ไดโนเสาร์ยักษ์ โคตรนักล่า

ย้อนกลับไปยังโลกแห่งยุคดึกดำบรรพ์ เมื่อครั้งที่ไดโนเสาร์ยังคงเหยียบย่างอยู่บนผืนแผ่นดิน โลกในยุคนั้นมีนักล่าร่างยักษ์ที่น่าสะพรึงกลัวอยู่มากมาย และต่อไปนี้ คือ เรื่องราวของไดโนเสาร์นักล่าสี่ชนิด ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดและน่าสะพรึงกลัวที่สุดของโลกยุคดึกดำบรรพ์

(คาชาโรดอนโทรซอรัสป้องกันเหยื่อของมันจากนักล่าที่เล็กกว่า)

วิวัฒนาการของไดโนเสาร์กินพืชหลายชนิดนับแต่ยุคจูราสสิก ทำให้พวกมันมีขนาดที่ใหญ่โต เพื่อป้องกันภัยจากนักล่า ขณะที่บางพวกก็ยังสร้างอาวุธป้องกันตัวแบบต่าง ๆ ทั้งเขา หนามแหลม และเกราะหุ้มตัว ซึ่งได้ส่งผลให้บรรดาไดโนเสาร์นักล่าได้วิวัฒนาการร่างกายให้ใหญ่โตและทรงพลังมากขึ้น เพื่อจัดการกับเหยื่อของพวกมันและเมื่อเข้าถึงยุคครีตาเชียส ก็มีนักล่าร่างมหึมาเหยียบย่างและออกไล่ล่าเหยื่ออยู่บนดินแดนต่าง ๆ ทั่วโลก

 

(ไจแกนโนโทซอรัส)

ยักษ์นักล่าชนิดแรกที่จะกล่าวถึง คือ ไจแกนโนโทซอรัส ฟอสซิลของมันถูกพบครั้งแรกในพาตาโกเนีย ที่อาร์เจนตินา เมื่อปี ค.ศ. 1993 ไจแกนโนโทซอรัสครองตำแหน่งนักล่าสุดยอดของอเมริกาใต้เมื่อ 100 ล้านปีที่แล้ว ด้วยน้ำหนักถึง 8 ตัน ความยาว 13.8 เมตร ฟันของมันค่อนข้างสั้นและบาง ลักษณะคล้ายกริช ซึ่งเหมาะที่จะใช้ฉีกเนื้อมากกว่าขบกระดูก นักวิทยาศาสตร์คิดว่า พวกไจแกนโนโทซอรัสน่าจะสังหารเหยื่อขนาดใหญ่ด้วยการพุ่งเข้าไปกัด กระชากเนื้อให้เกิดแผลใหญ่และรอให้เหยื่อเสียเลือดจนหมดกำลังล้มลง กลายเป็นอาหารของมัน

 

(คาชาโรดอนโทรซอรัสกำลังจูโจมพาราไลไตตัน ซอโรพอดยักษ์หนัก 90 ตัน)

คาชาโรดอนโทรซอรัส หรือ กิ้งก่าฟันฉลาม เป็นไดโนเสาร์นักล่าที่มีลักษณะคล้ายกับไจแกนโนโทซอรัส ฟอสซิล ของมันถูกพบเป็นครั้งแรกใน ปี ค.ศ. 1995 ที่โมร็อกโก คาชาโรดอนโทรซอรัสครองความเป็นใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกาในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ ไจแกนโนโทซอรัสครองอเมริกาใต้ มันมีขนาดและน้ำหนักที่พอ ๆ กัน และคงจะเป็นคู่ต่อสู้ที่สูสีหากว่าจับเอาพวกมันมาเผชิญหน้ากัน อาหารหลักของคาชาโรดอนโทรซอรัสน่าจะเป็นพวกซอโรพอด ซึ่งเป็นไดโนเสาร์คอยาว ขนาดมหึมา ที่พบอยู่ทั่วไปในทวีปแอฟริกายุคนั้น

 

(สไปโนซอรัส)

