ชาวมายา พิธีบูชายัญและสงครามแห่งดวงดาว

จากที่เคยเชื่อกันมานานว่า พวกเขาคือชนเผ่านักดาราศาสตร์ผู้เฝ้ามองการเคลื่อนไหวของดวงดาวด้วยความสงบและสันติ ทว่าเมื่อภาษาในบันทึกโบราณของพวกเขาได้ถูกถอดความออกมา มันได้บอกเล่า เรื่องราวของพิธีบูชายัญนองเลือดและสงครามอันดุเดือดระหว่างนครรัฐ

ชาวมายาเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งของอเมริกา อารยธรรมของพวกเขาก่อกำเนิดเมื่อราว ค.ศ. 500 บนดินแดนของคาบสมุทรยูคาตัน ซึ่งในปัจจุบันคือ ประเทศกัวเตมาลา ฮอนดูรัส เบลิซ เอลซัลวาดอร์ และทางใต้ของเม็กซิโก โดยได้รับอิทธิพลมาจากชาวโอลเม็คและนครรัฐเตโอติฮัวกันแห่งหุบเขาเม็กซิโก จากนั้นชาวมายาก็ได้สร้างวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาขึ้นมา

แม้ชาวมายาจะเหมือนกับชนพิ้นเมืองกลุ่มอื่นๆ ในอเมริกาที่ไม่มีเครื่องมือโลหะและวงล้อไว้ใช้งาน แต่พวกเขาก็สามารถก่อสร้างพีระมิดและพระราชวังอันโอ่อ่ารวมทั้งอนุสาวรีย์อันงดงามได้ นอกจากนี้พวกมายายังเป็นชนกลุ่มแรกของอเมริกาที่ทำบันทึกลายลักษณ์อักษรแบบเป็นระบบเอาไว้ด้วย ทั้งนี้ชนกลุ่มอื่นๆ ในแถบอเมริกาจะไม่ค่อยบันทึกชื่อ วันเวลาและรายละเอียดของเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ทว่าชาวมายากลับจดบันทึกลำดับการขึ้นและลงของเหล่าผู้ปกครองของพวกเขาเอาไว้ รวมทั้งเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของผู้ปกครองเหล่านั้น โดยเรื่องราวทั้งหมดจะถูกจดเป็นอักษรภาพที่สวยงามและสมบูรณ์แบบลงบนอนุสาวรีย์หิน รวมทั้งกระดาษที่ทำจากเปลือกไม้และหนังสัตว์

อารยธรรมมายาเริ่มต้นจากชุมชนเกษตรกรรมกลางป่าลึก ชนพื้นเมืองเหล่านี้รู้จักการเพาะปลูกธัญพืชหลากหลายชนิด เช่น ข้าวโพด โกโก้ ข้าวสาลี รวมทั้งยังทำเครื่องมือจับปลาและกั้นคอกเพื่อเลี้ยงสัตว์ที่จับมาจากป่า เช่น กวางและไก่งวงป่าไว้เป็นอาหาร พวกเขามีความสามารถในการทำกสิกรรมเป็นอย่างมาก  ทั้งนี้ เนื่องจากผืนดินของคาบสมุทรยูคาตันอันเป็นที่ตั้งอารยธรรมของพวกเขานั้นไม่ได้มีความอุดมสมบูรณ์มากนัก แต่ชาวมายาก็ได้ใช้เทคนิคต่างๆ ทางการเกษตรเช่น การทำระบบชลประทาน การใส่ปุ๋ย การปลูกพืชแบบขั้นบันได การพักดินและปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้นจนสามารถเลี้ยงดูพลเมืองได้อย่างเพียงพอทั้งยังมีจำนวนเหลือพอที่จะทำการค้าขายระหว่างกันได้ ทั้งนี้บรรดาพ่อค้าชาวมายาจะขนส่งสินค้าโดยใช้เส้นทางถนนที่ตัดผ่านป่าทึบและเรือแคนูที่ล่องขึ้นลงตามลำน้ำ สินค้าที่ถูกซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน มีทั้งผลผลิตทางการเกษตรชนิดต่างๆ หินหยก แร่ไพไรต์ ขนนกเควตซัลต์และหนังสัตว์หายาก โดยในบางครั้งพวกเขาจะใช้เมล็ดโกโก้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าพวกมายาจะมีอารยธรรมที่รุ่งเรือง แต่พวกเขาไม่ได้รวมตัวกันเป็นอาณาจักรหนึ่งเดียว หากแต่ปกครองในรูปแบบนครรัฐต่างๆ เหมือนกับบรรดานครรัฐในยุคกรีกโบราณ ซึ่งนครรัฐของชาวมายาเหล่านี้ จะมีวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาที่คล้ายคลึงกันในด้านศาสนาของชาวมายานั้น เทพเจ้าสูงสุดของพวกเขาคือ เทพแห่งข้าวสาลี ซึ่งมีตำนานเล่าว่า พระองค์ได้สิ้นพระชนม์ลง หลังการต่อสู้ในเกมการแข่งขันกับเจ้าแห่งอเวจีและมาจุติในรูปของฝักข้าวโพด อันเป็นอาหารหลักของชาวมายา และเรื่องราวของเทพแห่งข้าวสาลีนี้เองที่เป็นจุดกำเนิดของพิธีกรรมที่สำคัญของพวกเขา นั่นคือ การแข่งบอล

