เที่ยวอุบลแล้วข้ามไปยลจำปาศักดิ์

เสียงประกาศจากเจ้าหน้าที่สถานี แจ้งว่า ขบวนรถถึงจังหวัดอุบลราชธานี ทำให้ผมและเพื่อนร่วมทางทั้งสองหยิบสัมภาระและเดินไปรอตรงทางลง สิ่งแรกที่มาต้อนรับพวกเราคือสายลมหนาวแห่งแดนอีสาน และอากาศยามเช้าที่แสนสดชื่น จากนั้นก็คือเพื่อนผู้เป็นเจ้าบ้านที่มารอรับยังสถานีหลังเติมกระเพาะที่หิวโหยด้วยมื้อเช้าที่ประกอบด้วยไข่กระทะ โจ๊ก ก๋วยจั๊บญวน และชาร้อน จนอิ่มหนำดีแล้ว พวกเราก็ไปยังที่หมายแรกคือ สวนสัตว์อุบลราชธานี (อันนี้ต้องบอกว่าเป็นรายการรีเควสท์ของผมเอง)

zooos

สวนสัตว์แห่งนี้ ตั้งอยู่ที่เรียก “ดงฟ้าห่วน” ซึ่งเป็นป่าดงดิบอันสมบูรณ์ที่อยู่ชานเมืองอุบลฯ โดยอยู่ห่างจากตัวเมืองราว 10 กม. โดยการเข้าชมนั้นมีสองส่วนคือ ส่วนที่ต้องนั่งรถพ่วงของสวนสัตว์และแล่นผ่านเข้าไปชมสัตว์ในเขตต่าง ๆ โดยเขตแรกจะเป็นของสัตว์กีบอันประกอบด้วยกวางหลายชนิดและแอนทีโลปแบล๊คบัค จากนั้นจะเป็นเขตสัตว์กินเนื้ออย่างสิงโต เสือโคร่งไซบีเรีย และสิงโตขาว จากนั้นจึงเป็นส่วนจัดแสดงของสัตว์อาฟริกาอันเป็นเขตสุดท้าย

lionnd

bbb

หลังเสร็จจากการนั่งรถพ่วงแล้ว พวกเรายังเดินชมสัตว์อื่นๆที่อยู่ในกรงเลี้ยง อย่าง จิงโจ้แดง หมูหริ่ง หมีขอ และพวกสัตว์เลื้อยคลานอื่น ๆ ซึ่งแม้ว่าที่นี่จะเพิ่งก่อสร้างเสร็จสิ้นไปเพียงยี่สิบเปอร์เซ็นต์และมีชนิดของสัตว์ยังไม่มากนัก แต่ก็มีสภาพพื้นที่ที่ร่มรื่นและสวยงามตามธรรมชาติซึ่งทำให้ได้บรรยากาศของป่าดงพงไพรไม่น้อย

ออกจากสวนสัตว์ พวกเราแวะที่สวนสาธารณะแก่งสะพือซึ่งอยู่ริมแม่น้ำมูลและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่ง ซึ่งแม้ว่าแดดจะแรงเพราะเป็นช่วงเที่ยงวัน แต่สายลมที่พัดมาจากลำน้ำมูลก็ทำให้บรรยากาศที่นี่สดชื่นและเย็นสบาย  

sawpe

จากแก่งสะพือ พวกเราแวะเยี่ยมชมวัดหลวงปู่คำคะนิงและไหว้พระเพื่อเสริมสิริมงคล ก่อนมุ่งหน้าไปยังโขงเจียมเพื่อชมแม่น้ำสองสี อย่างไรก็ตาม การมาที่นี่ ออกจะผิดหวังนิดนึงเนื่องจากช่วงนี้มีน้ำเยอะมาก ทำให้แม่น้ำไม่เป็นสองสี เหมือนอย่างที่เคย แต่ ภาพของทิวทัศน์แห่งลำน้ำโขงอันงดงาม ก็ทำให้ความผิดหวังเล็กน้อยกลายเป็นศูนย์ไป

wattk

khongg

โปรแกรมสุดท้ายของวันแรกนี้ คือผาแต้ม แต่ก่อนถึง ผาแต้ม พวกเราก็รู้สึกว่า ระดับพลังงานลดต่ำลงมาก จนต้องแวะเติมพลังกันก่อนด้วยเมนูปลาแม่น้ำจากร้านอาหารริมลำโขง ซึ่งมื้อเที่ยง (ที่จริงมันจะบ่ายสามแล้ว) ของเราประกอบด้วย ปลาคังต้มยำ ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม ปลาคังลวกจิ้มและหมูป่าผัดเผ็ด

