ศาสตร์แห่งไดโนเสาร์

ไดโนเสาร์ปรากฏขึ้นในความรับรู้ของมนุษยชาติเป็นครั้งแรกใน ปี ค.ศ. 1842 เมื่อ เซอร์ริชาร์ด โอเวน นักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง ชาวอังกฤษ ได้บัญญัติศัพท์คำว่า ไดโนซอเรีย หรือ ไดโนเสาร์ ที่มีความหมายว่า “กิ้งก่าที่น่าสะพรึงกลัว” เพื่อใช้เรียกสัตว์เลื้อยคลานดึกดำบรรพ์ที่สามารถเดินขาตรงได้อย่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

แม้ คำว่า ไดโนเสาร์ จะเพิ่งถูกใช้ในปี ค.ศ. 1824 แต่ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานนั้น มนุษย์เราคุ้นเคยกับซากดึกดำบรรพ์ที่กลายเป็นหิน หรือ ฟอสซิล ของสัตว์เหล่านี้อยู่ไม่น้อย ชาวกรีกและโรมันโบราณเชื่อว่า กระดูกเหล่านี้เป็นซากของบรรดาสัตว์ประหลาดที่ถูกเหล่าวีรบุรุษในตำนานสังหาร ส่วนบรรดาชนชาติในเอเชียกลางก็เชื่อว่า ฟอสซิลของไดโนเสาร์ที่มีปากคล้ายนกแก้ว คือ ซากของสัตว์ประหลาดชื่อ กริฟฟิน ซึ่งมีหัวและปีกแบบนกอินทรีแต่มีลำตัวคล้ายสิงโต ขณะที่ชาวจีนเชื่อว่า ชิ้นส่วนฟอสชิลที่พวกเขาพบ คือกระดูกของมังกรและเรียกมันว่า ข่งหลง ทั้งยังมีความเชื่อด้วยว่า กระดูกมังกรมีสรรพคุณวิเศษในการรักษาโรค

Griffin

ข่งหลง

ในยุคกลาง ความเชื่อในศาสนาคริสต์ได้แผ่กระจายไปทั่วยุโรปและมีอิทธิพลต่อวงการวิชาการอย่างสูง พวกนักบวชและนักปราชญ์ยุโรปเชื่อว่า นับแต่พระเจ้าสร้างโลกขึ้นมา ยังไม่มีสัตว์ชนิดใดสูญพันธุ์ไปจากโลก และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในสมัยโบราณมีรูปร่างหน้าตาแบบเดียวกับในยุคปัจจุบัน ส่วนซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ขนาดใหญ่ที่พวกเขาพบนั้น ก็ถูกอธิบายว่า เป็นซากของช้างศึก ไม่ก็พวกสัตว์ร้ายอื่นๆ ที่ชาวโรมันโบราณนำเข้ามาในยุโรป

การค้นพบกระดูกไดโนเสาร์ชิ้นแรกที่มีการทำรายงานอย่างชัดเจน เป็นผลงานของ โรเบิร์ต พลอตส์ ภัณฑารักษ์แห่งพิพิธภัณฑ์แอชโมเลียมในออกซ์ฟอร์ด  รายงานของเขาที่กล่าวถึง การพบปลายกระดูกต้นขาของสัตว์ตัวโต ได้ถูกตีพิมพ์ลงในวารสารเกี่ยวกับธรรมชาติวิทยาที่ตีพิมพ์ใน ปี ค.ศ. 1677 แต่เนื่องจากความไม่รู้ว่า เคยมีสัตว์ดึกดำบรรพ์อย่างไดโนเสาร์อาศัยอยู่บนโลกมาก่อน พลอตส์จึงสันนิษฐานว่า กระดูกต้นขาที่เขาพบ น่าจะเป็นกระดูกของช้างศึกที่ชาวโรมันนำมาประจำการบนเกาะอังกฤษ

