เสือโคร่ง (ภาค1) จ้าวแห่งพงไพร

มันเป็นสัตว์นักล่าในตระกูลแมวที่ใหญ่ที่สุดในโลกและยังครองตำแหน่งนักล่าสุดยอดบนผืนทวีปที่กว้างใหญ่ที่สุดด้วย ทว่าทุกวันนี้ เสือโคร่งกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายที่จะชี้ชะตาเผ่าพันธุ์ของพวกมัน ว่าจะยังคงอยู่รอดต่อไปบนโลกใบนี้หรืออาจจะต้องสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปอย่างน่าเสียดาย

ยามเช้า กลางป่าใหญ่ของเทือกเขาฆาตตะวันตกในประเทศอินเดีย ที่นี่ชีวิตดำเนินไปตามครรลองแห่งธรรมชาติดังเช่นที่เคยเป็นมา นกยูงตัวผู้ส่งเสียงร้องอยู่บนยอดไม้

ลิงหนุมานนั่งอยู่บนคาคบพลางเด็ดใบไม้ใส่ปากเคี้ยวกิน ขณะที่ฝูงกวางดาวออกมายังชายป่าใกล้กับทุ่งหญ้า ซึ่งมี นิลไก แอนทีโลปขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายวัวกำลังเล็มใบไม้อยู่ก่อนแล้ว ส่วนในดงไม้ชายทุ่งมีแม่กระทิงกับลูกวัยรุ่นยืนกินหญ้าอยู่เงียบ ๆ

(นิลไก และ กระทิง)

ทว่าชีวิตอันสงบสุขในยามเช้าก็พลันต้องสะดุด เมื่อร่างลายพาดดำบนพื้นขนสีอำพันของเสือโคร่งเบงกอลตัวหนึ่งปรากฏขึ้นและพุ่งทะยานเข้าใส่ฝูงกวางดาวอย่างรวดเร็ว พวกกวางดาวหนีกระเจิงด้วยความตื่นกลัว ขณะลิงหนุมานบนคาคบไม้ส่งเสียงร้องอย่างตื่นตระหนก จากนั้นเมื่อความสงบมาเยือนอีกครั้ง ลูกกวางดาวตัวหนึ่งก็ตกเป็นเหยื่อของเสือร้าย

ด้วยน้ำหนักตัวกว่า 200 กิโลกรัม ยาวสามเมตร ทำให้เสือโคร่งเป็นสัตว์ตระกูลแมวที่ใหญ่และแข็งแรงที่สุด มันมีเขี้ยวแหลมคมพร้อมฟันตัดอันทรงประสิทธิภาพและอุ้งเท้าทรงพลังที่สามารถตบวัวตัวใหญ่ให้คอหักได้ในครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม เสือเป็นนักล่าผู้ชำนาญด้านการซุ่มโจมตีด้วยพละกำลัง มากกว่าวิ่งไล่ล่าด้วยความทรหด ทั้งนี้เพราะแม้ว่าเสือโคร่งจะวิ่งได้เร็วถึง 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ด้วยน้ำหนักและโครงร่างที่บึกบึน ทำให้มันไม่สามารถรักษาความเร็วได้นานนัก เสือโคร่งสามารถมองเห็นได้ดีในตอนกลางคืนเนื่องจากนัยน์ตาของมันมีเยื่อสะท้อนแสงผ่านจอตา นอกจากนี้ยังสามารถคำรามได้ดังไปไกลกว่า 1.5 กิโลเมตร

เสือโคร่งสามารถอาศัยอยู่ได้ในภูมิประเทศที่หลากหลายตั้งแต่เขตภูเขาอันหนาวเย็น ป่าสน ทุ่งหิมะ ป่าโปร่งกึ่งทุ่งหญ้าในเขตร้อน ป่าดิบชื้น ไปจนถึงหนองน้ำและป่าชายเลน มันสามารถล่าเหยื่อตั้งแต่ หมูป่า เก้ง กวาง วัวป่าและควายป่า ไปจนกระทั่งแรดและช้าง หรือหากจำเป็น พวกมันก็สามารถจับปลาและเต่ากินเป็นอาหารได้ นอกจากนี้ ในกรณีที่เสือโคร่งแก่ชราหรือได้รับบาดเจ็บจนไม่อาจล่าสัตว์ป่าได้ มันก็อาจจะหันมาล่าสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ รวมทั้งมนุษย์เองด้วย


(หมาไน)

เว้นจากมนุษย์แล้ว เสือโคร่งที่โตเต็มวัย ไม่มีศัตรูอื่นใดตามธรรมชาติ ขณะที่พวกลูกเสือหรือเสือวัยรุ่นนั้นอาจตกเป็นเหยื่อของสัตว์นักล่าบางชนิด เช่น จรเข้ งูเหลือม ฝูงหมาใน รวมทั้งเสือโคร่งเพศผู้ที่โตเต็มที่ ทั้งโดยทั่วไปเสือเพศผู้ที่โตเต็มวัยจะมีอาณาเขตของมันราว 100 – 150 ตารางกิโลเมตร ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวจะมีเสือตัวเมียหลายตัวที่เป็นคู่ของเสือเจ้าถิ่นอาศัยอยู่พร้อมกับลูกๆของพวกมันด้วย

