหนือ เป็นรูปของสิงโตที่มีขนคอ นอกจากนี้รูปสิงโตที่พบยังมีลายจาง ๆ บริเวณขาและลำตัว จึงคิดกันว่าสิงโตอเมริกันอาจจะมีลายแถบพาดตามลำตัวด้วยก็เป็นได้

หมียักษ์หน้าสั้น (Short Faced  giant bear)

ในบรรดาสัตว์นักล่าของทวีปอเมริกานั้น หมียักษ์หน้าสั้น (Short Faced  giant bear) เป็นสัตว์นักล่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และบางทีมันอาจเป็นสัตว์บกกินเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้นก็เป็นได้  หมีชนิดนี้อาจหนักมากกว่าหนึ่งตัน และสูงกว่าสี่เมตรเมื่อยืนด้วยสองขาหลัง  ส่วนกระโหลกศรีษะของมันค่อนข้างสั้นกว่าหมีชนิดอื่น ๆ มองดูคล้ายรูปหน้าของสุนัขพิตบลู กรามที่แข็งแรงบอกให้รู้ว่า หมีชนิดนี้น่าจะเป็นนักกินซากตัวยง ลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งของหมีชนิดนี้ก็คือ ช่วงขาที่ยาว ซึ่งน่าจะช่วยให้มันเคลื่อนที่ไปบนท้องทุ่งกว้างได้เร็วขึ้น

เสือซคิมิต้า (Scimitar  tooth tiger) เป็นเสือเขี้ยวดาบชนิดหนึ่ง เขี้ยวของมันสั้นกว่าสไมโดอนขณะที่ช่วงขาก็ดูเพรียวกว่า ลักษณะของซคิมิต้า ให้ภาพของนักล่าที่ปราดเปรียว คล้ายกับเสือดาวในยุคปัจจุบัน 

บีเวอร์ยักษ์

สมาชิกดึกดำบรรพ์ตัวสุดท้ายของทวีปอเมริกาที่เราจะกล่าวถึง ก็คือ บีเวอร์ยักษ์ ที่มีความยาวประมาณแปดฟุตและหนักมากกว่าสองร้อยกิโลกรัม มีขนาดใหญ่พอ ๆ กับลา

บีเวอร์ยักษ์อาศัยอยู่ในแถบตอนเหนือของแคนาดาเรื่อยมาจนถึงฟลอริดา ลักษณะของมันก็คล้ายคลึงกับญาติตัวเล็กของมันในยุคปัจจุบัน และยังมีหางที่แบนคล้ายใบพายเหมือนกันอีกด้วย แต่บีเวอร์ยักษ์จะมีช่วงหางที่แคบกว่าบีเวอร์ในยุคปัจจุบัน และมีฟันหน้าที่ยาวโค้งใช้ประโยชน์ในการฉีกกินพืชน้ำแข็ง ๆ พวกมันอาศัยอยู่ตามแม่น้ำและทะเลสาป ข้อแตกต่างอีกอย่างหนึ่ง ก็คือบีเวอร์ยักษ์ไม่มีการสร้างทำนบกั้นน้ำเหมือนญาติในยุคปัจจุบัน

 

ทวีปอเมริกาเหนือ เป็นแหล่งพักพิงอันแสนสงบสุขของเหล่าสัตว์ดึกดำบรรพ์มาเป็นเวลานานหลายหมื่นปี จวบจนกระทั่งเมื่อราวหนึ่งหมื่นสามพันปีก่อน อันเป็นช่วงเวลาที่ยุคน้ำแข็งใกล้สิ้นสุดลง มนุษย์กลุ่มแรกได้เดินทางมาจากทวีปเอเชีย มนุษย์พวกนี้สืบเชื้อสายมาจากมนุษย์โครมันยอง พวกเขาอพยพมาจากดินแดนไซบีเรีย ผ่านสะพานธรรมชาติเบริงเจียข้ามมาสู่ทวีปแห่งนี้ และการเข้ามาของมนุษย์ได้ส่งผลกระทบสำคัญต่อเหล่าสัตว์ยุคน้ำแข็งแห่งทวีปอเมริกา 

ใบหอกประดิษฐ์ของพวกโครวิส (Crovis)

มนุษย์เหล่านี้ถูกเรียกว่า พวกโครวิส (Crovis) ชื่อนี้ได้มาจากลักษณะใบหอกประดิษฐ์ของพวกเขา หอกของพวกโครวิส มีประสิทธิมากกว่าหอกหินแบบเดิมหลายเท่า โดยมีน้ำหนักเบากว่า มีความคมมากกว่า เมื่อใช้ประกอบกับเครื่องพุ่งหอก ก็ทำให้กำลังแรงของมันมากพอที่จะทะลุหัวกระโหลกของเหยื่อได้