ต่อมาเมื่อความเข้าใจเรื่องธรรมชาติวิทยามีมากขึ้น การตีความหลักฐานฟอสซิลที่พบใหม่ก็ทำได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกว่าเดิม ในทศวรรษที่ 1820 ได้มีนายแพทย์สองท่านคือ วิลเลี่ยม บักแลนด์ และ กีเดียน มันเทล ค้นพบซากฟอสซิลของสัตว์ใหญ่ใกล้กับบริเวณชานกรุงลอนดอน ทั้งสองคนใช้ความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์ศึกษาชิ้นส่วนที่พบและลงความเห็นว่า ชิ้นส่วนเหล่านั้น คือ ซากของสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว โดย มันเทล ตั้งชื่อ เจ้าของฟอสซิลที่เขาพบว่า อีกัวนาดอน ซึ่งแปลว่า ฟันแบบอีกัวน่า เนื่องจากกระดูกที่เขาพบนั้น มีลักษณะคล้ายกับฟันของอีกัวน่า ส่วนบัคแลนด์ซึ่งพบซากฟอสชิลขากรรไกรของสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่นั้น ได้ตั้งชื่อ สัตว์ที่เขาพบว่า เมกะโลซอรัส หรือ “กิ้งก่ายักษ์”

การค้นพบของนายแพทย์ทั้งสอง นับเป็นจุดเริ่มต้นของศาสตร์แห่งการศึกษาเรื่องราวของไดโนเสาร์ เนื่องจาก ในยุคนั้น ชาวยุโรปต่างเชื่อกันว่า สิ่งมีชีวิตในยุคของพวกเขา มีลักษณะไม่ต่างกับสิ่งมีชีวิตในยุคโบราณ ดังนั้น เมื่อพบว่า เคยมีสัตว์ซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้วในยุคโบราณ มีลักษณะไม่เหมือนกับสัตว์ชนิดใดที่มีอยู่ในโลก จึงเท่ากับเป็นการเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตที่เคยเชื่อกันมาแต่เดิม ทำให้ทฤษฎีเรื่อง การสูญพันธุ์ ของบารอน จอร์จ คูวิเยร์ ที่ถูกเสนอขึ้นมาก่อนหน้าการค้นพบดังกล่าวมามากนัก เริ่มเป็นที่ยอมรับและเมื่อบวกกับทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติของชาร์ล ดาวินที่ถูกเสนอขึ้นในภายหลัง ก็ทำให้สามารถอธิบายได้ว่า ในยุคดึกดำบรรพ์เคยมีสัตว์ยักษ์ อย่าง อีกัวนาดอน และ เมกะโลซอรัสอาศัยอยู่ ทว่าพวกมันไม่อาจปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติได้ จึงต้องสูญพันธุ์ไป ซึ่งในเวลาเดียวกับที่คำอธิบายดังกล่าวนี้เกิดขึ้นมา เซอร์ริชาร์ด โอเวน ก็ได้ บัญญัติศัพท์ ไดโนเสาร์ ขึ้นเพื่อใช้เรียก กิ้งก่ายักษ์ดึกดำบรรพ์เหล่านี้

หลังจากที่บรรดานักวิทยาศาสตร์ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของไดโนเสาร์แล้ว พวกเขาก็เชื่อกันว่า พวกไดโนเสาร์ คือ สัตว์เลื้อยคลานเลือดเย็นตัวมหึมาที่โง่เขลาและเชื่องช้า ทั้งยังไม่มีพัฒนาการจนเป็นเหตุให้พวกมันต้องสูญพันธุ์ไป ซึ่งความเชื่อนี้ ได้ดำรงคงอยู่มาเป็นระยะเวลายาวนานและสะท้อนให้เห็นในภาพวาดและรูปปั้นของไดโนเสาร์ในยุคนั้น

