ต้นตระกูลแมวยุคดึกดำบรรพ์

ในบรรดา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนักล่า ทั้งหมดของโลก สัตว์ตระกูลแมวถือเป็นนักล่าที่น่าเกรงขามที่สุด มันมีเขี้ยวที่แหลมคม กรงเล็บที่แข็งแกร่ง ความว่องไวปราดเปรียว ขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยพลังอย่างเต็มเปี่ยม ทว่าสิ่งที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือ แมวได้สร้างคุณสมบัติเหล่านี้ขึ้นมาตั้งแต่ช่วงแรกที่พวกมันปรากฏตัวขึ้นบนโลก

(ไมเอซิส miacis)

แมวและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนักล่าชนิดอื่นๆ ล้วนมีวิวัฒนาการมาจาก ไมเอซิส (miacis) ซึ่งเป็นสัตว์กินเนื้อที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายพังพอน พวกมันอาศัยอยู่ในยุคอีโอซีนเมื่อราว 55 ล้านปีมาแล้ว และถือว่า เป็นต้นตระกูลของสัตว์นักล่าในยุคใหม่ทุกชนิด 

ในฐานะของนักล่าที่ทรงประสิทธิภาพ สัตว์ตระกูลแมวถือว่ามีคุณสมบัติที่ครบถ้วน พวกมันมีใบหน้ากว้างและขากรรไกรสั้น ช่วยให้มีแรงงับที่ทรงพลังกว่าพวกที่มีขากรรไกรยาว กระดูกไหปลาร้าของพวกมันเล็กมาก ทั้งยังมีกระดูกสันหลังที่เชื่อมต่อกันอย่างหลวมๆ และขาหน้าที่ยืดหยุ่น ทำให้พวกแมวสามารถกลับตัวกลางอากาศได้และยังกระโดดลงจากที่สูง ๆ ได้โดยไม่เป็นอะไร ส่วนการที่กรงเล็บของแมวสามารถกางออกและหุบเข้าได้ ทำให้แมวสามารถเดินได้อย่างเงียบกริบทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้เล็บสึกหรอ นอกจากนี้ พวกแมวยังมีสายตาแหลมคมและมองเห็นในตอนกลางคืนได้ดีกว่ามนุษย์ถึง 6 เท่า ทำให้สามารถล่าเหยื่อในความมืดได้เป็นอย่างดี 

สำหรับสัตว์ที่ถือกันว่าเป็นแมวที่แท้จริงชนิดแรกของโลกนั้นปรากฏขึ้นเมื่อ 30 ล้านปีที่แล้ว ในยุคโอลิโกซีนซึ่งเป็นยุคที่สามของมหายุคซีโนโซอิค นักบรรพชีวินวิทยาเรียก สัตว์ชนิดนี้ว่า โปรไอลูรัส (proailurus)

(โปรไอลูรัส)

จากหลักฐานของซากดึกดำบรรพ์ที่ค้นพบ แสดงให้เห็นว่า สัตว์ชนิดนี้มีลักษณะแบบเดียวกับพวกแมวในยุคปัจจุบันทุกประการ ทั้งกรงเล็บ รูปทรงของกระโหลกและลักษณะของโครงสร้างร่างกาย โปรไอลูรัสมีขนาดพอ ๆ กับแมวป่าและอาจจะใช้เวลาเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งชีวิตอาศัยอยู่บนต้นไม้แบบเดียวกับพวกแมวป่าบางชนิดในปัจจุบัน 


 (ซูไดลูรัส psuedaelurus)

จากแมวตัวแรกอย่าง โปรไอลูรัส พวกมันได้มีวิวัฒนาการจนกลายเป็น ซูไดลูรัส (psuedaelurus) แมวนักล่าขนาดเท่ากับเสือดาว ซูไดลูรัสปรากฏตัวขึ้นเมื่อราว 23 ล้านปีที่แล้วในช่วงต้นของยุคมีโอซีนและเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางของยุคนี้ สายวัฒนาการของพวกมันก็แยกออกเป็นสองกลุ่ม นั่นคือ กลุ่มเสือเขี้ยวดาบและกลุ่มแมวปัจจุบัน

(เสือเขี้ยวดาบยุคแรก)

เสือเขี้ยวดาบชนิดแรกปรากฏขึ้นเมื่อราว 15 ล้านปีก่อนในยุคมีโอซีนตอนกลาง ลักษณะเด่นของพวกมันคือเขี้ยวคู่บนที่งอกยาวออกจนพ้นริมฝีปาก เขี้ยวที่ยาวของพวกมันช่วยให้สามารถจัดการกับสัตว์กินพืชหนังหนาซึ่งเริ่มกระจายพันธุ์ในยุคมีโอซีนได้  

เสือเขี้ยวดาบยุคแรกตัวไม่ใหญ่นัก โดยมีขนาดเท่ากับสิงโตภูเขาหรือเสือดาว จนเมื่อเข้าสู่ยุคพลีสโตซีน ราว 1.5 ล้านปีก่อน อันเป็นยุคที่มีสัตว์กินพืชขนาดใหญ่อยู่เป็นจำนวนมาก พวกเสือเขี้ยวดาบก็วิวัฒนาการจนมีขนาดใหญ่กว่าในยุคแรก โดยเสือเขี้ยวดาบที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดคือ สไมโลดอน ซึ่งอาศัยอยู่ในอเมริกาเหนือและใต้ พวกมันมีเขี้ยวยาวกว่า 25 ซม. และอาจหนักเกือบ 200 กิโลกรัม รูปร่างที่บึกบึนของมัน บ่งบอกว่า สไมโลดอนน่าจะล่าเหยื่อขนาดใหญ่ที่เคลื่อนไหวช้า อย่าง สลอธยักษ์และมาสโตดอน เป็นอาหาร  