การพัฒนาความสามารถในการล่าของพวกโครวิส ทำให้พฤติกรรมในการล่าของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไป จากแต่เดิมนักล่าในยุคน้ำแข็งมักจะล่าเหยื่อ ที่แยกตัวจากฝูง หรือเหยื่อที่บาดเจ็บ แต่ประสิทธิภาพในการล่าที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้พวกเขาเลือกที่จะล่าสัตว์ที่ตัวใหญ่ที่สุด ซึ่งโดยมากก็มักจะเป็นจ่าฝูง การที่มนุษย์สังหารสัตว์ผู้นำฝูงลง ทำให้ฝูงสัตว์ขาดผู้นำฝูงที่มีประสบการณ์ โดยเฉพาะในสภาพอากาศอันทารุณของยุคน้ำแข็ง การขาดจ่าฝูงที่มีประสบการณ์ย่อมทำให้ฝูงพบหายนะในที่สุด เช่น ในกรณีของ แมมมอธ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีพฤติกรรมไม่ต่างจากช้างในปัจจุบัน ที่จะมีตัวเมียสูงอายุเป็นจ่าฝูง ประสบการณ์ของจ่าฝูงจะทำให้ฝูงอยู่รอดได้ในช่วงที่อาหารขาดแคลน เมื่อจ่าฝูงถูกฆ่า สัตว์ที่เหลือก็ไม่อาจรอดได้ 

อย่างไรก็ตามการจะโทษว่ามนุษย์เป็นต้นเหตุให้บรรดาสัตว์ดึกดำบรรพ์แห่งทวีปอเมริกาสูญพันธุ์ไปนั้น ก็ดูจะเป็นการโยนบาปให้มนุษย์แต่เพียงผู้เดียว ทั้งนี้ในเวลานั้น สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงของยุคน้ำแข็งเอง ก็ส่งผลต่อพวกมันเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ในกรณีของบีเวอร์ยักษ์ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลต่อระดับน้ำในลำธารและหนองบึงอันเป็นที่อยู่ของพวกมัน เมื่อระดับน้ำลดลง บีเวอร์ในยุคปัจจุบันแก้ปัญหานี้โดยการสร้างทำนบกั้นน้ำเพื่อให้ระดับน้ำสูงพอที่พวกมันจะสามารถอยู่รอดได้ ทว่าบีเวอร์ยักษ์ที่ไม่ได้สร้างทำนบกั้นน้ำ ไม่อาจปรับตัวรอดจากการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ระดับน้ำที่ลดลงส่งผลให้บีเวอร์ยักษ์ประสบปัญหาในการหาอาหาร พืชน้ำที่เป็นอาหารของพวกมันลดจำนวนลง ที่ร้ายยิ่งกว่าคือ บีเวอร์ยักษ์ไม่อาจซ่อนขนาดอันใหญ่โตของมันในแหล่งน้ำขนาดเล็กได้ โดยเฉพาะเมื่อมันต้องเผชิญหน้ากับนักล่าหน้าใหม่ที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดอย่างมนุษย์

การสร้างทำนบกั้นน้ำของบีเวอร์ในยุคปัจจุบัน

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในตอนปลายยุคน้ำแข็ง จะเป็นสาเหตุเริ่มต้นของการสูญพันธุ์ของเหล่าสัตว์ยักษ์ยุคน้ำแข็ง ในทวีปอเมริกาเหนือ  แต่เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ที่เร่งเวลาหายนะของเหล่าสัตว์ยักษ์ยุคน้ำแข็งนี้ก็คือ มนุษย์ จากหลักฐานของซากดึกดำบรรพ์ที่ค้นพบในแถบอเมริกาเหนือ พบว่าหลังจากที่มนุษย์เข้าตั้งรกรากได้เพียงหนึ่งพันปี สัตว์ขนาดใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนือกว่าสามสิบชนิดก็ต้องสูญพันธุ์ไป และสัตว์ใหญ่เพียงชนิดเดียวที่หลงเหลือจากยุคน้ำแข็งก็คือควายไบซัน

อย่างไรก็ตามนับจากช่วงเวลานั้นมาจนถึงยุคที่ชาวผิวขาวเข้ามาตั้งรกรากบนแผ่นดินอเมริกา ไม่มีหลักฐานว่ามีการสูญพันธุ์ใด ๆ เกิดขึ้น ชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาเหนือได้สร้างวิถีชีวิตใหม่ในการอยู่ร่วมและเคารพในธรรมชาติ แต่เมื่อชนผิวขาวเข้ามาถึง การทำลายล้างก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง ในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งร้อยปี ควายไบซันกว่าหกสิบล้านตัวถูกกวาดล้างจนแทบหมดสิ้นไปจากทุ่งราบ อาจกล่าวได้ว่าชะตากรรมของเหล่าสัตว์ยักษ์ในทวีปอเมริกาเหนือจบสิ้นลงจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและการล่าของมนุษย์

 

Related posts:

2 thoughts on “Ice age ยุคน้ำแข็งแห่งโลกใหม่

  • กรกฎาคม 16, 2012 at 2:18 pm
    Permalink

    เพิ่งได้ดูหนังเรื่อง Ice age มา เลยกำลังครั่ลงยุคน้ำแข็งเลย ขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆนะครับ

    Reply
  • กรกฎาคม 20, 2012 at 4:45 pm
    Permalink

    บทเรียนจากยุคน้ำแข็ง สอนให้รู้ว่า ไม่มีสิ่งใด แข็งแกร่งยั่งยืน ตลอดกาล

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)