การแข่งบอลของชาวมายานั้นถูกจำลองมาจากเกมการแข่งขันของเทพเจ้าในตำนาน พวกเขาจะจัดการแข่งขันในลานศิลา โดยใช้ลูกยางแข็งขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ (ส่วนในตำนานนั้น เล่าว่าเจ้าแห่งอเวจีใช้กระโหลกมนุษย์แทนลูกบอล) และเนื่องจากลูกบอลยางนี้แข็งมาก บรรดาผู้เข้าแข่งขันจึงต้องสวมเครื่องป้องกันที่ช่วงแขน อกและข้อศอก สำหรับการแข่งขันจะมีผู้เล่นฝ่ายละสองคน พวกเขาจะใช้สะโพกกับไหล่รับและส่งลูกบอล โดยจะต้องส่งลูกบอลเข้าห่วงที่แขวนอยู่บนกำแพงด้านตรงข้ามให้ได้ (เกมนี้จะคล้ายกับบาสเกตบอล) ส่วนกติกานั้นก็คือ ผู้แพ้จะต้องถูกสังหารเพื่อบูชายัญ โดยพวกมายาเชื่อว่า โลหิตของผู้ที่ถูกบูชายัญจะหล่อเลี้ยงโลกและฟื้นฟูพระพรของเทพแห่งข้าวสาลีให้กลับคืนมา

การแข่งบอลเป็นเพียงหนึ่งในการบูชายัญเลือดหลายแบบของพวกมายาที่กำหนดขึ้นเพื่อจุดมุ่งหมายทางศาสนา ทั้งนี้ในบางครั้งการบูชายัญอาจทำโดยการที่กษัตริย์และพระราชวงศ์จะกรีดโลหิตปริมาณมากจนเกิดภาพหลอนและนิมิตต่างๆ นอกจากนี้ เหล่ากษัตริย์และพระราชวงศ์ของนครรัฐต่างๆ จะทรงเข้าร่วมการต่อสู้เชิงพิธีกรรมกับนครรัฐฝ่ายตรงข้าม โดยมีจุดหมายเพื่อที่จะได้ตัวอีกฝ่ายมาบูชายัญ ทั้งนี้ พวกเขาเชื่อว่า โลหิตของเชลยชั้นสูงเหล่านี้จะเป็นที่โปรดปรานของเทพเจ้ามากเป็นพิเศษ

ชาวมายามีความสนใจในเรื่องของดาราศาสตร์ พวกเขาเฝ้ามองการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดวงดาวต่างๆ ด้วยเหตุผลทั้งทางโลกและทางจิตวิญญาณ การสังเกตวันที่กลางคืนกับกลางวันยาวเท่ากันและปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์อื่นๆเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดเวลาเพาะปลูกธัญพืช แต่เหตุผลหลักที่พวกมายาเฝ้าติดตามตำแหน่งดาวก็เพื่อพวกเขาจะได้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ให้ตรงกบการเคลื่อนที่ของดวงดาวที่พวกเขานับถือและเชื่อว่าเป็นตัวกำหนดโชคชะตาของพวกเขา ทั้งนี้จากการที่หลักฐานชิ้นแรกๆ เกี่ยวกับชนเผ่านี้ที่ถูกค้นพบ แสดงถึงความสนใจในด้านดาราศาสตร์ของพวกเขานี่เอง จึงทำให้ครั้งหนึ่งเคยมีความเชื่อว่า พวกมายาเป็นชนเผ่าที่รักสงบและสนใจในศาสตร์ของดวงดาวต่างๆ