สำหรับความสำคัญในระบบนิเวศน์ของเสือโคร่งนั้น นอกจากมันจะทำหน้าที่เป็นนักล่าขั้นสูงสุดของห่วงโซ่อาหารที่คอยควบคุมประชากรสัตว์กินหญ้าแล้ว เสือโคร่งยังเป็นดัชนีที่สำคัญในการชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของป่า เนื่องจากนักล่าขนาดใหญ่ชนิดนี้ต้องการปริมาณเหยื่อที่มากพอสำหรับการดำรงชีวิต ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้ว ผืนป่าที่จะเป็นที่อยู่ของเสือโคร่งหนึ่งตัวได้นั้น จะต้องมีปริมาณสัตว์กินพืชที่เป็นเหยื่อของเสืออยู่ราว 200 – 300 ตัว ดังนั้นหากผืนป่าใดที่มีเสือโคร่งอยู่มาก ก็แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของพรรณไม้และสัตว์ป่าที่มีอยู่มากในผืนป่าแห่งนั้นด้วย

เทือกเขาฆาตทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดียคือแหล่งอาศัยตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของเสือโคร่ง ทั้งนี้เฉพาะในเขตพื้นที่ของเขตสงวนสี่แห่งที่เชื่อมต่อกัน อันได้แก่ อุทยานแห่งชาตินครโหเล อุทยานแห่งชาติบุนดีปุระ อุทยานแห่งชาติมุทุมาลัยและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ไวยนาต ก็มีประชากรเสือโคร่งรวมกันมากกว่า 400 ตัว ซึ่งทำให้พื้นที่ส่วนนี้เป็นจุดที่มีประชากรเสืออยู่หนาแน่นที่สุดในโลก ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและปริมาณเหยื่อในพื้นที่ดังกล่าวคือสิ่งที่โอบอุ้มประชากรนักล่าลายพาดกลอนเหล่านี้ไว้

อย่างไรก็ตาม นี่อาจเป็นเพียงภาพลวงตาเมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่แท้จริงของเสือโคร่งในโลก  โดยในอดีตเมื่อราว 100 ปีก่อน มีเสือโคร่ง 8 สายพันธุ์กระจายอยู่ทั่วทั้งทวีปเอเชียมากกว่า 100,000 ตัว ประกอบด้วย เสือโคร่งไซบีเรียซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด เสือโคร่งเบงกอล เสือโคร่งแคสเปียน เสือโคร่งอินโดจีน เสือโคร่งจีนใต้ เสือโคร่งสุมาตรา เสือโคร่งชวาและเสือโคร่งบาหลี ทว่าในปัจจุบัน มีเสือโคร่งหลงเหลืออยู่ในธรรมชาติรวมกันเพียง 4,000 กว่าตัวใน 13 ประเทศได้แก่ อินเดีย บังกลาเทศ ภูฎาน เนปาล ลาว พม่า กัมพูชา เวียตนาม ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน และ รัสเซีย โดยเสือแคสเปียน เสือชวาและเสือบาหลี ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว คงเหลือเพียง เสือโคร่งไซบีเรียซึ่งมีอยู่ราว 400 ตัวในจีนภาคเหนือและรัสเซีย เสือโคร่งเบงกอลประมาณ 2500 ตัวในเอเชียใต้ เสือโคร่งอินโดจีนราว 1,200 ตัวในเอเชียอาคเนย์และเสือโคร่งสุมาตราอีกประมาณ 250 ตัวที่อาศัยอยู่เฉพาะบนเกาะสุมาตรา ส่วนเสือโคร่งจีนใต้ซึ่งมีเฉพาะทางตอนใต้ของจีนนั้น เหลืออยู่ไม่ถึง 40 ตัวและอยู่ในที่เพาะเลี้ยงเท่านั้น

 

(เสือโคร่งจีนใต้)

ซึ่งจากข้อมูลทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่า สถานการณ์ของเสือโคร่งกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตโดยมีสาเหตุหลักมาจากการสูญเสียถิ่นอาศัยและการลักลอบล่าของมนุษย์ ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการอนุรักษ์ที่มีประสิทธิภาพก็อาจทำพวกมันต้องสูญพันธุ์ไปในไม่ช้าและนั่นคงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก ถ้าหากว่า วันหนึ่ง นักล่าผู้งามสง่าชนิดนี้จะหมดไปจากผืนป่าบนโลก

(ติดตามบทสรุปของ เสือโคร่งได้ใน “เสือโคร่ง (ภาค2) ก่อนลายพยัคฆ์จะสิ้นสูญ”)

 

Related posts:

2 thoughts on “เสือโคร่ง (ภาค1) จ้าวแห่งพงไพร

  • สิงหาคม 7, 2014 at 7:24 pm
    Permalink

    I like to lern animal very much.

    Reply
  • สิงหาคม 7, 2014 at 7:29 pm
    Permalink

    I want to looking and lern animal. It is live in
    the forest not in Zoo.

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)