บทเรียนจากการเสียกรุง


.
…..ในประวัติศาสตร์ไทย เหตุการณ์ที่คนไทยจดจำกันได้มากที่สุด ก็คือ การเสียกรุงครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง ซึ่งในการเสียกรุงครั้งแรกนั้น เราต้องตกเป็นประเทศราชของชนชาติอื่นยาวนานถึง 15 ปี ขณะที่การเสียกรุงครั้งที่สองนั้น เป็นเรื่องราวที่สะเทือนใจยิ่งกว่า เนื่องจากในครั้งนี้ กรุงศรีอยุธยาที่ดำรงสถานภาพของพระมหานครยาวนานมากว่า 400 ปี ต้องถึงกาลพินาศลง
.
…..ก่อนที่จะพูดถึงบทเรียนจากเหตุการณ์ทั้งสอง เราน่าจะลองย้อนเวลากลับไปดูก่อนว่า เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยจะเริ่มจากการเสียกรุงครั้งแรกก่อน
.

…..ในช่วงเวลาก่อนที่อโยธยาจะเริ่มทำศึกกับหงสาวดีนั้น ภายในอาณาจักรอโยธยาเอง ได้มีความแตกแยกขัดแย้งแฝงอยู่ภายใน อันมีสาเหตุมาจากความรู้สึกแบ่งเขาแบ่งเราของบรรดาเจ้าราชวงศ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมืองในเวลานั้น โดยราชวงศ์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมืองอโธยาในเวลานั้นมีอยู่สี่เชื้อสายราชวงศ์ด้วยกันคือ กลุ่มราชวงศ์สุพรรณภูมิ กลุ่มราชวงศ์สุโขทัยหรือหัวเมืองฝ่ายเหนือ กลุ่มราชวงศ์ละโว้อู่ทองและกลุ่มราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช หรือ หัวเมืองฝ่ายใต้
.

…..ในช่วงแรก ได้มีการแก่งแย่งอำนาจระหว่างกลุ่มละโว้กับสุพรรณภูมิ ซึ่งในตอนท้ายที่สุด กลุ่มสุพรรณภูมิที่ได้รับแรงหนุนจากกลุ่มสุโขทัยก็สามารถกำจัดอำนาจกลุ่มละโว้ลงได้จนหมดสิ้น และนั่นเองที่ทำให้ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มสุพรรณภูมิกับสุโขทัยได้ก่อตัวขึ้นมา เนื่องจาก ราชวงศ์สุโขทัยนั้นต้องการฟื้นฟูอำนาจของพวกตนในหัวเมืองฝ่ายเหนือขึ้นมาใหม่ หากแต่ราชวงศ์สุพรรณภูมิที่ปกครองอาณาจักรอยู่นั้นไม่ยินยอม จนมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ พญายุทธิษเฐียรเจ้านายฝ่ายสุโขทัยได้แปรภักตร์หันไปพึ่งอาณาจักรล้านนาให้มาช่วย จนเกิดสงครามยาวนานระหว่างสมเด็จพระบรมไตรโลกแห่งอโยธยากับพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา เพื่อแย่งชิงหัวเมืองฝ่ายเหนือ
.

…..แม้ว่าในท้ายที่สุด อโยธยาจะชนะศึกและรักษาหัวเมืองฝ่ายเหนือเอาไว้ได้ แต่ความขัดแย้งก็ยังคงคุกรุ่นในกลุ่มเจ้าเมืองและเชื้อพระวงศ์สุโขทัย จนมาถึงครั้งที่ขุนพิเรนทรเทพผู้สืบเชื้อสายวงศ์สุโขทัยใช้กำลังขุนนางฝ่ายเหนือกำจัดท้าวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศา เจ้านายสายละโว้ที่ขึ้นมาชิงอำนาจจากราชวงศ์สุพรรณภูมิ โดยหลังจากกำจัดทั้งสองไปแล้ว ขุนพิเรนทรเทพกับพรรคพวกก็สนับสนุนให้พระเฑียรราชาขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งพระองค์ก็ตอบแทนความชอบของขุนพิเรนทรเทพด้วยการแต่งตั้งให้เป็นพระธรรมราชาปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือในฐานะเจ้าประเทศราช ซึ่งทำให้ราชวงศ์สุโขทัยฟื้นอำนาจของตนขึ้นมาในระดับหนึ่ง
.

…..หลังศึกตะเบ็งชะเวตี้ผ่านไป อำนาจของหัวเมืองฝ่ายเหนือค่อยๆเพิ่มพูนอย่างช้าๆ จนทำให้กลุ่มราชวงศ์สุพรรณภูมิเริ่มไม่ไว้วางใจ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะเกี่ยวดองกันผ่านการสมรสโดยพระธรรมราชามีพระมเหสีคือ พระวิสุทธิกษัตรี พระราชธิดาของ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ทั้งฝ่ายมีความไว้วางใจต่อกันมากขึ้นสักเท่าใด
.

