ไปซาฟารีที่ชานกรุง

คริสต์มาสปี 2554 เป็นคริสต์มาสที่เหงาและน่าเบื่อ เหมือนทุกปี และเพื่อไม่ให้ความน่าเบื่อมันมากไปกว่านี้ จึงตัดสินใจชวนสหายคู่หูสะพายกล้องไปตะลุยซาฟารี แต่ไม่ได้ไปไหนไกลหรอก ก็แค่ ชานเมืองแถวมีนบุรีนี่เอง เอ่ยชื่อแล้ว เชื่อว่า คงคุ้นหูผู้อ่านเป็นแน่แท้

เป้าหมายของพวกเราทั้งสองสหาย คือ สวนสัตว์เปิดซาฟารีเวิร์ล ซึ่งช่วงที่ไปเยี่ยมชมกันนั้น น้องน้ำเพิ่งจากไปไม่นานนัก พวกเราจึงอยากไปดูว่า เหล่า เสือช้างกวางลิง สิงโต ม้าลาย ยังอยู่ดีกันหรือไม่ 

เมื่อไปถึง หลังจัดการกับค่าผ่านประตู (ซึ่งก็ไม่ถูกนัก)แล้ว ก็ออกเดินย่ำต๊อกสู่โซนมารีนพาร์ค อันเป็นหนึ่งในสองโซนหลักของสวนสัตว์แห่งนี้  สำหรับซาฟารีเวิร์ล เขามีจุดเด่นคือ โชว์มากมายที่น่าสนใจ ไล่กันตั้งแต่เช้าจนเย็น ตั้งแต่ โชว์ลิงอุรังอุตัง โชว์ช้าง โชว์สิงโตทะล โชว์นก โชว์โลมา โชว์คาวบอยและปิดท้ายด้วยโชว์จารกรรมแบบคบทั้งเอฟเฟคและสลิง แต่เนื่องจากคราวนี้กะเที่ยวแบบชิลๆจึงกะว่าจะดูโชว์แค่บางโชว์

พอผ่านทางเข้าไม่นาน ก็เจอเข้ากับสระนกและเป็ด ที่เต็มไปด้วยเป็ดป่าและนกช้อนกับนกกระเรียน จึงเริ่มต้นด้วยการปักหลักเพื่อถ่ายแอคชั่นสวยๆของพวกนกและเป็ด หลังจากได้ภาพกันพอใจแล้วจึงออกเดินเพื่อชมสารพัดสัตว์กันต่อ 

(นกแก้ว)

(พูม่า)

ในโซนมารีนพาร์ค มีนกมากมาย เรียกว่าจาระไนกันไม่หมด นอกจากนี้ยังนีสัตว์ป่าอีกหลายชนิดอย่าง พูม่า ลีเมอร์ มาโมเส็จ สมเสร็จ จรเข้น้ำจืด เสือขาว สิงโตทะเล หนูน้ำและหมีขั้วโลก แต่เนื่องจากพื้นที่ค่อนข้างกว้างและเวลาก็จำกัด จึงต้องเร่งฝีเท้ากันมาก เลยไม่ได้อ้อยอิ่งเท่าที่ควร ยกเว้นบางพื้นที่ที่ยากจะปลีกตัว อย่างไนยาล่าฟาร์ม อันเป็นคอกเลี้ยงไนยาล่า แอนทีโลปชนิดหนึ่งของอาฟริกา อันว่าส่วนไนยาล่าฟาร์มนี้ นอกจากจะมีเจ้าไนยาล่าแล้ว ยังมีคอกเลี้ยงกวางดาวอยู่ด้วย ซึ่งเมื่อเทียบปริมาณกันแล้ว คิดว่าน่าจะเรียกว่า กวางดาวฟาร์มมากกว่า เพราะไนยาล่ามีแค่สิบกว่าตัว แต่กวางดาวมีเกือบร้อยแน่ะ 

  (ไนยาล่า)

ต่อมาก็ไวท์เวิร์ล ซึ่งมีกรงเลี้ยงเสือขาวและหมีขั้วโลก สำหรับเสือขาวนั้นก็โอเคดีไม่มีปัญหา แต่หมีขั้วโลกนั้นสงสัยว่าอากาศเมืองไทยจะร้อนเกินไป เพราะเริ่มเห็นรอยขนร่วงดำๆบนตัวหมีเป็นหย่อม

พอเดินเหนื่อยแล้วก็แวะเข้าไปชมคาวบอยสตั๊นท์โชว์พร้อมกับหยิบเอาอาหารที่เตรียมไว้มานั่งกินไปชมไป เพื่อไม่ให้เสียเวลา ข้อแนะนำอย่างนึงของการชมโชว์นี้คือ ให้รักษาระยะห่างเวทีไว้นิดนึง ไม่งั้นจะเปียก เพราะที่สาดกระเซ็นออกมาระหว่างการแสดงนั้น ขนาดน้องๆสงกรานต์ทีเดียว


