pleistocene park ฟื้นอดีตโลกหมื่นปี

ในยุคน้ำแข็งสุดท้าย สัตว์ใหญ่นานาชนิดเคยอยู่ในไซบีเรียอันเป็นดินแดนที่เชื่อมระหว่างยุโรปกับเอเชีย ปัจจุบันสัตว์เหล่าสูญพันธุ์ไปจากดินแดนนี้เกือบหมดแล้วและบ้างก็สูญพันธุ์ไปจากโลกโดยสิ้นเชิง ทว่าได้มีความพยายามนำสัตว์เหล่านั้นกลับมาที่นี่ ด้วยความหวังที่จะฟื้นโลกยุคน้ำแข็งที่สาบสูญให้กลับคืนมา

herd

(ฝูงสัตว์ป่าในอุทยาน)

ปัจจุบันไซบีเรียปกคลุมด้วยป่าสนเขตหนาวที่เรียกว่าไทกาและทุ่งน้ำแข็งขนาดมหึมาที่เรียกว่าทุนดรา ซึ่งเป็นดินแดนรกร้างที่มีเพียงพืชขนาดเล็กอย่างมอสและไลเคน ทว่าในอดีตเมื่อหมื่นกว่าปีก่อน พื้นที่ส่วนใหญ่ของไซบีเรียคือป่าเขตหนาวและทุ่งหญ้าสเตปป์อันกว้างใหญ่ไพศาลและเขียวขจีสลับด้วยพืชอย่างสนแคระและไม้พุ่มชนิดต่าง ๆ พืชเหล่านี้ดำรงชีวิตอยู่บนดินเยือกแข็งที่เรียกว่าเพอมาฟรอสต์ ซึ่งในช่วงฤดูหนาวหิมะจะปกคลุมทั่วไป แต่ในฤดูร้อนเมื่อบางส่วนของดินเยือกแข็งละลาย ต้นหญ้าจะงอกงามอีกครั้งด้วยน้ำที่ละลายจากชั้นดินและปุ๋ยจากมูลกับซากของสัตว์ป่าจำนวนมหาศาลที่อาศัยอยู่ที่นี่ในยุคนั้น

muskoxx

(วัวมัสก์ในอุทยานพลีสโตซีน)

ในยุคน้ำแข็ง ทุ่งหญ้าสเตปป์ของไซบีเรียเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่านานาชนิดเช่น กวางโรว์ ไบซันยุโรป กวางเรนเดียร์  วัวมัสก์ กวางแดง แกะป่า ไซกาแอนทีโลป อูฐสองหนอก จามรี ลาป่า เสือโคร่ง เสือดาว รวมทั้งสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วอย่าง ม้าทาร์ปัน กวางยักษ์เมกาโลเซรอส แมมมอธ แรดขนยาว สิงโตถ้ำยูเรเซียและไฮอีน่าถ้ำ

bison3

(ม้ายูคาเทียนและไบซันยุโรปที่นำมาปล่อย)

สัตว์เหล่านี้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของระบบนิเวศน์แห่งยุคน้ำแข็ง สัตว์กินพืชขนาดใหญ่จะและเล็มหญ้ากับไม้พุ่ม กีบเท้าที่ใช้คุ้ยเขี่ยดินทำหน้าที่เหมือนการพรวนดิน ขณะที่มูลสัตว์จำนวนมหาศาลได้กลายเป็นปุ๋ยชั้นดีที่บำรุงต้นหญ้าและไม้พุ่มให้เจริญงอกงาม ส่วนสัตว์กินเนื้อทำหน้าที่ควบคุมประชาการสัตว์กินพืชให้อยู่ในจำนวนที่เหมาะสมทั้งยังทิ้งซากเหยื่อของมันไว้เป็นปุ๋ยด้วย

maral

(ฝูงกวางแดงในอุทยาน)

การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทำให้สัตว์เหล่านี้ลดจำนวนลง ประกอบกับการพัฒนาเทคนิคการล่าของมนุษย์ยุคโบราณที่ก้าวหน้าขึ้น ได้ทำให้พวกสัตว์ลดจำนวนลงไปอีก การหายไปของสัตว์ป่าจำนวนมากได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่ ทำให้ทุ่งสเตปป์ค่อย ๆ กลายเป็นทุ่งทุนดราและสุดท้ายก็กลายเป็นผลกระทบให้สัตว์จำนวนหลายสิบชนิดสูญพันธุ์ไปโดยสิ้นเชิง

