ไดโนเสาร์รอบตัวเรา

หากจะพูดว่า ทุกวันนี้ ไดโนเสาร์ยังคงอาศัยอยู่บนโลกนี้ คนส่วนใหญ่คงนึกถึงเนสซี่แห่งล็อคเนส ไม่ก็โมเคลเล่อึมเบมเบแห่งคองโก ที่หลายคนเชื่อว่า คือ ไดโนเสาร์ที่ยังเหลือรอดอยู่ ทว่าจริง ๆ แล้วเราอาจไม่ต้องบุกป่าฝ่าดงไปถึงไหน เพราะมีความเป็นไปได้อย่างมากว่า ไดโนเสาร์นั้นยังคงมีชีวิตอยู่ใกล้ ๆ ตัวเรานี่เอง

หลังจากยุคไดโนเสาร์สิ้นสุดลง ฟากฟ้าได้เปลี่ยนมือจากเหล่าเทโรซอร์มาเป็นการถูกครอบครองโดยเหล่านกทั้งหลาย และนกนี่เองที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่า พวกมันก็คือ กลุ่มย่อยของไดโนเสาร์ ทว่าการจะหาความสัมพันธ์ระหว่างนกกับไดโนเสาร์นั้น ขั้นแรก ควรจะย้อนเวลาไปเมื่อ 150 ล้านปีที่แล้ว อันเป็นช่วงเวลาที่ นกโบราณชนิดแรกโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า

ในปี ค.ศ. 1861 ได้มีการขุดพบฟอสซิลของสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดหนึ่งที่แคว้นบาวาเรีย โดยสัตว์ดังกล่าวถูกตั้งชื่อว่า อาร์คีออพเทอริกซ์ ซึ่งแปลว่า ปีกโบราณ มันมีขนาดพอ ๆ กับอีกา มีเล็บมือและหางยาวแบบสัตว์เลื้อยคลาน แต่กลับมีกระดูกไหปลาร้าและปีกที่มีขนแบบนก นอกจากนี้ยังมีจงอยปากที่เต็มไปฟันซี่เล็ก ๆ ด้วย

จากหลักฐานที่พบ แสดงให้เห็นว่า อาร์คีออพเทอริกซ์ คือ นกโบราณชนิดแรกของโลก โดยนักวิทยาศาสตร์ในยุคนั้นคิดว่า มันมีวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลานที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ โดยอาร์คีออพเทอริกซ์ คือ ตัวเชื่อมระหว่างสัตว์เลื้อยคลานกับนกในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม พวกเขาลงความเห็นว่า อาคีออพเทอริกซ์น่าจะยังบินได้ไม่ดีนัก แต่น่าจะใช้วิถีการพุ่งตัวจากยอดไม้และบินในลักษณะกึ่งร่อนมากกว่า

แม้ในยุคนั้นว่า นักวิทยาศาสตร์จะยอมรับว่า อาคีออพเทอริกซ์ คือ นกโบราณชนิดแรก แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่แสดงถึงความเชื่อมโยงของมันกับนกในปัจจุบัน จนกระทั่งมาถึง ปี ค.ศ. 1994 ได้มีการขุดพ้นฟอสซิลของนกยุคดึกดำบรรพ์ที่ชื่อว่า คอนฟูซิอัสออนิส

มันมีขนาดเท่ากับนกสาลิกาและมีนิ้วพร้อมเล็บยื่นยาวออกจากส่วนปีกแบบเดียวกับของอาคีออพเทอริกซ์ ทว่า ในขณะที่อาคีออพเทอริกซ์มีจงอยปากที่เต็มไปด้วยฟัน แต่คอนฟูซิอัสออนิสกับมีจงอยปากที่ไร้ฟันแบบเดียวนกปัจจุบัน นอกจากนี้ยังกระดูกที่เบาและหางที่สั้นกว่า ซึ่งน่าจะช่วยให้มันสามารถบินได้ดีพอ ๆ กับนกในปัจจุบัน

คอนฟูซิอัสออนิสมีชีวิตอยู่เมื่อ 120 ล้านปีมาแล้ว และลักษณะของมันที่ผสมผสานระหว่างนกโบราณอาคีออพเทอริกซ์กับนกในปัจจุบัน ทำให้มันกลายเป็นตัวเชื่อมที่ดีระหว่างนกโบราณมีฟันยุคแรกกับพวกนกในปัจจุบันนี้

