บางระจัน พวกเขาสู้เพราะอะไร

วีรกรรมของชาวบ้านบางระจัน เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่คนไทยรู้จักดี ทั้งเรื่องนายทองเหม็น นักรบบนหลังควายผู้ดุดันหนึ่งในสิบเอ็ดวีรชนผู้เป็นหัวหน้าค่าย การยืนหยัดต้านพม่าถึงแปดครั้ง และเรื่องราวสุดสะเทือนอารมณ์ที่บางระจันต้องแตก เพราะขาดปืนใหญ่

rajan12

ทว่า มีหลายคำถาม เกี่ยวกับเรื่องราวของวีรกรรมแห่งบางระจันที่น่าจะยังไม่มีคำตอบชัดเจน โดยเฉพาะเหตุผลที่ว่า อะไร ทำให้ชาวค่ายระจันเพียงหยิบมือต่อสู้กับกองทัพอังวะซึ่งมีพลหลายหมื่น เขาสู้เพราะอะไร และแท้จริง เพื่ออะไร ซึ่งแม้บทความนี้ อาจเป็นเพียงทรรศนะส่วนตัวของผู้เขียน ผสมกับข้อมูลที่รวบรวมจากพระราชพงศาวดาร แต่ก็อาจจุดประกายความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องราวของนักรบสามัญชนในพระราชพงศาวดารนี้ได้บ้าง

ในปี พ.ศ. 2308 พระเจ้าเชงพยูเชง(พระเจ้าช้างเผือก) หรือ พระเจ้ามังระ ที่รู้จักกันในพงศาวดารไทย ทรงมีพระบัญชาให้ เนเมียวสีหบดีนำทัพสองหมื่นจากกรุงอังวะสมทบกับไพร่พลอีกสองหมื่นจากล้านนาและล้านช้างยกเข้าตีกรุงศรีอยุธยาจากทางเหนือ และทรงให้ มังมหานรธานำพลสองหมื่นสมทบกับทัพจากทวายและหัวเมืองมอญภาคใต้ อีกกว่าหมื่นหกพัน เข้าตีกรุงศรีอยุธยาจากด้านใต้ โดยทั้งสองทัพมีไพร่พลรวมทั้งสิ้น กว่าเจ็ดหมื่นหกพันคน ทว่าหลังจากยกเข้าเขตแดนราชอาณาจักรอยุธยาแล้ว ทัพอังวะได้ระดมรี้พลเพิ่มเติมจากหัวเมืองของอยุธยาที่เข้าสวามิภักดิ์(ข้อมูลจากมหาราชวงษ์พงศาวดารพม่า ฉบับหอแก้ว) จนได้ไพร่พลรวมเกือบหนึ่งแสน โดยตามแผนการนั้นคือ ทัพของเนเมียวสีหบดีจะเข้าตีทางเหนือและทัพของมังมหานรธาจะเข้าทางใต้ ประสานกันตีกรุงศรีอยุธยา

bangrajan

ในยามนั้น ทัพฝ่ายเหนือของมังมหานรธาได้พบกับการต่อต้านที่สำคัญจากชาวบ้านกลุ่มหนึ่งในแขวงเมืองสิงห์บุรี โดยชาวบ้านเหล่านี้มาจากหลายพื้นที่ ได้แก่ วิเศษไชยชาญ สรรคบุรี สุพรรณบุรี และสิงห์บุรีเอง ทั้งหมดได้รวมพลต่อต้านทัพพม่าที่บ้านระจัน โดยการนำของวีรชนสิบเอ็ดท่านคือ พันเรือง นายทองแสงใหญ่ ขุนสรรค์ นายทองเหม็น นายจันหนวดเขี้ยว นายโชติ นายอิน นายเมือง นายดอกไม้ นายทองแก้ว นายแท่น โดยได้นิมนต์พระอาจารย์ธรรมโชติจากวัดเขานางบวชที่สุพรรณบุรีมาจำพรรษายังวัดโพธิ์เก้าต้น ที่ค่ายบางระจันเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