แม้วงการวิทยาศาสตร์ในช่วงนั้นจะลงความเห็นว่า ไดโนเสาร์เป็นยักษ์ใหญ่เฉื่อยชาที่โง่เขลา แต่พวกมันก็กระตุ้นความสนใจต่อสาธารณชนได้เป็นอันมาก และคงไม่มีประเทศใดที่ให้ความสำคัญกับพวกมันมากเท่าสหรัฐอเมริกา

หลังจากก่อตั้งประเทศของตนขึ้นใน ปี ค.ศ. 1781 สหรัฐอเมริกาพยายามมองหาสิ่งที่จะเป็นตัวตนของความเป็นชาติ ขณะที่ยุโรปมีประวัติศาสตร์อันเกรียงไกรของกรีกและโรมันอยู่เบื้องหลัง แต่สหรัฐกลับไม่มีอะไรเช่นนั้น และด้วยความพยายามหาตัวตนของชาตินี่เอง ทำให้สหรัฐอเมริกาหันมาสนใจไดโนเสาร์ โดยพยายามศึกษาและขุดค้นซากฟอสซิลของสัตว์ยักษ์พวกนี้ เพื่อแสดงให้ชาวโลกเห็นว่า สหรัฐอเมริกาคือชาติอันรุ่งเรืองที่เป็นผู้พิทักษ์มรดกทางธรรมชาตันยิ่งใหญ่นี้ หรือ จะพูดสั้นๆ ว่า สหรัฐอเมริกาอ้างสิทธิ์ว่าตน คือ เจ้าของไดโนเสาร์ ก็คงไม่ผิดนัก

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะแสดงถึงตัวตนอันรุ่งเรืองของสหรัฐนี่เอง ที่ทำให้ศาสตร์ในการค้นคว้าเรื่องไดโนเสาร์ก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ในอเมริกา และเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ก็คือ สงครามกระดูก ซึ่งเป็นการแข่งขันกันค้นหาซากฟอสซิลของ นักโบราณชีววิทยาชาวอเมริกันสองคน คือ เอ็ดเวิร์ด ดริงเกอร์ โคป และ โอทเนียล ชาร์ลส์ มาร์ช โดยทั้งสองต่างก็แข่งกันเป็นเจ้าของซากไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์ ใหญ่โต และแปลกกว่าอีกฝ่าย

การแข่งขันของทั้งสองดำเนินไปอย่างดุเดือดบนแผ่นดินของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในแถบเชิงเขาและพื้นที่รกร้างทางภาคตะวันตก พวกเขาต่างระดมแรงงานและวิธีการต่างๆ เพื่อใช้ในการเก็บกู้ซากออกมาให้มากที่สุด และบางครั้งถึงกับใช้ระเบิดทำลายพื้นที่ซึ่งตนได้ขุดค้นไปแล้ว เพื่อป้องกันมิให้อีกฝ่ายได้ตามมาขุดค้นในพื้นที่นั้นอีก

ท่ามกลาง สงครามกระดูก อันดุเดือดที่ดำเนินต่อเนื่องกันถึง 20 ปีนี้ ทั้ง โคป และ มาร์ช ได้ค้นพบไดโนเสาร์ใหม่ๆ รวม 130 ชนิด หรือเกือบหนึ่งในสามของชนิดพันธุ์ที่พบแล้วในปัจจุบัน ทั้งนี้รวมถึงพวกที่มีชื่อเสียงเช่น ไทรันโนซอรัส สเตโกซอรัส และ ไทรเซราทอป ด้วย

 

ภาพวาดกระดูกสเตโกซอรัสที่ค้นพบโดยทีมงานของ โอทเนียล ชาร์ลส์ มาร์ช เมื่อปี ค.ศ. 1896

.

ภาพกระดูก Allosaurus ที่รวบรวมโดยทีมงาน เอ็ดเวิร์ด ดริงเกอร์ โคป แต่มาเสร็จสมบูรณ์ภายหลังที่ โคป เสียชีวิตไปแล้ว

.

