ภูฏาน นครแห่งหิมาลัย

สำหรับบันทึกการเดินทางครั้งนี้ เราได้เดินทางลัดฟ้าจากกรุงเทพมหานครข้ามไปสู่ดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า ที่ตั้งอยู่ ณ.เทือกเขาหิมาลัย ..แต่อืม…ถ้าพูดแบบนี้อาจจะมีบางคนที่งงกันบ้าง งั้นจะพูดใหม่แบบง่าย ๆ เลยว่า ทริปนี้ เป้าหมายก็คือ ภูฏาน ประเทศที่มีสมญานามว่า ดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า ครับผมเราเดินทางจากกรุงเทพเกือบ ๆ 7 โมงเช้าโดยสายการบินประจำชาติคือ ดรุ๊กแอร์ ไปแวะที่โกลกาต้าของอินเดียและมุ่งหน้าต่อไปสนามบินพาโร ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ก็ถึงที่หมาย ซึ่งใน วันแรกนี้ เราได้ไปแวะถ่ายรูปกับ “พาโรดซอง” แล้วขึ้นไปชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติภูฏาน ในพิพิธภัณฑ์ มีข้าวของเครื่องใช้เก่าแก่ และเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับประเทศนี้พอสมควร แต่ห้ามถ่ายรูป เลยไม่มีรูปมาให้ดูนะครับ

พาโรดซอง

สำหรับคำว่า ดซอง นั้น หมายถึง ปราการวัดครับ ก็อย่างที่เห็นในภาพนั่นแหละ เนื่องจากในสมัยโบราณ ดินแดนแห่งนี้มีลามะ ซึ่งเป็นพระสงฆ์ในนิกายมหายานสาขาหนึ่ง เป็นผู้ปกครองและมักจะถูกรุกรานจากพวกขุนศึกชาวทิเบตหลายครั้ง พวกลามะจึงได้สร้างวัดให้มีลักษณะแน่นหาเป็นส่วนผสมระหว่างวัดกับปราการเพื่อใช้ป้องกันการโจมตีจากข้าศึกครับ

ภายในวัดของที่นี่ จะเห็นกระบอกสี ๆ แขวนเป็นแนว เรียกว่า กงล้อพระธรรม เวลาที่ชาวบ้านเดินผ่านก็จะหมุนกันเสมอ คล้าย ๆ กับเป็นการสวดมนต์นั่นเอง นอกจากนั้นก็จะมีการผูกธงราวที่เขียนบทสวดอีกเช่นกัน เอาไว้ในที่ที่ลมพัดตลอดเวลา เพื่อเป็นการคล้าย ๆ กับให้ลมพัดพาเอาบทสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ไปให้ทั่วเมือง

กงล้อพระธรรม

ธงมนต์

หลังจากชมวัดกันแล้ว เราก็ไปทานอาหารกลางวันในเมืองพาโร อาหารก็จะมีปลาทอด ผัดผักขม ดั๊มปลิ้ง ฟักผัดชีส ผัดผักแห้ง ๆ แล้วก็มันฝรั่งทอด อาหารรสชาติค่อนข้างจืด เบียร์พื้นเมืองรสนุ่ม วิธีถนอมอาหารเค้าก็คือตากแดดครับ ที่ทุกๆบ้านมีก็จะเป็นพริกครับ เผ็ดมากด้วย พอเสร็จจากมื้อเที่ยง เราเดินทางไปเมืองหลวง คือเมืองทิมพู ระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร ซึ่งจะเป็นที่พักแรมในค่ำคืนแรกของเรา

วันที่สองเราได้ไปเยี่ยมชมโรงเรียนหัตถกรรมซึ่งก่อตั้งตั้งแต่ปี 1968 โรงเรียนจะเป็นแบบโรงเรียนประจำ มีสอนหัตถกรรมประจำชาติทุกรูปแบบ ตั้งแต่แกะสลักไม้ ทอผ้า ปักผ้า งานเหล็ก/โลหะ วาดภาพระบายสี มีร้านขายด้วย แต่ปิด จากนั้นไปดูสัตว์ประจำชาติคือ ทาคิน (Takin) สัตว์ภุเขา หน้าตาคล้ายแพะผสมเลียงผา แต่ลำตัวเหมือนวัว  ส่วนขนาดก็พอ ๆ กับแพะตัวโต ๆ เห็นจะได้  พวกมันถูกเลี้ยงในพื้นที่อนุรักษ์เล็ก ๆ ประมาณ 8 เอเคอร์ ทุกวันนี้ในธรรมชาติแทบจะไม่มีแล้ว จะพอหาได้บ้าง ก็บางส่วนในประเทศจีนทางตะวันตกเฉียงใต้