ในบรรดาไดโนนักล่าทั้งหมด สไปโนซอรัส ได้ครองตำแหน่งไดโนเสาร์กินเนื้อที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบนโลก ฟอสซิลของมันถูกขุดพบที่อียิปต์ในปี ค.ศ. 1912 สไปโนซอรัสปรากฏขึ้นบนโลกเมื่อ 100 ล้านปีแล้วมันกระโหลกศีรษะคล้ายจรเข้ และมีความยาวจากหัวจรดหางกว่า 15 เมตรและหนักราว 9 ตัน แขนของมันมีขนาดใหญ่กว่าพวกนักล่าร่างยักษ์อื่น ๆ ทั้งยังมีกรงเล็บแหลมคมสำหรับใช้จับเหยื่อ ฟันรูปกรวยแบบเดียวกับจรเข้ของมัน แสดงให้เห็นว่าเหมาะกับการล่าปลาขนาดใหญ่ แต่ก็เช่นเดียวกับจรเข้ พวกสไปโนซอรัสก็น่าจะเชี่ยวชาญในการสังหารเหยื่ออื่นๆซึ่งก็รวมถึงไดโนเสาร์ชนิดต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน สไปโนซอรัสมีแผงกระดูกขนาดใหญ่บนหลัง ทำให้มันดูโดดเด่นและช่วยให้ขนาดของมันดูใหญ่ขึ้นไปอีก ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่า แท้จริงแล้ว แผงกระดูกดังกล่าวคืออะไร ระหว่างแผ่นหนังแบบกระโดงคล้ายปลากระโทงแทง หรือ อาจจะหุ้มด้วยกล้ามเนื้อแบบเดียวกับหนอกของควายไบซัน

 

(ไทรันโนซอรัส เร็กซ์)

เมื่อประมาณ 72 ล้านปีที่แล้ว  นักล่าที่โด่งดังที่สุดได้ปรากฏขึ้นบนโลกก่อนที่ยุคไดโนเสาร์จะสิ้นสุดลง นั่นคือ ไทรันโนซอรัส หรือ ที – เร็กซ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมากที่สุด ชื่อของมันแปลว่า กิ้งก่าทรราชย์ พวกมันครอบครองส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนือในปลายยุคครีตาเชียส ฟอสซิลของที-เร็กซ์ถูกขุดพบครั้งแรกที่รัฐไวโอมิง สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1900 นักล่าชนิดนี้หนัก 6 ตัน ยาวราว 13 เมตร และมีกระโหลกสั้นกว่าไดโนยักษ์นักล่าชนิดอื่น และแม้ว่ามันจะมีขนาดย่อมกว่าโคตรนักล่าชนิดอื่น ๆ แต่ก็มีอาวุธสังหารที่มีประสิทธิภาพไม่แพ้กัน ฟันของมันมีขนาดใหญ่และหนา จนสามารถใช้ขบกระดูกชิ้นโต ๆ ได้อย่างสบาย โพรงจมูกของที-เร็กซ์ค่อนข้างใหญ่กว่าพวกนักล่าอื่น ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกมันสามารถดมกลิ่นได้ดีในระยะไกล จนทำให้บางคนคิดว่า พวก ทีเร็กซ์น่าจะเป็นพวกกินซากแบบไฮอีน่ามากกว่านักล่า โดยดมกลิ่นหาซากสัตว์และใช้ฟันที่แข็งแรงขบกระดูกของซาก อย่างไรก็ตาม รูปร่างที่ล่ำสัน กรามและศีรษะขนาดใหญ่อันทรงพลังก็แสดงให้เห็นว่า เจ้ายักษ์ตัวนี้น่าจะมีความสามารถในการสังหารเหยื่อได้ไม่แพ้นักล่าชนิดอื่น ๆ

ในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากไทรันโนซอรัสแล้ว ยังมีนักล่าขนาดยักษ์ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับมันอาศัยอยู่ในส่วนอื่น ๆ ของโลกด้วย อย่างเช่น แอลเบอตาซอรัส และทาโบซอรัส อย่างไรก็ตาม ไดโนเสาร์นักล่าเหล่านี้ ก็ยังคงมีขนาดเล็กและบอบบางกว่า ที-เร็กซ์

Tarbosaurus picture author by Dmitry Bogdanov from English language Wikipedia.

ไทรันโนซอรัส เป็นไดโนเสาร์นักล่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาสุดท้ายของยุคครีตาเชียส โดยพวกมันได้สูญพันธุ์ไปเมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว พร้อมกับการสิ้นสุดของยุคไดโนเสาร์ หลังจากที่อุกาบาตยักษ์ได้พุ่งชนโลก และทำลายล้างสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดบนโลก

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)