หลักฐานมากมายที่ถูกค้นพบในช่วงสงครามกระดูก ทำให้ความรู้เกี่ยวกับไดโนเสาร์พัฒนาขึ้นเป็นอย่างมากและสหรัฐอเมริกาก็ประสบความสำเร็จในการอ้างสิทธิ์เหนือมรดกธรรมชาติแห่งยุคดึกดำบรรพ์อันแสนมหัศจรรย์นี้

อย่างไรก็ตาม แม้ศาสตร์แห่งไดโนเสาร์จะมีการพัฒนามากขึ้น แต่ภาพของไดโนเสาร์ก็ยังคงเป็น สัตว์เลื่อยคลานเลือดเย็น ร่างยักษ์ ที่โง่เขลา เฉื่อยชาอยู่ ซึ่งภาพลักษณ์ดังกล่าวได้รับการตอกย้ำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นจากภาพวาดของบรรดาจิตรกรหลายคน โดยผู้ที่มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพลที่สุดในกลุ่มนี้ ก็คือ ชาร์ล ไนต์ จิตรกรแห่งช่วงต้นสมัยศตวรรษที่ยี่สิบ

Charles R. Knight

ชาร์ล ไนต์ ได้อุทิศชีวิตให้กับการวาดภาพไดโนเสาร์และสัตว์ดึกดำบรรพ์โดยอาศัยหลักฐานประกอบจากข้อมูลที่ดีที่สุดในยุคนั้น  ภาพวาดของเขาปรากฏอยู่ในหนังสือและนิตยสารมากมาย ซึ่งรวมทั้งภาพของ อัลโลซอรัส, สเตโกซอรัส, ภาพของไทรันโนซอรัสกำลังต่อสู้กับไทเซราทอป และภาพของอะพาโทซอรัสที่ยืนแช่อยู่ในน้ำ ซึ่งเป็นภาพที่คุ้นเคยกันมานาน

อิทธิพลจากงานของไนต์ส่งผลถึงการจัดแสดงโครงกระดูกไดโนเสาร์ในพิพิธภัณฑ์ทั่วสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก โดยพวกเขาได้นำกระดูกไดโนเสาร์ที่ประกอบเป็นตัว มาจัดวางอยู่หน้าภาพวาดของพวกมันในยามมีชีวิต หรือแม้แต่ภาพยนตร์ในช่วงนั้น ก็ยังใช้ภาพของไนต์เป็นต้นแบบในการสร้างไดโนเสาร์ที่ปรากฏอยู่ในเรื่อง

ภาพลักษณ์ของไดโนเสาร์ได้เปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง โดยในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 จอห์น ออสตรอมได้ค้นพบ ซากของไดโนเสาร์นักล่า ขนาดสามเมตรที่ ชื่อ ไดโนนิคัส
ที่รัฐมอนแทนา ซึ่งซากที่พบ แสดงถึงรูปร่างของสัตว์นักล่าที่ว่องไวปราดเปรียว จนไม่น่าจะเป็นสัตว์เลื้อยคลาน แม้ว่า ออสตรอม จะได้ชี้ให้เห็นถึงความคล้ายคลึงระหว่างโครงสร้างของนกกับไดโนนิคัสที่เขาพบ

หากแต่ผู้ที่ปฏิวัติวงการไดโนเสาร์ที่แท้จริง คือนักโบราณชีววิทยานาม โรเบิร์ต เบ็คเกอร์ เขาได้พยายามค้นหาหลักฐานต่างๆ ที่สนับสนุนความคิดของเขาที่ว่า ไดโนเสาร์เป็นสัตว์เลือดอุ่นที่ปราดเปรียว มิใช่ สัตว์เลือดเย็นที่เชื่องช้าดังเช่นที่เคยเชื่อกัน โดยในปี ค.ศ. 1975 เขาได้เผยแพร่ข้อเขียนและภาพวาดที่แสดงถึงความเป็นสัตว์เลือดอุ่นของพวกไดโนเสาร์ ทั้งยังเสนอว่า ไดโนเสาร์บางกลุ่มคือต้นตระกูลของนกอีกด้วย