สำหรับแนวคิดที่ว่า นกคือไดโนเสาร์นั้น เริ่มขึ้นเมื่อมีการขุดพบซากไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดเล็กที่ชื่อ คอมซอกนาทัส ในแหล่งเดียวกับที่พบซากอาคีออพเทอริกซ์  นักวิทยาศาสตร์ก็ได้พบว่า สัตว์ทั้งสองชนิดนี้มีความคล้ายกันอย่างมาก นักธรรมชาติวิทยาผู้หนึ่ง นามว่า โทมัส ฮักซ์เลย์ จึงได้ตั้งข้อสมมุติฐานขึ้นว่า นกกับไดโนเสาร์เป็นญาติสนิทกัน

Compsognathus

ในช่วงนั้น มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนไม่เห็นด้วยกับสมมติฐานของฮักซ์เลย์ โดยแย้งว่าการที่สัตว์ทั้งสองชนิดมีความคล้ายกันอย่างมากนี้ ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า พวกมันมีความเกี่ยวพันกันทางเชื้อสายวิวัฒนาการ แต่น่าจะเป็นเพราะพวกมันอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกันมากกว่า เนื่องจากสัตว์ทั้งสองต่างก็มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จึงมีความเป็นไปได้ที่พวกมันอาจจะวิวัฒนาการรูปร่างจนคล้ายคลึงกัน

ใน ปี ค.ศ. 1964 จอห์น ออสตรอม นักโบราณชีววิทยา ได้ค้นพบฟอสซิลของ ไดโนไนคัส ซึ่งมีลักษณะของสัตว์นักล่าที่ปราดเปรียว เขาได้เปรียบเทียบโครงสร้างของมันกับอาคีออพเทอริกซ์และสรุปว่า สัตว์ทั้งสองมีลักษณะทางกายวิภาคที่ใกล้เคียงกันมากจนไม่น่าจะเป็นผลของวิวัฒนาการที่บังเอิญคล้ายคลึงกัน แต่น่าจะเป็นเพราะพวกมันเป็นสัตว์ในกลุ่มเดียวกันมากกว่า โดยหลังจากนั้น จอห์น ออสตรอม ก็ประกาศอย่างมั่นใจว่า ไดโนเสาร์ยังไม่สูญพันธุ์ไปโดยสิ้นเชิง หากแต่พวกมันบางส่วนยังคงอยู่ในรูปของนก

Deinonychus picture author by AStrangerintheAlps

การค้นพบในช่วงเวลาต่อมาได้สนับสนุนแนวคิดดังกล่าว โดยมีการค้นพบซากของไดโนเสาร์เทอโรพอด ขนาดเล็กหลายชนิดที่มีลักษณะโครงกระดูกใกล้เคียงกับนกและที่สำคัญคือ ไดโนเสาร์เหล่านี้ต่างก็มีกระดูกไหปลาร้าแบบเดียวกับนกด้วย โดยหนึ่งในนี้ ก็คือ เวโลซิแรปเตอร์ ไดโนเสาร์นักล่าขนาดเท่าไก่งวงป่า ซึ่งนอกจากจะมีกระดูกไหปลาร้าแบบเดียวกับนกแล้ว มันยังมีมวลกระดูกที่เบา และกระดูกข้อมือที่หมุนไปมาได้ แบบเดียวกับปลายปีกของนก ทั้งยังมีนิ้วสามนิ้วเท่ากับนก และมีนิ้วกลางที่ยาวที่สุดเหมือนกันด้วย

Velociraptor picture author by Ben Townsend from Blacksburg, Virginia.