(สไมโลดอน)

วิวัฒนาการของเสือเขี้ยวดาบเป็นการสร้างลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นเพื่อให้เหมาะกับการล่าเหยื่อขนาดใหญ่ในยุคของมัน ทว่านี่ก็เป็นสาเหตุที่นำพวกมันไปถึงทางตัน เนื่องจากเหยื่อที่เหมาะสมกับพวกมันได้สูญพันธุ์ไปหมดเมื่อ 12000 ปีก่อน จึงทำให้พวกเขี้ยวดาบต้องสูญพันธุ์ตามไปด้วย

(ฮอพโพลโฟนีอุส)

สำหรับสัตว์ในกลุ่มแมวยุคปัจจุบันดูจะประสบความสำเร็จในการวิวัฒนาการและสามารถปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ดีกว่า สัตว์ตระกูลแมวในยุคดึกดำบรรพ์หลายชนิดมีรูปร่างคล้ายกับพวกที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างเช่น ฮอพโพลโฟนีอุสที่ดูคล้ายกับเสือดาว เป็นต้น

หลักฐานจากซากดึกดำบรรพ์แสดงให้เห็นว่า สัตว์ตระกูลแมวส่วนใหญ่มีรูปร่างลักษณะแบบเดียวกันกับที่พวกมันเป็นอยู่ในยุคปัจจุบันนี้ มาตั้งแต่ยุคพลีสโตซีนเมื่อสองล้านปีก่อนแล้ว แม้ว่าจะมีแมวบางชนิดอย่างเช่น สิงโตถ้ำและชีต้ายักษ์ ที่ได้สูญพันธุ์ไปหลังการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งเมื่อประมาณหนึ่งหมื่นปีก่อน แต่ทว่าพวกเเมวชนิดอื่นๆก็ยังคงปรับตัวอยู่รอดมาได้ถึงทุกวันนี้ 


(สิงโตถ้ำอเมริกัน)

(ชีต้ายักษ์)

ในปัจจุบันนี้ มีสัตว์ตระกูลแมวอยู่ทั้งหมด 37 ชนิด โดยมีชนิดพันธุ์ที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของสภาพภูมิประเทศและเหยื่อในแต่ละพื้นที่ นับตั้งแต่ สิงโตที่ล่าสัตว์ใหญ่ในทุ่งราบของแอฟริกาเป็นอาหาร เสือดาวหิมะที่ออกล่าบนภูเขาสูงของเอเชียกลาง ไปจนถึง เสือปลาที่หากินอยู่ตามป่าริมน้ำ และด้วยความสามารถในการปรับตัวนี่เอง ที่ทำให้สัตว์ตระกูลแมวหลายชนิดมีการกระจายพันธุ์อยู่ในเกือบทุกทวีปยกเว้นออสเตรเลียและแอนตาร์กติกา 

(เสือโคร่งไซบีเรีย)

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า สัตว์ตระกูลแมวจะมีความสามารถในการปรับตัวและเอาตัวรอดในการแข่งขันตามธรรมชาติได้เป็นอย่างดี ทว่าในทุกวันนี้ กลับมีแมวหลายชนิดที่ลดจำนวนลงจนเกือบสูญพันธุ์ อาทิเช่น แมวป่าไอบีเรียนลิงซ์ที่ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 300 ตัว และนักวิทยาศาสตร์กำลังหวั่นเกรงกันว่า มันอาจจะเป็นแมวชนิดแรกที่สูญพันธุ์ไปจากโลกในรอบหนึ่งหมื่นปีนี้

(แมวป่าไอบีเรียน ลิงซ์)

จากนี้ยังมีแมวอีกหลายชนิดที่เข้าข่ายชนิดพันธุ์ที่ตกอยู่ในอันตราย เช่น เสือโคร่งที่ทุกวันนี้เหลือไม่ถึง 4,000 ตัวในธรรมชาติ เสือดาวหิมะที่เหลือไม่เกิน 7,000 ตัว ชีต้าที่มีประชากรในป่าไม่ถึง 10,000 ตัว การล่าและการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยด้วยฝีมือของมนุษย์คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกแมวเหล่านี้ตกอยู่ในอันตราย ซึ่งนักอนุรักษ์ได้ประเมินไว้ว่า หากสถานการณ์ของพวกมันยังไม่ดีขึ้น โลกอาจต้องสูญเสียแมวยักษ์เหล่านี้ไป ก่อนถึงกลางศตวรรษที่ 21 นี้ ก็เป็นได้ ซึ่งหากต้องเป็นเช่นนั้นจริง ก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก

 

Related posts:

One thought on “ต้นตระกูลแมวยุคดึกดำบรรพ์

  • เมษายน 19, 2012 at 3:06 pm
    Permalink

    รู้สึกว่าแมวนี่ หน้าตาจะไม่ค่อยเปลี่ยนเท่าไหร่เลย เมื่อหลายสิบล้านปีก่อนเป็นไง ตอนนี้ก็คล้ายๆยังงั้นแหละ

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)