การค้นพบหลักฐานใหม่ได้สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวมากขึ้น อย่างเช่น การค้นพบซากรังของไดโนเสาร์จำพวกฮาโดรซอร์ที่บ่งชี้ว่า พวกมันสร้างรังและวางไข่ รวมทั้งเลี้ยงดูลูกอ่อนแบบเดียวกับที่นกทำ หรือการขุดพบซากไดโนเสาร์หลายชนิดในพื้นที่ซึ่งมีหลักฐานทางธรณีวิทยาสนับสนุนว่า เป็นพื้นที่ซึ่งมีอากาศหนาวเย็นในยุคดึกดำบรรพ์  อันแสดงว่า ไดโนเสาร์ที่อาศัยอยู่ที่นั้นได้จะต้องเป็นสัตว์เลือดอุ่นที่มีอุณหภูมิร่างกายคงที่ จึงจะสามารถอาศัยอยู่ในเขตหนาวเย็นได้  รวมทั้งซากฟอสซิลของไดโนเสาร์ขนาดเล็กที่มีขนแบบเดียวกับนกซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของมันกับพวกนก

ซากไข่ของฮาโดรซอร์

หลักฐานเหล่านี้ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของไดโนเสาร์ไปจากเดิมเป็นอย่างมาก โดยจากภาพของสัตว์เลื้อยคลาน เลือดเย็นโดดเดี่ยวที่ดุร้าย เชื่องช้าและดูโง่เขลา ได้กลายมาเป็นสัตว์เลือดอุ่นที่ปราดเปรียว เฉลียวฉลาดและมีพฤติกรรมทางสังคมที่ซับซ้อน ซึ่งภาพลักษณ์ใหม่ของไดโนเสาร์ถูกแสดงให้เห็นในภาพวาดจำนวนมากและภาพยนตร์ต่างๆ โดยภาพยนตร์เรื่อง จูราสสิคพาร์ค  ที่แสดงให้เห็นภาพของไดโนเสาร์ในฐานะสัตว์เลือดอุ่นที่ปราดเปรียวได้อย่างชัดเจนที่สุด

ปัจจุบันนี้ ศาสตร์แห่งไดโนเสาร์ได้ก้าวหน้าไปเป็นอันมาก หลักฐานใหม่ที่ถูกขุดพบ ทำให้มนุษย์รู้จักสัตว์ดึกดำบรรพ์เหล่านี้มากยิ่งขึ้น ทั้งเรื่องโครงสร้างร่างกาย การเคลื่อนไหว ลักษณะของผิวหนัง การหาอาหารและพฤติกรรมอื่นๆ รวมทั้งความสัมพันธ์เชิงสังคมของพวกที่อยู่รวมฝูง รวมทั้งเข้าใจถึงการทำงานของอวัยวะพิเศษบางอย่างของไดโนเสาร์บางชนิดอย่างเช่น หงอนของพวกปากเป็ด หรือ แผงหลังของไดโนเสาร์กินเนื้ออย่างสไปโนซอรัส เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การค้นคว้าในศาสตร์แห่งไดโนเสาร์ก็ยังไม่หยุดนิ่ง ทว่ายังคงมีการค้นพบหลักฐานใหม่ๆ ปรากฏออกมาให้เห็นอยู่เสมอและไม่แน่ว่า ในอนาคต ภาพลักษณ์ของไดโนเสาร์ที่มนุษย์เราคุ้นเคยกันในวันนี้ อาจจะถูกเปลี่ยนแปลงไปอีก ก็เป็นได้

 

Related posts:

One thought on “ศาสตร์แห่งไดโนเสาร์

  • กุมภาพันธ์ 7, 2012 at 3:17 pm
    Permalink

    เรื่องนี้ ออกแนววิชาการ จัดหนักเลยนะคร้าบเนี่ย

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)