ทว่าเมื่อนักภาษาศาสตร์สามารถถอดรหัสงานเขียนของมายาได้แล้ว จึงได้ทราบกันว่า นอกจากจะเป็นนักดาราศาสตร์แล้วชนเผ่ามายายังเป็นนักรบที่เหี้ยมหาญอีกด้วย โดยบันทึกโบราณของพวกเขาได้บอกเล่าถึงเรื่องราวของการทำสงครามนับครั้งไม่ถ้วนระหว่างนครรัฐต่างๆ ซึ่งสงครามส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อขยายดินแดนและมุ่งที่จะจับเหยื่อมาบูชายัญต่อเทพเจ้า

ในยุคที่ชาวมายาเรืองอำนาจนั้น มีนครรัฐมากมายกระจายตัวอยู่ทั่วดินแดนของพวกเขา บางนครรัฐอย่าง ติกาล ปาเลงเก้ คาลักมุล และโคปัน เป็นนครที่ใหญ่ เข้มแข็งและทรงอิทธิพล บรรดานครเหล่านี้มักขยายอำนาจของตนเข้าสู่รัฐเพื่อนบ้านรอบข้างทั้งด้วยวิธีทางการทูต การสมรสข้ามพระราชวงศ์และการทำสงคราม

สงครามของชาวมายา ถูกเรียกว่าสงครามดวงดาว เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่า ดาวศุกร์คือผู้ที่ควบคุมการสงครามดังนั้นทุกครั้งก่อนการทำศึก บรรดาแม่ทัพจะเฝ้ามองการเคลื่อนที่ของดาวศุกร์บนท้องฟ้าในยามค่ำคืนจากนั้นจึงวางแผนการรบตามลักษณะการเคลื่อนที่ของดาวศุกร์ที่พวกเขาสังเกตเห็น

หนึ่งในสงครามสำคัญของชาวมายา เริ่มจากการแข่งขันระหว่างสองมหานครใหญ่คือ ติกาลและคาลักมุล มหานครทั้งสองได้เริ่มแผ่อำนาจของตนทั้งโดยการทำสงครามและใช้วิธีทางการทูตกับนครรัฐรอบข้าง จนทั้งสองฝ่ายต่างก็มีรัฐพันธมิตรและบริวารในอาณัติเป็นจำนวนมาก

ทั้งติกาลและคาลักมุลได้ก้าวขึ้นสู่ความเป็นมหาอำนาจของดินแดนมายาในเวลาไล่เลี่ยกันและกลายเป็นคู่แข่งขันที่เผชิญหน้ากันยาวนานกว่า 130 ปี ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงพลังอำนาจของตนอย่างเต็มที่ ทั้งการแข่งขันด้านศิลปกรรมและการสร้างอนุสาวรีย์ศิลา ไปจนถึงการทำสงครามย่อยๆระหว่างกันหลายต่อหลายครั้ง จนมาถึงปี ค.ศ. 562 กองทัพคาลักมุลก็ได้ทำลายนครติกาลจนย่อยยับ ซึ่งกว่าที่ติกาลจะฟื้นตัวได้ก็ต้องใช้เวลาอีกเกือบ 100 ปี