ดูคาวบอยจบก็มาชมโชว์โลมาต่อ แต่ก่อนโชว์จะเริ่ม เขามีเปิดเพลงเชิญผู้ชมเต้นด้วย ซึ่งผู้ชมส่วนใหญ่ก็เฮฮาร่วมด้วยเป็นอย่างดี สังเกตได้ว่า ที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากันเยอะมาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีนกับอินเดีย 

พอจบโชว์ก็เดินต่อและมาแวะพักกันที่ระเบียงเลี้ยงยีราฟ เขาว่ากันว่า ที่นี่มีฝูงยีราฟเลี้ยงฝูงใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งไม่รู้ว่าจริงไหม แต่ที่แน่ ๆ คือ ยีราฟเยอะมาก ๆ น่าจะเกินร้อย ส่วนบรรยากาศก็ได้ฟิลอาฟริกาใช้ได้ ทั้งดงไม้รอบ ๆ ที่มีฝูงนกช้อนหอยอาฟริกาเกาะอยู่เต็มไปหมด ส่วนฝูงยีราฟก็เดินกันเต็มทุ่ง แถมมีม้าลายกับนกกระจอกเทศและแรดขาวเดินอยู่ห่างออกไปด้วย ลมเย็นพัดเหงื่อแห้งและสร้างความสดชื่นได้เป็นอย่างดีสำหรับยามบ่าย 

พอหายเหนื่อยก็ออกเดินต่อกันอีก ต้องขอบอกไว้ว่า มาเที่ยวที่นี่จะให้คุ้มต้องเดินเก่งหน่อย ถ้าจะพักก็ไปพักเวลาดูโชว์ ซึ่งโชว์สุดท้ายที่พวกเราไปชมกันก็คือ โชว์จารกรรม โดยจะจำลองเรื่องคล้ายๆหนังสายลับ ออกแนวระเบิดภูเขาเผาเฮลิคอปเตอร์ ระเบิดไฟลุกแดงฉาน และแน่นอน น้ำกระจาย

หลังจากเต็มอิ่มกับการเดินและดูแล้ว พวกเราก็จบรายการด้วยการเดินออกไปนั้งรอรถบัสเล็กเพื่อเข้าชมโซนหลักอีกโซนของที่นี่นั่นคือ ซาฟารีปาร์ค โดยโซนนี้แบ่งออกเป็นส่วนย่อยๆเริ่มจากส่วนแรก อันเป็นพื้นที่เดียวกันที่มีระเบียงยีราฟที่กล่าวไปแล้วนั่นแหละ สัตว์ในโซนนี้ก็ได้แก่ ยีราฟ ม้าลาย นกตะกรุม นกกระจอกเทศ นกช้อน อูฐหนอกเดียวและแรดขาว จากนั้นก็เป็นโซนสัตว์กินพืช อันประกอบด้วยกวางและแอนทีโลปชนิดต่าง ๆ จากนั้นจึงเป็นโซนสัตว์นักล่าที่แบ่งเป็นส่วนของ สิงโต เสือเบงกอลและหมีควาย ส่วนโซนสุดท้ายเป็นโซนของควายป่าอาฟริกา กระทิงและนกยูง

ถ้าจะดูสภาพหลังน้ำท่วมนั้น ในซาฟารีปาร์คดูเหมือนจะยังเหลือร่องรอยอยู่มาก ทั้งต้นไม้ที่แห้งเหี่ยวซึ่งมีฝูงเนื้อทรายหลบแดดกัน หญ้าคาที่ขึ้นสูงในส่วนพื้นที่ของสิงโตและเสือเบงกอลและคราบน้ำที่เกาะบนก้อนหิน ซึ่งล้อมรอบคอกเลี้ยงควายป่า แต่ถ้ามองอีกที ของพวกนี้ก็ช่วยเพิ่มบรรยากาศแบบดิบ ๆ ไปอีกแบบเหมือนกัน

ภาพของแสงอาทิตย์ในยามเย็นที่ตกต้องฝูงนกช้อนและนกกาบบัวเกาะซึ่งอยู่เกาะคบไม้ ขณะที่ริมบึงกว้างมีฝูงแอนทีโลปเดินรวมกับฝูงกวาง ทำให้นึกไปถึงภาพที่เคยเห็นในภาพยนตร์สารคดี แม้ว่าที่นี่จะเป็นเพียงป่าจำลองที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่ในยุคที่ธรรมชาติถูกผลักดันออกไปจากตัวเราเช่นนี้ การได้มาเห็นภาพเหล่านี้ ก็ช่วยชดเชยความโหยหาธรรมชาติที่แฝงอยู่ในใจได้ไม่น้อย  

และบางที สักวัน หากโอกาสมาถึง พวกเราคงได้ไปเยือนผืนป่าและเห็นเหล่าสรรพสัตว์นานาชนิดอาศัยอยู่ตามธรรมชาติที่แท้จริงบ้าง สักครั้ง…….

 

Related posts:

One thought on “ไปซาฟารีที่ชานกรุง

  • กันยายน 17, 2012 at 8:35 am
    Permalink

    สนุกมากครับเหมือนได้ไปเที่ยวด้วยตัวเอง

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)