…..ต่อมา เมื่อพระเจ้าบุเรงนองยกทัพหงสาวดีมาตีอโยธยาในสงครามช้างเผือก กองทัพหงสาได้เข้าตีหัวเมืองฝ่ายเหนือและล้อมพิษณุโลกเอาไว้ ก่อนจะตีได้เวลาครึ่งเดือน ซึ่งตลอดเวลาที่ทัพหงสาเข้ารุกรานหัวเมืองฝ่ายเหนือไม่ปรากฏความช่วยเหลือจากกรุงศรีอยุธยาแต่อย่างใด ดังนั้นหลังจากสิ้นสงครามช้างเผือกแล้ว บรรดาหัวเมืองฝ่ายเหนือที่ไม่พอใจในท่าทีของกรุงศรีอยุธยาก็หันมาเข้ากับหงสาวดีแทน
.

…..และเมื่อบุเรงนองยกทัพมาอีกครั้งใน พ.ศ.2112 พระมหาธรรมราชาก็นำทัพฝ่ายเหนือเข้าช่วยทัพหงสาวดีตีกรุงศรีอยุธยาด้วย ครั้นเมื่อทัพหงสาวดียึดกรุงได้แล้วก็กวาดต้อนผู้คน ข้าทหารของกรุงศรี ตลอดจนเจ้านายเชื้อพระวงศ์สุพรรณภูมิกลับหงสาวดีและแต่งตั้งให้พระมหาธรรมราชาเป็นพระเจ้ากรุงศรีอโยธยา
.

…..กล่าวโดยสรุปจากเหตุการณ์ข้างต้นนั้น บอกให้รู้ว่า การที่เราต้องเสียกรุงในครั้งแรกนั้น เกิดมาจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้บริหารของบ้านเมืองที่ต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจกันเองเป็นทุนเดิม ประกอบกับพลเมืองของหัวเมืองฝ่ายเหนือและอโยธยาต่างก็คิดว่า อีกฝ่ายมิใช่พวกเดียวกับตน มีการแบ่งแยกเป็นฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ จนเมื่อข้าศึกจากภายนอกจับจุดอ่อนนี้ได้ และทำให้ความขัดแย้งนั้นขยายตัวจนกลายเป็นความแตกแยก จึงทำให้ไทยต้องเสียกรุงไปในที่สุด
.

…..อาจกล่าวได้ว่า การเสียกรุงครั้งแรกนั้นมีเหตุใหญ่มาจากความรู้สึกแบ่งเขาแบ่งเราของบรรดาผู้บริหารอาณาจักร การขาดความเป็นนำหนึ่งใจเดียวกันของพลเมือง จึงทำให้ไม่อาจต้านทานแสนยานุภาพของข้าศึกศัตรูได้
.
…..สำหรับการเสียกรุงครั้งที่สองนั้น ค่อนข้างแตกต่างกัน เนื่องจากในยุคนี้ไม่มีการแบ่งแยกหัวเมืองฝ่ายเหนือฝ่ายใต้เหมือนแต่ก่อน โดยทางกรุงศรีได้ปรับการบริหารบ้านเมืองโดยส่งขุนนางจากส่วนกลางไปครองเมืองและดึงอำนาจการบริหารเข้าศูนย์กลาง พร้อมๆกับบั่นทอนความเข้มแข็งของหัวเมืองลง เพื่อมิให้หัวเมืองเหล่านั้นมีกำลังพอก่อความวุ่นวายได้
.

…..แม้การปกครองแบบนี้จะสร้างเสถียรภาพให้อาณาจักรแต่หากเมื่อใดที่ส่วนกลางเกิดความอ่อนแอ ก็จะส่งผลให้ทั้งอาณาจักรปั่นป่วนตามไปด้วย
.

ชิงอำนาจกันในหมู่พระราชวงศ์หลายครั้งมาก โดยเฉลี่ยสิบสามถึงสิบสี่ปีต่อครั้ง ซึ่งทุกครั้งที่เปลี่ยนกษัตริย์พระองค์ใหม่ เหล่าขุนนางข้าหลวงเดิมของกษัตริย์องค์ก่อนก็ถูกกวาดล้างไปจนหมด ทำให้ทุกครั้งที่ผลัดแผ่นดินต้องเปลี่ยนตัวข้าราชการแทบจะทั้งระบบทุกครั้ง(ประมาณว่า พอใครขึ้นเป็นนายก็กวาดล้างลูกน้องของนายคนก่อนและเอาคนของตัวเสียบแทน) การกวาดล้างขุนนางบ่อยเช่นนี้ ทำให้อโยธยาขาดแคลนขุนนางที่มีความสามารถมาใช้ในการบริหารบ้านเมือง จนทำให้การบริหารงานตลอดจนกองทัพเสื่อมลง
.