การค้นพบเทอโรพอดที่มีลักษณะดังกล่าวได้ช่วยสนับสนุนความคิดที่ว่า ไดโนเสาร์กับนกมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน โรเบิร์ต แบ็คเกอร์ นักโบราณชีววิทยาผู้เสนอทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับไดโนเสาร์ถึงกับเสนอว่า นกคือกลุ่มย่อยของไดเสาร์ด้วย ทั้งนี้แนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างนกกับไดโนเสาร์นี้ยังส่งผลกระทบไปถึงทฤษฎีว่าด้วยการเริ่มบินของพวกนกอีกด้วย โดยแต่เดิมนั้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า นกมาจากสัตว์เลื้อยคลานที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ โดยการบินของพวกมันเริ่มจากการโผไปมาระหว่างกิ่งไม้ จนกระทั่งช่วงแขนเริ่มพัฒนากลายเป็นปีกและร่างกายมีขนเป็นเส้นปกคลุม ต่อมา เมื่อมีแนวคิดว่า นกกับไดโนเสาร์มีความเกี่ยวข้องกัน นักวิทยาศาสตร์ก็ตั้งข้อสมมติฐานใหม่ว่า การบินของนก เริ่มจากการพุ่งตัวเข้าหาเหยื่อของไดโนเสาร์นักล่าขนาดเล็ก ซึ่งน่าจะมีลักษณะคล้าย ๆ การพุ่งทะยานและใช้แขนช่วยเพิ่มแรงส่งตัว

ในตอนปลายของทศวรรษที่ 1990  ได้มีการค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ชนิดใหม่ ๆ ในจีนที่ช่วยสนับสนุนแนวคิดที่ว่า นกกับไดโนเสาร์เป็นสัตว์ในตระกูลเดียวกัน โดยได้มีการค้นพบไดโนเสาร์ที่มีขนแบบเดียวกับนก เช่น คอดิเทอริกซ์ ซึ่งมีรูปร่างเพรียว ช่วงขายาวและมีแพนหางแบบนก ซิโนซอรอปเทอริกซ์ ที่มีขนเป็นเส้นแบบขนนกปกคลุมทั่วทั้งตัว และโปรทาคิออพเทอริกซ์ ที่นอกจากจะมีแพนหางและขนนกแล้ว ยังมีแขนที่มีลักษณะเดียวกับปีกนกด้วย

Caudipteryx picture author by Matt Martyniuk

Sinosauropteryx

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการค้นพบไดโนเสาร์หลายชนิดที่มีรูปร่างคล้ายนกโบราณ แต่พวกมันก็ยังไม่ใช่ตัวเชื่อมที่แท้จริงระหว่างนกโบราณกับไดโนเสาร์ เนื่องจากพวกมันล้วนแต่มีชีวิตอยู่เมื่อ 120 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งเป็นเวลาหลังจากอาคีออพเทอริกซ์ปรากฏขึ้นมาบนโลก แต่กระนั้น รูปร่างของมัน ก็ทำให้เห็นถึงลักษณะที่ใกล้เคียงระหว่างนกกับไดโนเสาร์ และทำให้นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่า ไดโนเสาร์ที่มีลักษณะคล้ายกับพวกเทอโรพอดเหล่านี้ อาจจะเป็นต้นตระกูลของอาคีออพเทอริกซ์ ซึ่งก็หมายความว่าพวกมันเป็นต้นตระกูลของนกในปัจจุบันนี้

และด้วยความเหมือนกันของเทอโรพอดหลายชนิดกับนกนี่เอง ที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเชื่อว่านกคือลูกหลานสายตรงของไดโนเสาร์ หรือ พูดในอีกนัยหนึ่งก็คือ นกชนิดต่าง ๆ รอบตัวเราทุกวันนี้ คือ รูปแบบใหม่ของไดโนเสาร์ที่มีวิวัฒนาการเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในโลก หลังช่วงเวลาของการสูญพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่ผ่านไป  ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า แท้จริงแล้วไดโนเสาร์ยังไม่สูญพันธ์ หากแต่พวกมันได้เปลี่ยนรูปร่างจนกลายมาเป็นนกนั่นเอง

ทุกวันนี้ มีนกกว่า 9,000 ชนิด แต่มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียง 4,600 ชนิดเท่านั้น ลองคิดดูเล่น ๆ ว่าใครกันแน่ที่กำลังครองโลกอย่างแท้จริง บางที ไดโนเสาร์อาจจะยังไม่เคยสละตำแหน่งนี้เลยตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์มาจนถึงปัจจุบันนี้ก็ได้

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)