ในปี ค.ศ.1988 นักนิเวศวิทยาชาวรัสเซียชื่อ เซียร์เกย์ ซิมอฟ ผู้เสนอแนวคิดที่ว่า สัตว์ป่าขนาดใหญ่คือผู้รักษาสภาพทุ่งหญ้าสเตปป์ของไซบีเรียไว้ในยุคน้ำแข็ง ได้จัดตั้งพื้นที่อนุรักษ์ขึ้นใกล้กับแม่น้ำโคลีมา ในสาธารณรัฐชาคาของรัสเซีย ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไซบีเรีย โดยเริ่มจากการนำม้าสายพันธุ์ยูคาเทียนจำนวนหนึ่งมาปล่อยไว้ที่นี่

yukatia

แม้ว่าม้าจำนวนหนึ่งจะล้มตายไปด้วยฝีมือของสัตว์นักล่า ทว่าม้าที่เหลือก็สามารถดำรงชีวิตและเริ่มเพิ่มจำนวน ซิมอฟสังเกตว่าพื้นที่ที่ฝูงม้าอาศัยอยู่ เริ่มมีพืชจำพวกหญ้าเพิ่มมากขึ้น แทนที่มอสและไลเคนส์ ซึ่งช่วยสนับสนุนแนวคิดของเขา ซิมอฟจึงตั้งใจที่จะฟื้นคืนโลกที่สาบสูญของยุคน้ำแข็งให้คืนมา โดยเขาได้เพิ่มจำนวนและชนิดของสัตว์ป่าโดยมีการนำเข้าสัตว์กินพืชและสัตว์กินเนื้อหลายชนิดจากพื้นที่ใกล้เคียงและจากดินแดนอื่น ๆ ในยุโรป พร้อมกับมีการขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น

brownbear

(หมีสีน้ำตาลในอุทยาน)

ปัจจุบัน อุทยานพลีสโตซีนมีเนื้อที่ 160 ตารางกิโลเมตร และมีพื้นที่กันชนรอบนอกรวม 600 ตร.กม. อุทยานแห่งนี้ดำเนินการโดยสมาคมพลีสโตซีนพาร์ค ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรโดยเกิดจากการรวมตัวของเหล่านักนิเวศน์วิทยาจาก Northeast Science Stationในเมืลองเชอร์สกี้ (Chersky) และ the Grassland Institute ในเมืองยาคุทส์ (Yakutsk) สัตว์ที่อาศัยอยู่ที่นี่ นอกจากม้ายูคาเทียน ยังมีสัตว์อื่น ๆ อีกหลายชนิดได้แก่ กวางเรนเดียร์ ไบซันยุโรป วัวมัสก์ กวางแดง กวางมูส หมีสีน้ำตาล แมวป่าลิงซ์ หมาป่า จิ้งจอกอาร์คติก วูฟเวอรีนและจิ้งจอกแดง

amurl2

(เสือดาวอามูร์ที่จะถูกนำมายังอุทยานในอนาคต)

นอกจากสัตว์ป่าเหล่านี้แล้ว ทางอุทยานยังมีโครงการที่จะนำสัตว์ป่าอื่นๆที่เคยอาศัยอยู่ที่ไซบีเรียในยุคน้ำแข็งมาไว้ที่อุทยานด้วย เช่น ลาป่า จามรี อูฐสองหนอก ไซกาแอนทีโลป แกะป่า และสัตว์นักล่าอย่างเสือโคร่งไซบีเรีย เสือดาวอามูร์ และสิงโต

lionsnow

(สิงโต อีกหนึ่งในสัตว์ที่จะถูกนำมาเลี้ยงในอุทยาน)

สัตว์เกือบทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในเขตหนาว หรือมีสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในเขตหนาวอย่างเสือดาวและเสือโคร่ง ยกเว้นก็แต่สิงโตเท่านั้น ทว่าในยุคน้ำแข็ง เคยมีสิงโตถ้ำอาศัยอยู่ที่ไซบีเรียและจากการศึกษาซากดึกดำบรรพ์ก็พบว่า สิงโตถ้ำมีความใกล้เคียงกับสิงโตในปัจจุบันค่อนข้างมากโดยสิงโตถ้ำอาจเป็นสายพันธุ์ย่อยของสิงโต นอกจากนี้สิงโตยังเป็นสัตว์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่หนาวเย็นได้เป็นอย่างดี จึงมีความเป็นไปได้สูงที่พวกมันจะสามารถอาศัยอยู่ที่นี่และรับบทบาทของนักล่าในยุคน้ำแข็งได้

saiga

(ไซกาแอนทีโลป)

อย่างไรก็ตาม ยังมีโครงการที่น่าทึ่งกว่านั้นสำหรับพลีสโตซีนพาร์ค นั่นคือการนำเอาสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว กลับมาอีกครั้ง โดยสัตว์ที่ถูกวางไว้ในโครงการมีทั้งหมดสี่ชนิดได้แก่ ไฮอีน่าถ้ำ กวางยักษ์เมกาเซรอส แมมมอธ และแรดขนยาว

cavehyena

ทั้งนี้ในโครงการทั้งสี่ ไฮอีน่าถ้ำดูจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด เนื่องจากได้มีการศึกษามาแล้วว่า ไฮอีน่าถ้ำแห่งยุคน้ำแข็งนั้น เป็นสายพันธุ์ย่อยของไฮอีน่าลายจุดแห่งอาฟริกา โดยสภาพแวดล้อมที่หนาวเย็นทำให้มันมีขนาดใหญ่กว่าญาติสนิทในเขตร้อนราวยี่สิบเปอร์เซนต์ เพื่อประโยชน์ในการเก็บกักไขมันสำหรับต้านทานอากาศหนาว การฟื้นคืนสายพันธุ์ไฮอีน่าถ้ำอาจทำได้โดยนำไฮอีน่าลายจุดมาเพาะเลี้ยงและผสมพวกมันเพื่อให้ได้ลูกที่มีความใกล้เคียงไฮอีน่าถ้ำมากที่สุด