อิ่มกันแล้ว เพื่อนผู้เป็นเจ้าถิ่นและไกด์ในทัวร์นี้ ก็ขับรถพาพวกเราไปยังอุทยานแห่งชาติผาแต้ม เพื่อชมภาพเขียนสีของมนุษย์ยุคโบราณอายุราวสามถึงสี่พันปี โดยต้องยอมรับว่า กว่าจะได้เห็นภาพเขียนสีที่ว่านั้น ก็เล่นเอาลิ้นแทบห้อย เพราะเดินลัดเลาะลงไปตามเชิงผาทั้งชันและบางตอนก็ลื่น เรียกว่าถ้าก้าวพลาด คงกลิ้งเป็นลูกขนุนไม่ต้องสงสัย แถมตอนที่ลงไปนั้นนอกจากพวกเราสี่คนแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่ามีใครอื่นอีก บรรยากาศเงียบและวังเวงจนรู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับไปยังยุคที่มนุษย์โบราณผู้เขียนภาพเหล่านี้ยังคงอยู่

tamm

ระหว่างชมภาพเขียน เกิดมีคนสงสัยว่า คนโบราณ เขานึกอย่างไร ถึงมาเขียนภาพบนหน้าผาที่ขึ้นลงยากลำบากแบบนี้

ซึ่งหากอธิบายตามหลักการ ก็ประมาณว่า มันเกี่ยวกับพิธีกรรมโบราณอันศักดิ์สิทธิ์ของกลุ่มชนยุคนั้น แต่ถ้าจะเอาคำอธิบายแบบหลักเกิน ก็จะได้ว่า

“มันอาจเป็นการอัพสเตตัสของคนสมัยก่อนก็ได้ แบบอัพเฟสเดี๋ยวนี้ไง ทีนี้ สมัยก่อนยังไม่มีสามจี สี่จี เลยต้องมาอัพรูปบนหน้าผาจะได้อวดกลุ่มอื่น ๆ ได้” (อันนี้ ไร้สาระ เรื่อยเปื่อยครับ เกิดจากภาวะเหน็ดเหนื่อยระหว่างการเดินลงมาดูภาพ)

ก่อนออกจากผาแต้ม พวกเราแวะถ่ายภาพที่เสาเฉลียง ซึ่งเท่าที่รู้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนักร้องวงเฉลียง (เกิดทันไหมเอ่ย) แต่อย่างใด โดยเสาเฉลียงเป็นประติมากรรมหินทรายจากธรรมชาติ  ประกอบจากหินทรายสองชุดคือหินทรายยุคครีเตเชียส ชั้นบน (ซึ่งแข็งกว่า) และหินทรายยุคจูแรสซิก ชั้นล่าง (ซึ่งอ่อนกว่า) ถูกกัดกร่อนโดยน้ำและลมเป็นเวลากว่าร้อยล้านปี จนเม็ดทรายในเนื้อหินเชื่อมประสานกันแน่นส่งผลให้สามารถรักษารูปร่างได้ถึงปัจจุบัน และลำหรับชื่อ เสาเฉลียงนั้น แผลงมาจากคำว่า “สะเลียง” ซึ่งแปลว่าเสาหิน

chaleang

ออกจากผาแต้ม พวกเราก็มายังที่พัก ซึ่งเป็นรีสอร์ทริมลำน้ำมูล อากาศยามค่ำที่นี่เย็นได้ใจสุด ๆ และด้วยความที่เหนื่อยมาทั้งวัน ทำให้พวกเราหลับกันหมด ตั้งแต่ก่อนห้าทุ่ม โดยกะว่าจะเก็บแรงเอาไว้สำหรับไฮไลท์วันรุ่งขึ้น นั่นคือการเดินทางข้ามไปยังแคว้นจำปาศักดิ์ ดินแดนภาคใต้ของประเทศลาว

เช้าวันต่อมา หลังเก็บภาพสวยๆของบรรยากาศยามเช้าริมแม่น้ำมูลและเติมกระเพาะด้วยก๋วยจั๊บญวนแล้ว พวกเราก็มุ่งไปยังช่องเม็ก เพื่อจะข้ามไปยังฝั่งลาว โดยการข้ามไปนี้ ใช้แค่ใบผ่านทางซึ่งก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ใช้เวลาดำเนินการทั้งหมดไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เรียบร้อย

ubon31

หลังได้ใบผ่านทาง พวกเราก็เดินข้ามพรมแดนมายังฝั่งลาว โดยมีเป้าหมายคือ วัดภูจำปาศักด์ สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของแคว้นจำปาศักดิ์ ดินแดนภาคใต้ของลาว

