แรงพยาบาทแห่งคาลการ์ธ

ความโลภเปรียบเสมือนปีศาจร้ายและยามที่มนุษย์คนใดถูกความโลภเข้าครอบงำแล้ว เขาก็มักจะกระทำตนไม่ต่างจากปีศาจต่ำช้าที่ทำได้ทุกอย่าง เพื่อให้ได้ซึ่งสิ่งที่ต้องการ ไม่เว้นแม้แต่การทำร้ายผู้บริสุทธิ์ และสุดท้ายแล้ว ผู้ที่ถูกความโลภเข้าครอบงำนั้น ก็มักหนีไปพ้นกรรมที่ตนได้ก่อไว้ในศตวรรษที่ 16 มีเศรษฐีเจ้าของที่ดินผู้หนึ่งนามว่า ไมลส์ ฟิลิปสัน เขาได้ครอบครองที่ดินมากมายรอบทะเลสาปในพื้นที่ชนบทรอบวิน เดอร์เมียร์ ทว่ายังมีที่แปลงหนึ่งที่อยู่ในทำเลอันสวยงามและเขาก็ต้องการที่ผืนนั้นมาก แต่ที่ผืนดังกล่าวเป็นของชาวไร่สองผัวเมีย ชื่อ นายคราสเตอร์และนางโดโรธี คุค ทั้งสองรักที่ผืนนี้มากเนื่องจากเป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่มีความหมายกับพวกเขามากที่สุด ทั้งสองจึงปฏิเสธในทันทีที่ฟิลิปสันส่งคนไปทาบทามขอซื้อ

ไมลส์ ฟิลิปสันโกรธมากที่ถูกปฏิเสธ เขาจึงแผนเพื่อยึดครองที่ดินของทั้งสอง โดยทำทีเป็นเชิญทั้งคู่มางานเลี้ยงวันคริสต์มาสที่บ้านของเขา ซึ่งแม้ว่าครอบครัวคุคจะยอมมาตามคำเชิญ แต่ทั้งสองก็ระวังตัวอย่างเต็มที่ ทว่าการต้อนรับอย่างดีของเจ้าภาพทำให้ทั้งคู่เริ่มคลายใจและเมื่องานเลี้ยงจบลง ไมลส์ก็ได้มอบทองคำหนึ่งถาดให้คนทั้งสอง โดยบอกว่าขอมอบให้เป็นของขวัญวันคริสต์มาส ซึ่งทั้งสองก็ตกลงรับเอาไว้ 

เช้าวันรุ่งขึ้น ได้มีตำรวจบุกไปจับคราสเตอร์และโดโรธีที่บ้าน และนำไปขังไว้หนึ่งสัปดาห์โดยที่ทั้งสองไม่รู้เลยว่า พวกตนทำอะไรผิด จนกระทั่งเมื่อถูกนำตัวมาขึ้นศาลพวกเขาจึงทราบว่า ตนถูกกล่าวหาในโทษฐานขโมยทองคำของไมลส์ ฟิลิปสันมาหนึ่งถาด

ฟิลิปสันได้ตั้งตนทำหน้าที่ผู้พิพากษาเสียเอง และลงโทษให้ประหารชีวิตสองผัวเมียด้วยการแขวนคอ ในระหว่างนั้น นางโดโรธีได้ลุกขึ้นยืนและกรีดร้องอย่างโกรธแค้นก่อนจะประกาศก้อง“ขอให้ท่านจงสำรวจตัวเองดูเถอะว่า ทำเช่นนี้ได้อย่างไร ทั้งที่ท่านแสนจะมั่งคั่ง สักวันหนึ่ง ท่านจะไม่มีที่ดินเหลือสักเอเคอร์เดียวและท่านจะไม่มีวันกำจัดพวกข้าไปได้” นางพูดพลางร่ำไห้และสาปแช่งไปด้วย  

นายฟิลิปสัน ไม่สนใจความโกรธแค้นและคำสาปแช่งของอีกฝ่าย เขามองภาพทั้งหมดอย่างพอใจที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ก่อนจะสั่งให้เพชฌฆาตนำตัวสองสามีภรรยาคุคไปแขวนคอยังตะแลงแกงทันที จากนั้นไม่กี่วัน เขาก็ได้เข้าครอบครองที่ดินของทั้งคู่สมดังใจและสั่งการให้สร้างคฤหาสน์หลังใหญ่อันโอ่อ่างดงามบนที่ดินแปลงนั้นและตั้งชื่อว่า คาลการ์ธ

หลังคฤหาสน์คาลการ์ธสร้างเสร็จแล้ว ในปีรุ่งขึ้น ไมลส์ ฟิลิปสันได้จัดงานเลี้ยงฉลองเทศกาลคริสต์มาสอย่างใหญ่โตขึ้นที่บริเวณสนามหญ้าอันกว้างขวางด้านหน้าบ้านและเชิญแขกเหรื่อมาร่วมงานจำนวนมากโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น 