MEGALOCEROS

กวางยักษ์เมกะเซรอส เป็นสัตว์กินพืชที่งามสง่าด้วยเขาแผ่กว้างเกือบสามเมตรและสูงจากพื้นถึงไหล่สองเมตร แม้จะตัวเท่ากวางมูสและมีเขาเป็นแผ่นเหมือนกัน ทว่าการตรวจสอบจากดีเอ็นเอพบว่ามันมีความใกล้เคียงกับกวางแฟลโลว์ซึ่งเป็นกวางขนาดกลางแต่มีเขาเป็นแผ่นขนาดใหญ่เหมือนกัน ซึ่งการฟื้นคืนชีพเมกะเซรอสอาจทำได้โดยเริ่มต้นจากการผสมพันธุ์กวางแฟลโลว์ให้มีขนาดและลักษณะเขาใกล้เคียงกับญาติยุคน้ำแข็งของพวกมัน

การคืนชีพช้างแมมมอธและแรดขนยาวดูจะมีความยากและอาจใช้เวลานานกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าจะไม่มีหวังเลย เนื่องจากมีการค้นพบซากแมมมอธที่มีเนื้อหนังครบถ้วนเป็นจำนวนมากและในบางกรณียังพบเซลล์สืบพันธุ์ที่น่าจะยังใช้การได้ด้วย ซึ่งในการคืนชีพแมมมอธนั้นอาจทำได้โดยใช้เทคโนโลยีการผสมเทียมระหว่างเสปิร์มของแมมมอธแช่แข็งกับไข่ของช้างเอเชีย ซึ่งจะได้ลูกครึ่งระหว่างแมมมอธกับช้างเอเชีย จากนั้นจึงทำการผสมซ้ำๆจนกว่าจะได้ช้างแมมมอธพันธุ์แท้

pleisto

(ภาพจำลอง อนาคต หากแมมมอธคืนชีพและถูกนำมาไว้ที่นี่)

การโคลนนิ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้เวลาน้อยกว่า แต่ต้องใช้เงินและเทคโนโลยีสูงกว่า ซึ่งสามารถทำได้โดยการสกัดนิวเคลียสจากเนื้อเยื่อของแมมมอธ จากนั้นนำไข่ของช้างเอเชียที่ได้รับการผสมแล้ว มาทำลายนิวเคลียสของไข่นั้นไปและฉีดนิวเคลียสของเซลล์แมมมอธเข้าไปแทน จากนั้นนำไปใส่มดลูกช้างเอเชียตัวเมีย ซึ่งหากกระบวนการไม่เกิดปัญหาใด ๆ ไข่นั้นจะกลายเป็นตัวอ่อนแมมมอธและเจริญเป็นลูกช้างก่อนจะคลอดออกมาในภายหลังWoolly-rhino

ซากของแรดขนยาวที่ยังคงมีเนื้อหนังครบถ้วนนั้นถูกพบน้อยมาก โดยมีเพียงหนึ่งหรือสองซากเท่านั้น ซึ่งหากจะคืนชีพพวกมัน การใช้เทคโนโลยีโคลนนิ่งดูจะเป็นทางเลือกเดียวที่ทำได้ ซึ่งสัตว์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการนำมาใช้ตั้งท้องลูกของแรดขนยาวก็คือกระซู่ ซึ่งเป็นแรดชนิดเดียวที่มีขนและมีความใกล้เคียงกับแรดขนยาวมากกว่าแรดชนิดอื่น

wisentt

(ฝูงไบซันยุโรปกลางทุ่งของอุทยานพลีสโตซีน)

อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ โครงการทั้งหมดยังคงห่างไกลความเป็นจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า วันที่พวกสัตว์สูญพันธุ์เหล่านี้จะหวนคืนกลับมาจะไม่เกิดขึ้น เพียงแต่ทุกอย่างต้องใช้เวลานั้น เหมือนอย่างเช่นโครงการฟื้นคืนสภาพแวดล้อมของยุคน้ำแข็งที่กำลังเป็นไปด้วยดี ซึ่งปัจจุบันนี้ สัตว์กินพืชขนาดใหญ่ที่ถูกนำมาไว้ในพื้นที่อุทยานพลีสโตซีนกำลังพลิกโฉมทุ่งทุนดราที่มีแต่มอสและไลเคนส์ให้กลับคืนมาเป็นทุ่งหญ้าสเตปป์แบบเดียวกับที่บรรพบุรุษของพวกมันเคยท่องเที่ยวหากินเมื่อหมื่นกว่าปีที่แล้ว

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)