ทาคิน

จากนั้นเราก็ไปแวะดูโรงงานกระดาษแบบดั้งเดิม ซึ่งก็คล้าย ๆ กับกระดาษสา ของเรานั่นเอง คืนแรกกับคืนที่สองเรานอนพักที่โรงแรมจูโมลฮารี เค้าว่าเป็นบูติคโฮเตล ห้องค่อนข้างดีมาก ถ้าเทียบกับสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านแถวนั้น เป็นโรงแรมแบบตะวันตก การบริการดี อาหารอร่อย สามารถเดินเล่นในเมืองได้สะดวก ใกล้ ๆ โรงแรมมีสนามยิงธนูด้วยเลยได้ไปดูด้วย

วันที่สาม เราไปยังเมืองปูนาคา ซึ่งเริ่มต้นเดินทางตั้งแต่ 8.30 น. เพราะต้องเดินทางไกลหน่อย จริงๆแล้วระยะทางจากเมืองทิมพูไปยังเมืองปูนาคานั้นเพียงแค่ประมาณ 80 กิโลเมตร แต่เนื่องจากเส้นทางที่ไปสู่เมืองปูนาคานั้นต้องลัดเลาะไปตามภูเขาที่สลับซับซ้อน ที่มีจุดสูงสุดของเส้นทางอยู่ที่ 3,050 เมตร สภาพถนนก็เล็กและคดเคี้ยวมาก แถมด้วยการซ่อมแซมและขยายถนนที่มีอยู่ตลอดเส้นทาง การเดินทางจึงใช้เวลาไปประมาณ สองชั่วโมงครึ่ง

firstdzong

พอออกจากทิมพูมาเพียงประมาณยี่สิบนาทีก็ได้แวะถ่ายรูปกับ “ดซอง” แห่งแรกของภูฏาน ช่วงที่จอดถ่ายรูปก็ได้เจอครอบครัวน้อง ๆชาวภูฏานที่น่ารัก ก็แจกขนมไปตามระเบียบ ร้านขายของเล็ก ๆ ข้างทางก็มีผลไม้ที่ปลูกกันเอง ดูเหี่ยว ๆ หน่อย พร้อมด้วย มันฝรั่งยี่ห้อดังจากเมืองไทย และน้ำอัดลมทั้งจากไทยและอินเดีย นั่งมาอีกสักชั่วโมงก็ถึง “ดอชูล่า” ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญและเป็นที่นิยมอีกแห่งหนึ่งของภูฏาน อยู่ ณ จุดสุงสุดของเส้นทางที่ความสูง 3,050 เมตรจากระดับน้ำทะเล

ดอชูล่า

ทิวทัศน์โดยรอบ เป็นเทือกเขาสูง (มาก ๆ) โดยมีความสูงตั้งแต่ 6,000 เมตรขึ้นไป โดยยอดสูงที่สุดที่เห็น อยู่ที่ประมาณ 7,400 เมตร คล้ายจะเป็นแนวปราการธรรมชาติระหว่างภูฏานและทิเบต มาพูดถึงดอชูล่ากันอีกหน่อย ดอชูล่านั้นประกอบไปด้วยสถูปทั้งหมด 108 องค์ ที่เหมือน ๆ กัน ตำแหน่งที่ตั้งของดอชูล่านั้นสวยมากจริง ๆ ยิ่งหน้าหนาวที่มีหิมะ ปกคลุมด้วยแล้วยิ่งสวย (ดูจากโปสการ์ด) ทำให้รู้สึกอยากไปถ่ายรูปเก็บไว้ใน ช่วงหน้าหนาว

จากดอชูล่าเราเดินทางต่อไปอีกประมาณชั่วโมงนึงก็ถึงเมืองปูนาคาในหุบเขาด้านล่าง ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปไปตลอด เจอดอกซากุระด้วย แต่มีไม่กี่ต้นแค่พอให้ถ่ายรูปได้ ชาวนาที่นี่ต้องปลูกข้าวกันแบบขั้นบันได เพราะพื้นที่เป็นภูเขาอย่างที่เห็น วิวเลยสวย แปลกตาไปอีกแบบ 

จากนั้นไม่ไกลเราก็เดินทางมาถึงปูนาคา-ดซอง ซึ่งเป็น “ดซอง” ที่สำคัญมากแห่งหนึ่ง เพราะเป็นสถานที่จำวัตรของเถระชั้นผู้ใหญ่ (คล้ายสังฆราช) และราชวงศ์ในช่วงฤดูหนาวด้วย ตำแหน่งที่ตั้งของปูนาคา-ดซอง ก็ไม่ธรรมดา เพราะอยู่ริมแม่น้ำถึงสองสายในจุดที่ทั้ง สองสายจะมาบรรจบกันด้วย ด้วยเหตุนี้เมื่อปี 1994 เลยถูกน้ำท่วมเสียหายไปกว่าครึ่ง ปูนาคา-ดซอง มีขนาดใหญ่มากและสวยงามสะอาดสะอ้านเพราะต้องต้อนรับผู้มาเยือน เป็นจำนวนมากทั้งมาพักพิงและเยี่ยมชม