…..ทว่าการศัตรูเก่าอย่างพม่าที่เคยมีแสนยานุภาพทัดเทียมกันเกิดความวุ่นวายภายในจนอ่อนแอลง ทำให้อโยธยาที่ไร้สงครามดูมีเสถียรภาพมากกว่า พ่อค้าจากต่างแดนเข้ามาทำการค้ามากกว่า ผู้คนทำมาหากินคล่อง เงินทองหมุนเวียนมาก กล่าวง่ายๆคือ การที่ดินแดนรอบข้างวุ่นวายด้วยสงครามภายใน ทำให้อานิสงค์ตกอยู่กับอโยธยาและด้วยเหตุนี้จึงทำให้เหล่าขุนนางที่ขึ้นมามีอำนาจไม่สนใจในการปรับปรุงบ้านเมือง เพราะติดอยู่ในภาพลวงของความมั่งคั่งและความสงบ ต่างฝ่ายก็สนใจเพียงรักษาอำนาจที่ตนเองมีและใช้โอกาสของควมมั่งคั่งของบ้านเมืองแสวงหาผลประโยชน์เข้าหาตัวเองและพวกพ้อง
.

…..จนกระทั่งเมื่อพม่าได้รวมตัวเป็นปึกแผ่นด้วยผู้นำและกองทัพที่เข้มแข็ง อาณาจักรพม่าจำต้องหาแหล่งทรัพยากรมาสนับสนุนการสร้างอาณาจักรใหม่ที่กำลังเติบโตของตน จึงส่งทัพเข้าโจมตีหัวเมืองเล็กน้อยรอบข้างก่อนจะระดมทัพใหญ่มาทำสงครามกับอโยธยา
.

…..และความที่อโยธยานั้น มีเพียงภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูเข้มแข็ง หากแต่แท้จริงนั้น การบริหารงานภายในอ่อนแอ ด้วยขาดคนมีความสามารถมาบริหารบ้านเมือง ส่วนพวกที่ทำงานอยู่นั้นส่วนใหญ่ได้ตำแหน่งเพียงเพราะเจ้านายฝ่ายของตนได้เป็นผู้ชนะ แต่ตนเองกลับไม่มีความสามารถในการทำงานเพียงพอ
.

…..ดังนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่เข้มแข็ง อโยธยาจึงไม่อาจต้านรับได้ จนสุดท้ายจึงต้องเสียกรุงให้แก่ข้าศึกไปทั้งยังทำให้อาณาจักรต้องล่มสลายไปอีกด้วย
.

…..ซึ่งการเสียกรุงครั้งที่สองนี้ นอกจากเรื่องการขาดความสามัคคี ความอ่อนแอของกองทัพ ความเข้มแข็งของผู้รุกราน แล้ว ส่วนหนึ่งยังมาจากการที่ผู้บริหารบ้านเมืองยึดติดอยู่กับการแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวและหลงเพ้อกับภาพลวงตาของความมั่งคั่งจนมองไม่เห็นปัญหาที่สะสมอยู่ ถ้าเปรียบไปก็คล้ายกับไม้ใหญ่ที่ภายนอกดูแข็งแกร่งมั่นคง แต่ภายในผุกร่อนจากแมลงชอนไช ครั้นเมื่อถูกลมพายุพัดก็หักโค่นลงอย่างง่ายดาย

 

Related posts:

4 thoughts on “บทเรียนจากการเสียกรุง

  • สิงหาคม 11, 2011 at 11:14 pm
    Permalink

    สาเหตุของการเสียกรุงฯ เพราะคนทุกคนเห็นแก่ตัวใช่มั้ย ไม่สนใจส่วนรวม คิดถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตน สุดท้ายประเทศก็สูญสิ้นทุกอย่้าง ส่วนรวมอยู่ไม่ได้ ส่วนตนจะอยู่ได้อย่างไร ช่างสอดคล้องกับภาวะของประเทศตอนนี้จริงๆ

    Reply
  • สิงหาคม 26, 2011 at 4:56 pm
    Permalink

    คงไม่มีใครทำร้ายไทยได้มากเท่าไทยทำร้ายกันเอง น่าเศร้าที่จนบัดนี้ คนไทย ก็ไม่เคยเปลี่ยนเลย

    Reply
  • กันยายน 3, 2011 at 11:11 pm
    Permalink

    ประวัติศาสตร์เหมือนกงล้อ พอๆกับที่คนเราไม่เคยจดจำบทเรียนที่ผ่านมา

    Reply
  • กรกฎาคม 16, 2012 at 8:59 pm
    Permalink

    กงล้อแห่งประวัติศาสตร์มักจะหมุนวนมาที่เดิม

    Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*