วัดภูจำปาศักดิ์หรือ ปราสาทวัดภูนี้ มีชื่อเดิมว่า “ลึงคปรวตา” แปลว่า ภูเขาอันเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ ตามพงศาวดารของชาวกูยกล่าวว่า “ใกล้นครหลวง มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่า ลิงกิยโปโป (ลิงกภาวตา) ที่ยอดภูเขามีปราสาทหลังหนึ่ง มีทหารหนึ่งพันคนรักษาประจำอยู่ ปราสาทหลังนี้ สร้างให้แก่เทพเจ้าองค์หนึ่งโดยมีการฆ่าคนเป็นเครื่องบูชายัญทุก ๆ ปี พระเจ้าแผ่นดินได้เสด็จไปในปราสาททำพิธีบูชายัญด้วยพระองค์เองในเวลากลางคืน”

หลังข้ามแดน พวกเราก็เช่ารถตู้ของฝั่งลาวในราคาเหมา วันละ 2,500 บาท โดยราคานี้รวมค่าน้ำมันเรียบร้อย ซึ่งสภาพของรถใหม่เอี่ยม เบาะนุ่มและแอร์เย็น สบาย

pasak

ถนนของจำปาศักดิ์ยังไม่สมบูรณ์ดี แต่ก็ไม่ถึงกับแย่อะไรนัก มีลูกรังพอให้เป็นผิวสัมผัส แต่ที่น่าประทับใจคือทิวทัศน์สองข้างทางที่ดูงดงามและสงบสุขไม่ต่างกับชนบทของไทย ฝูงควายพบเห็นได้ตลอดทาง (และผมก็พยายามถ่ายรูปควายตลอดทาง แต่ไม่ได้เลยสักภาพ เพราะรถวิ่งเร็ว) และอดรู้สึกไม่ได้ว่าควายที่นี่ อ้วนท้วน สมบูรณ์กว่าบ้านเรา

ราวสิบโมงครึ่ง รถก็พาเรามาถึงปราสาทวัดภู โดยพวกเราลงรถที่เรือนรับรองนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นที่ที่เราจะต้องซื้อตั๋วเข้าชม โดยหลังจากซื้อตั๋วแล้ว พวกเราก็ไปขึ้นรถไฟฟ้าที่พาไปส่งยังบริเวณวัด จากนั้น ก็เป็นหน้าที่ของสองขาและหัวใจอันแข็งแกร่งล่ะ เพราะจากจุดนี้ไป พวกเราต้องเดินขึ้นบันไดหินโบราณที่แสนจะสูงชันเพื่อชมความงามของสถานที่แห่งนี้

ubon35

เมื่อเห็นสภาพของปราสาทที่สร้างติดเชิงผาและมีพื้นที่เป็นชั้นๆสูงขึ้นไปตามเชิงผาก็แทบจะมองเห็นภาพของที่นี่ ในยามที่มันถูกใช้เป็นเทวาลัย และไม่แน่ว่า ผู้ที่คิดสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นมาในสมัยนั้น อาจเตรียมที่นี่เอาไว้สำหรับเป็นที่มั่น ในยามเกิดสงครามด้วยก็เป็นได้ (จินตนาการไปเรื่อยล่ะครับ ผม)

watpuu

กว่าจะขึ้นถึงพื้นที่ด้านบนของปราสาทวัดภู ก็ทำเอาหมดแรงไปตามกัน แต่เมื่อขึ้นมาถึงแล้ว และมองไปยังภาพเบื้องล่าง ก็อดภูมิใจเล็ก ๆ ไม่ได้ว่า สังขารตัวเองยังแข็งแรงดีอยู่ (แต่ตอนเดินขึ้นหอบแฮ่ก ๆ)

watpu2

ด้านบนของปราสาทวัดภู มีบ่อน้ำมนต์ซึ่งมีน้ำที่ไหลจากรางมาลงบ่อ โดยน้ำดังกล่าวนี้ซึมออกมาจากหิน ซึ่งจากด้านบนนี้ พวกเรามองเห็นภาพอันงดงามของปราสาทและบึงน้ำเบื้องล่างที่ล้อมรอบด้วยดงไม้เขียวขจีที่เป็นพืดยาวจนถึงแนวภูเขาที่ไกลออกไป สายลมเย็นสบายที่พัดมาปะทะผิวหน้า ทำให้หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

watpu

เราใช้เวลาอยู่ที่ปราสาทวัดภูร่วมสามชั่วโมง ก่อนจะเดินทางไปยังตลาดปากเซ อันเป็นที่หมายที่สองและที่หมายสุดท้ายสำหรับการเที่ยวจำปาศักดิ์ แต่ก่อนจะไปต่อ พวกเราก็แวะทานมื้อเที่ยง (อันที่จริงต้องบอก มื้อบ่าย เพราะเกือบบ่ายสอง กว่าจะกินกัน) เพื่อเติมพลังก่อน ที่ร้านอาหารริมแม่น้ำโขง โดยมื้อแรกและมื้อเดียวสำหรับการมาเที่ยวลาวใต้ของพวกเรานี้ ประกอบด้วย ปลาคังลวกจิ้ม แกงอ่อนปลาคัง ลาบปลาคัง และส้มตำ (มื้อนี้ ปลาคังเพียบ)