เมืองปูนาคา

ปูนาคา ดซอง

ขากลับแวะทานชาร้อน ๆ กลางทาง แต่หนาวเหลือเกิน ทานชากันจนหายหนาวแล้ว ก็เดินทางกลับทิมพู วันนี้เดินทางเหนื่อยพอดูเลย แต่คุ้มมาก ๆ คืนที่สามย้ายโรงแรมมานอนฝั่งตรงกันข้ามกับตัวเมือง เลยได้เห็นวิวเมืองหลวงเค้าได้ถนัดตา ขนาดของทิมพูน่าจะพอ ๆกับอำเภอขนาดเล็ก ๆ ของบ้านเรา มีแม่น้ำไหลผ่าน ล้อมรอมด้วยขุนเขา มีร้านรวงขายของเยอะกว่าที่อื่น ๆ มีคาราโอเกะและโบลิ่งด้วย

timpuzong

ทิมพู ดซอง

ตื่นมาวันที่สี่พวกเราก็ได้ไปเยี่ยมชม ทิมพู-ดซอง อย่างใกล้ชิด จากนั้นเราก็แวะไปไปรษณีย์นิดนึงซื้อแสตมป์สวยๆกลับบ้าน ลืมบอกไปว่าส่งจดหมายหรือโปสการ์ดกลับมาเมืองไทยเค้าคิด 20 นู ก็เท่ากับประมาณ เกือบ ๆ 20 บาทของเรา จากนั้นเราก็ออกเดินทางจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่เมืองพาโร

ขากลับไปพาโรใช้เวลาน้อยลง กว่าขามาหน่อยเพราะถนนทำเสร็จไปหลายจุดแล้วและรถไม่เยอะเท่าไหร่ จุดหมายแรกก็คือ พาโร-ดซอง อีกแล้ว แต่คราวนี้ได้เดินเข้าไปเยี่ยมชมด้วย สะพานที่เดิน ข้ามไปก็มีธงราวแขวนอยู่เต็มไปหมด ดูขลังและสวยไปอีกแบบ ขึ้นไปถึงดซ้องก็เจอ สามเณรออกมานั่งรับไออุ่นยามเที่ยงวันกันเพียบเลย เนื่องภายในก็เป็นที่ร่ำเรียนของสามเณรด้วย

paro2

จากดซองก็สามารถมองเห็นส่วนหนึ่งของเมืองพาโรได้ และเห็นพระราชวังสำหรับกษัตริย์ และราชวงศ์เวลามารอขึ้นเครื่องบินด้วย จากนั้นก็ไปทานข้าวกลางวันแล้วก็ออกเดินทางไปชมดรุ๊กเยล-ดซอง (Drukgyel Dzong) ซึ่งเป็นดซองที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง ชื่อดซองแห่งนี้หมายความถึง ชัยชนะของภูฏานที่มีต่อข้าศึกระหว่างทางก็ได้จอดรถชมทักซัง (Taktsang) หรือที่ เรียกกันอีกอย่างว่า Tiger’s Nest เป็นอารามที่สร้างได้สุดยอดมาก เพราะสร้างบนหน้าผาหิน ที่สูงน่าหวาดเสียว เราไม่ได้เดินขึ้นไปชมเพราะใช้เวลามาก ขึ้น-ลงใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง

taksang

ทักซัง

drugyal

ดรุ๊กเยล-ดซอง

ลงจากดรุ๊กเยล-ดซองแล้วก็ไปวัดแห่งแรกของภูฏาน เรื่องชื่อนี่จำไม่ได้จริง ๆ วัดนี้สร้างขึ้น โดยกษัตริย์ทิเบตตั้งแต่ช่วงคริสตศตวรรษที่ 7 ก่อนที่ศาสนาพุทธจะเข้ามายังภูฏาน  ด้านในก็มีพระพุทธรูปเก่าแก่มากมาย ดูแล้วขลังมาก ๆ แต่ก็ห้ามถ่ายรูปอีกเช่นกัน เป็นอันจบรายการทัวร์ของเราเพียงเท่านี้

คืนนี้เรานอนกันที่พาโร เป็นที่พักสไตล์บังกาโล ชื่อ Pelri Cottage อากาศหนาวดี ตอนเช้าตื่นมาเดินก็เจอแม่คะนิ้งอยู่ทั่วไป เช้าวันนี้ เราออกเดินทางไปสนามบินตั้งแต่ยังไม่เจ็ดโมง เพราะเครื่องเราออกตอนแปดโมงครึ่ง กลับมาถึงบ้านเอาราว ๆ บ่ายสองโมง เป็นอันครบถ้วนสมบูรณ์สำหรับการเดินทางครั้งนี้

**************************

บันทึกการเดินทางโดย จุลล์ จูงวงศ์

Related posts:

2 thoughts on “ภูฏาน นครแห่งหิมาลัย

  • ธันวาคม 14, 2012 at 12:17 am
    Permalink

    สวยจังเลยค่ะ ถ้าไปเห็นเองจะดีมากๆ ขอบคุณสำหรับภาพสวยๆ เรื่องดีๆนะคะ

    Reply
  • ธันวาคม 14, 2012 at 7:15 am
    Permalink

    สวยค่ะ อยากไปมั่งจัง

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


* (required)