ชาวค่ายบ้านระจันสามารถต่อต้านการบุกของพม่าได้ถึงแปดครั้ง ทั้งยังสังหารนายทัพพม่าได้อีกหลายคน ทำให้ทัพอังวะต้องเสียเวลาถึงห้าเดือนกว่าจะทำลายค่ายนี้ลงได้ โดยให้ซุคยี พระนายกองชาวมอญ หรือที่รู้จักกันในนาม สุกี้พระนายกอง นำพลสองพันพร้อมกองปืนใหญ่เข้าทำลายค่ายบ้านระจันจนพินาศ พร้อมชีวิตของสิบเอ็ดวีรชนและชาวค่ายรวมพันคน ขณะที่ทัพอังวะเสียไพร่พลไปกว่าสามพันนาย จากนั้น อีกแปดเดือนเศษ คือ  เทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2310 กรุงศรีอยุธยาก็เสียแก่ทัพอังวะ ในสงครามที่เรียกว่า สงครามเสียกรุงครั้งที่สอง

ทั้งหมด คือเรื่องราวของชาวบ้านบางระจัน วีรชนสมัยที่อยู่ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตเลขาและอีกหลายฉบับ ทว่า ก็มีนักประวัติศาสตร์หลายท่านที่กังขาในเรื่องการมีอยู่จริงของชาวบ้านบางระจัน เนื่องจากพระราชพงศาวดารที่เขียนถึงชาวบางระจันนั้น ถูกเขียนขึ้นหลังสงครามเสียกรุงครั้งที่สองถึงเกือบหนึ่งร้อยปี อีกทั้งไม่มีการกล่าวถึงเรื่องราวของชาวบ้านบางระจันในบันทึกใดๆของพม่า อย่างไรก็ตาม ในพงศาวดารพม่า ได้มีการกล่าวถึงการต่อต้านของชาวไทยกลุ่มเล็กๆ ที่ต่อสู้กับกองทัพฝ่ายเหนือของเนเมียวสีหบดี จนทำให้กองทัพฝ่ายเหนือ ต้องล่าช้าไปถึงห้าเดือนกว่าจะลงมาประสานกับทัพฝ่ายใต้เพื่อล้อมกรุงศรีอยุธยาได้ ซึ่งจากบันทึกของฝ่ายพม่า เขียนไว้ว่าการต่อต้านเหล่านี้ เกิดแถวพื้นที่แถบลุ่มน้ำวัง ซึ่งบางที เรื่องราวนี้ อาจเป็นจุดกำเนิดของวีรกรรมชาวบางระจันในภายหลัง (หรือในอีกมุมหนึ่ง ชาวพม่าอาจเขียนชื่อสถานที่ผิดไปก็เป็นได้)

อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมที่ว่า ชาวบ้านบางระจัน มีจริง พวกเขาก็น่าจะเป็นลักษณะของชุมชนกึ่งอิสระที่รวบรวมคนเพื่อปกป้องบ้านเกิดจากการรุกรานของข้าศึก และที่แน่ๆคือ ชาวบ้านบางระจันคงไม่ได้มองว่าตนเองกำลังทำสงครามเพื่อปกป้องชาติบ้านเมือง หรือ แม้แต่ปกป้องกรุงศรีอยุธยา หากแต่สงครามที่พวกเขาทำ คือการปกป้องบ้านเกิดเมืองนอน และครอบครัว รวมทั้งอาจเพื่อแก้แค้นข้าศึกที่มาข่มเหงปล้นชิงอย่างทารุณ