หลังกินอิ่ม พวกเราไปยังตลาดปากเซ เพื่อหาซื้อสินค้าพื้นเมือง ซึ่งจะว่าไปตลาดใหญ่ของที่จำปาศักดิ์นี้ ก็ไม่ค่อยต่างอะไรกับตลาดของบ้านเราในต่างจังหวัดนัก สินค้าที่ขายก็คล้ายๆกัน มีแตกต่างก็พวกผ้าพื้นเมือง แถมของบางอย่างก็ไปจากฝั่งเรา อย่างไรก็ตาม ที่นี่มีเครื่องเงินสวย ๆ เยอะ ถ้ารู้จักต่อราคาดี ๆ ก็ไม่แพงด้วย

pakse

พวกเราออกจากปากเซและข้ามสะพานข้ามแม่น้ำโขงเพื่อกลับมายังช่องเม็ก ซึ่งก็มาถึงเอาเกือบหกโมงและเนื่องจากเป็นหน้าหนาว พอหกโมง ฟ้าก็มืดแล้ว แถมอากาศยังเย็นยะเยือกด้วย

คืนนี้ พวกเรามาพักที่บ้านพักของเขื่อนสิรินธร ซึ่งกว้างขวางและสะดวกสบายทีเดียว ส่วนมื้อเย็นนั้นก็ฝากท้องกับห้องอาหารของเขื่อนนี่แหละ และเมนูมื้อเย็นนี้ก็คือ ปลาคังต้มยำ ยำแหนม ปลาเนื้ออ่อนทอด กับคะน้าหมูกรอบ (ตอนนี้ เพื่อนร่วมทาง คนหนึ่งบอกว่า เริ่มหลอนกับปลาคังแล้ว เพราะเจอบ่อยเกิ๊น)

หลังกินข้าว เรากลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและนั่งดูทีวีพลางคุยกันพลาง และเนื่องจากช่วงนี้ ทางกรุงเทพกำลังมีความวุ่นวายทางการเมือง มีการชุมนุมหลายจุด ทำให้พวกเราต้องสนใจข่าวสารกันเป็นพิเศษ ด้วยเกรงว่า หากเกิดอะไรขึ้น จะตกข่าวแล้วคุยกับเขา ไม่รู้เรื่อง (อิอิ)

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เหนื่อยกันมาทั้งวัน พอถึงห้าทุ่ม พวกเราก็แยกย้ายกันไปนอน ซึ่งก็หลับสนิทแทบจะในทันทีที่หัวถึงหมอนก็ว่าได้

siri

ubon6

เช้าวันต่อมา พวกเราเดินเล่นจากบ้านพักไปถึงสันเขื่อนและเก็บภาพสวยๆของเขื่อนสิรินธรในยามเช้าพร้อมกับสัมผัสอากาศดี ๆ ก่อนจะมาทานมื้อเช้าและเก็บของ จากนั้นจึงมายังตัวเมืองเพื่อหาซื้อของฝาก

ubon9

หลังจากได้ของฝากครบถ้วน (คำนวณแล้ว น้ำหนักมากกว่าเสื้อผ้า สัมภาระทั้งหมดเสียอีก) พวกเราก็อำลาเพื่อนใจดีผู้ทำหน้าที่ไกด์ในทริปนี้และขึ้นรถทัวร์เพื่อเดินทางกลับพระนคร อันเป็นการปิดฉากการท่องเที่ยวนี้   

แม้การเดินทางอาจทำให้เราเหน็ดเหนื่อยและบางครั้งก็ไม่สบายนัก แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่า ที่น่าจดจำ เหนือสิ่งอื่นใด การออกท่องเที่ยวในสถานที่ใหม่ ๆ นั้น นอกจากเป็นการเปิดหูเปิดตาแล้ว ยังเป็นเติมพลังชีวิตให้กับตัวเราก่อนจะกลับมาต่อสู้บนเส้นทางชีวิตอันยาวไกลอีกครั้งหนึ่ง

บันทึกการเดินทางโดย สิงขรลักษณ์

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)