ทว่าขณะที่งานเลี้ยงกำลังดำเนินไปอย่างสนุกสนามรื่นเริงนั้นเอง ก็ได้มีเสียงหวีดร้องด้วยความตื่นกลัวสุดขีดดังมาจากในคฤหาสน์ และเมื่อทุกคนวิ่งเข้าไปดู ก็พบภรรยาของไมลส์ยืนหน้าซีด ตัวสั่น อยู่ตรงบันไดทางขึ้นชั้นบน สายตาของเธอจับจ้องไปมุมอับของราวบันได โดยสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงนั้นก็คือ หัวกระโหลกมนุษย์สองหัวซึ่งขากรรไกรของพวกมันอยู่ในท่าที่คล้ายกับว่ากำลังฉีกยิ้ม

ไมลส์คว้ากระโหลกทั้งสองขว้างทิ้งออกไปยังสนามนอกบ้านด้วยความโกรธเกรี้ยวและสบถสาบานว่าจะต้องเอาตัวเจ้าคนที่บังอาจเล่นตลกร้ายกับเขาแบบนี้มาลงโทษให้ได้ อย่างไรก็ตาม เหตุที่เกิดขึ้นก็ทำให้บรรดาแขกที่มาร่วมงานรู้สึกไม่ค่อยดีและพากันขอตัวลากลับไปจนหมด นาย ฟิลิปสันจึงยุติงานและเข้านอนแต่หัวค่ำ ทว่าในคืนนั้นก็ได้เกิดลมพัดกรรโชกรุนแรงผิดปกติ และในเสียงหวีดหวิวของลมนั้นเอง ก็ฟังคล้ายจะมีเสียงพึมพำด้วยความเคียดแค้นสลับกับเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังปะปนมาด้วย จากนั้นก็มีเสียงหวีดร้องของบรรดาคนรับใช้ในบ้านดังขึ้นและกระโหลกมนุษย์ก็ได้มาปรากฏอยู่ที่ซอกราวบันไดอีกครั้ง

ไมลส์ ฟิลิปสันทำทุกอย่างที่จะกำจัดกระโหลกพวกนั้น ไม่ว่า โยนทิ้ง ขุดฝังและเผา แต่สุดท้ายก็จะมีกระโหลกมนุษย์มาปรากฏอยู่ที่เดิม พร้อมเสียงกรีดร้อง เสียงพึมพำและเสียงร่ำไห้ ดังเช่นนี้ทุกคืนจนไม่มีใครหลับลงได้และไม่นานก็มีข่าวร้ายโจษจันไปทั่วว่า มีกระโหลกผีและวิญญาณร้ายคอยหลอกหลอนผู้คนในคฤหาสน์คาลการ์ธ

จากนั้นต่อมา ธุรกิจของไมลล์เริ่มประสบปัญหา รายได้ลดลงและขาดทุน กิจการทั้งหมดของเขาเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว จนทำให้ครอบครัวฟิลิปสันต้องล้มละลายและไมลส์ก็เสียชีวิตด้วยความทุกข์ระทม

ในคืนที่จัดงานศพของไมลส์ ได้มีลมพัดกรรโชกรุนแรง เสียงหวีดหวิวโหยหวนดังสลับเสียงหัวเราะลั่นด้วยความสะใจของผู้ชายกับผู้หญิงดังอยู่ตลอดคืนและติดต่อกันไปทุกคืนหลังจากนั้น 

หัวกระโหลกผียังคงอาละวาดหลอกหลอนคนในคฤหาสน์แทบทุกคืน จนทายาทที่มาครอบครองต่อจากไมลส์ ไม่มีเวลาได้พักผ่อนอย่างสงบเลย  โดยการอาละวาดจะรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงคริสต์มาสและวันครอบรอบการตายของสองสามีภรรยา คราสเตอร์ กับโดโรธี คุค   

เมื่อทายาทของไมลล์ ยากจนลง ก็หมดปัญญาจะรักษาคฤหาสน์หลังนั้นเอาไว้ได้และจำต้องขายให้คนอื่นไปในที่สุด ซึ่งหลังจากคฤหาสน์ถูกขายไปแล้ว หัวกระโหลกและวิญญาณอาฆาตก็หายไปอย่างสงบ โดยไม่ปรากฏให้เห็นอีกเลย

 

Related posts:

2 thoughts on “แรงพยาบาทแห่งคาลการ์ธ

  • ธันวาคม 24, 2011 at 7:29 pm
    Permalink

    ความโลภทำให้คนทำได้ทุกอย่าง อ่านเรื่องนี้แล้วสงสารสองสามีภรรยาที่ถูกใสร้ายจัง สุดท้ายเลยต้องกลายเป็นวิญญาณมาทวงความเป็นธรรมให้ตัวเอง

    Reply
  • ธันวาคม 9, 2014 at 4:48 am
    Permalink

    ใช้สกิล กรีดร้อง ทำให้ฝ่ายตรงข้ามลดดาเมจ
    และความเร็วเคลื่อนที่เป็นเวลา 4 วินาที 555

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*