ทว่าแล้วเหตุใด ชาวบางระจันจึงไม่เลือกที่จะหนี แต่กลับปักหลักสู้ ทั้งๆที่รู้ว่า ข้าศึกที่ยกมามีรี้พลร่วมแสน ซึ่งหากจะหาเหตุผลข้อนี้ คงต้องย้อนกลับไปหกปีก่อนหน้านั้น ที่พระเจ้าอลองพญา กษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์คองบองของพม่า ยกไพร่พลเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา โดยในครั้งนั้นทัพอังวะมีรี้พลร่วมห้าหมื่น ยกเข้าทางด่านสิงขรและสามารถตีกองทัพใหญ่ของอยุธยาแตกพ่ายไปทุกทัพ ก่อนเข้าประชิดพระนคร ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วทั้งพระนคร ถึงกับมีกระแสเรียกร้องให้เจ้าฟ้าอุทุมพรที่ออกผนวชอยู่ ลาสิกขามาช่วยบัญชาการรบ ทว่าสถานการณ์ที่เลวร้ายนั้น ก็กลับคลี่คลายได้อย่างรวดเร็วราวปาฏิหาริย์ เมื่อพระเจ้าอลองพญาทรงถอยทัพหลังล้อมพระนครได้ไม่กี่วัน เนื่องจากทรงได้รับบาดเจ็บเพราะปืนใหญ่ระเบิดใส่ ขณะที่ทรงบัญชาการให้ยิงปืนใหญ่ถล่มกรุงศรีอยุธยา (ในพงศาวดารพม่า ว่าพระองค์ประชวรด้วยโรคบิดจนต้องถอยทัพกลับและไปสวรรคตที่ชายแดน) ซึ่งหลังจากถอยทัพไปถึงชายแดน พระเจ้าอลองพญาก็สวรรคต

การที่ศึกใหญ่ครั้งนั้น จบลงอย่างรวดเร็วโดยไม่คาดฝัน อาจทำให้ชาวไทยในสมัยนั้น เชื่อว่า ในสงครามปี พ.ศ. 2308 ก็น่าจะจบลงแบบเดียวกัน อีกทั้งการที่ชัยภูมิของกรุงศรีฯเป็นที่ลุ่ม และจะถูกน้ำหลากท่วมจนกลายเป็นเกาะในหน้าน้ำ จนไม่มีกองทัพใดสามารถตั้งมั่นล้อมพระนครได้ ก็คงเป็นเหตุผลสมทบที่ทำให้ทุกคนเชื่อว่า ไม่นาน ศึกนี้ต้องจบลง โดยที่อยุธยาจะรอดปลอดภัย

bangrajan3

และชาวบางระจันที่เลือกจะปักหลักสู้แทนการหนีไปเผชิญความลำบากในป่าดง(ต้องเข้าใจว่า การเลือกหนีเข้าป่าในยุคสองร้อยกว่าปีก่อนนั้น เต็มไปด้วยอันตรายทั้งจากสัตว์ร้าย โจรป่าและโรคภัย โดยเฉพาะกับครอบครัวที่มีทั้งเด็กและคนแก่ การหนีเข้าป่าไม่ใช่ทางเลือกที่ควรทำเลยแม้แต่น้อย) ก็น่าจะคิดแบบเดียวกับชาวกรุงศรีฯทั้งหลาย ว่า หากพวกเขารวมแรงรวมใจต้านข้าศึกได้สักระยะหนึ่ง ก็อาจมีเหตุให้พวกข้าศึกถอยกลับไป หรืออย่างน้อย หากสามารถตั้งรับทัพพม่าได้ จนถึงหน้าน้ำหลากมาเมื่อใด ทัพอังวะก็ต้องล่าถอยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อทัพอังวะไม่ถอยและมุ่งมั่นจะตีกรุงศรีฯให้ได้ โดยเตรียมแผนสำหรับรับมือกับน้ำหลากที่จะมาถึงไว้แล้วด้วยการสร้างเรือแพจำนวนมากและย้ายช้างม้ากับปืนใหญ่ไปไว้ตามวัดซึ่งตั้งอยู่ในที่สูง  จึงทำให้ความหวังที่จะอยู่รอดทั้งของชาวบางระจันและกรุงศรีอยุธยาต้องดับลง

ทว่าสำหรับเหล่าวีรชนแห่งบางระจันนั้น ไม่ว่าแท้จริง เขาจะสู้เพราะอะไรหรือเพื่อสิ่งใด แต่สิ่งที่พวกเขาได้ทำ ก็ถือเป็นความกล้าหาญที่น่ายกย่อง สำหรับชนรุ่นหลังสืบมา

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*