หลังจากได้ชัยชนะเหนือติกาลแล้ว ต่อมา ในปี ค.ศ.599 คาลักมุลได้ส่งกองทัพเข้าโจมตีนครปาเลงเก้ นครใหญ่ที่อยู่บริเวณภาคตะวันตก และได้รับชัยชนะเหนือราชินีโยก์ล อิกนัล ผู้ปกครองปาเลงเก้ ซึ่งเป็นหนึ่งในสตรีไม่กี่นางที่ได้ปกครองนครรัฐมายา โดยหลังชนะศึก พวกคาลักมุลได้ทำลายรูปสลักของเทพประจำเมืองจนหมดสิ้น ทว่าใน ปีค.ศ. 612 กษัตริย์ปาคาลแห่งปาเลงเก้ก็ร่วมมือกับนครติกาลที่กำลังฟื้นตัวโดยทั้งสองนครได้รวมกำลังเป็นพันธมิตรกันและเอาชนะคาลักมุลได้สำเร็จ จากนั้นทั้งติกาลและคาลักมุลก็กลับเข้าสู่ภาวะของการเผชิญหน้าในฐานะของคู่แข่งที่ทัดเทียมกันอีกครั้ง

ทว่าดุลยภาพของอำนาจระหว่างนครทั้งสองได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในปี ค.ศ.630 เมื่อติกาลพยายามแผ่อำนาจเข้าไปในเมืองที่อยู่ในลุ่มน้ำปาซิยอนใกล้กับเขตแดนของคาลักมุล โดยการสร้างเมืองหน้าด่านเล็กๆแห่งหนึ่งที่ถูกเรียกชื่อในภาษาสเปนว่า ดอสปีลัสและในปี ค.ศ. 635 ก็ได้ส่งเจ้าชาย นาม บาลาจ ชาน คาวีอิล มาปกครอง

เมื่อถึง ปี ค.ศ. 658  คาลักมุลได้เข้าโจมตีเมืองนี้และจับตัว บาลาจ ชาน คาวีอิลไป โดยกษัตริย์แห่งคาลักมุลได้ไว้ชีวิตเจ้าชายองค์นี้และต่อมาได้แต่งตั้งให้พระองค์เป็นผู้ปกครองดอสปีลัส จากนั้นในฐานะแม่ทัพของคาลักมุล เจ้าชายองค์นี้ก็ได้ช่วยขยายอำนาจของคาลักมุลไปจนทั่วลุ่มน้ำปาซิยอน  ก่อนที่พระองค์จะรับบัญชาจากคาลักมุลให้นำทัพเข้าโมตีนครติกาล บ้านเกิดของพระองค์ในปี ค.ศ.679  ซึ่งกองทัพของบาลาจ ชาน คาวีอิลได้รับชัยชนะเหนือติกาลและสังหารกษัตริย์แห่งติกาลซึ่งมีศักดิ์เป็นพระเชษฐาของพระองค์ลงในสมรภูมิ ชัยชนะครั้งนี้ทำให้คาลักมุลกลายเป็นนครที่เข้มแข็งที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในอีกยี่สิบปีต่อมา นครติกาลก็ได้ฟื้นตัวอีกครั้งและส่งทัพใหญ่มาทำศึกกับคาลักมุล ซึ่งในคราวนี้ นครคาลักมุลเป็นฝ่ายถูกทำลายจนล่มสลายและไม่อาจฟื้นตัวได้อีก ทว่าติกาลเองนั้นแม้จะชนะศึก แต่ก็ยังต้องทำสงครามต่อเนื่องกับนครดอสปีลัสที่ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำของเหล่านครพันธมิตรและบริวารเดิมของคาลักมุล การทำสงครามที่ยาวนานส่งผลให้ติกาลเริ่มอ่อนแอลงจนสูญเสียอำนาจการควบคุมดินแดนที่เคยอยู่ในอาณัติของตนและไม่อาจกลับคืนสู่ความรุ่งเรืองได้อีก แม้ในเวลาต่อมา เมื่อนครดอสปีลัสจะถูกเหล่าเมืองขึ้นโจมตีจนล่มสลายไปแล้ว สงครามระหว่างนครรัฐทั้งหลายในคาบสมุทรก็ยังคงไม่สิ้นสุด

สงครามทำให้บรรดานครรัฐของมายาอ่อนแอลง แต่กระนั้นอารยธรรมมายาก็ยังคงดำรงอยู่มาจนถึง ช่วง ค.ศ. 900 ความเสื่อมสลายของพวกเขาก็ก่อตัวขึ้น ทั้งนี้สิ่งที่บั่นทอนอารยธรรมของชาวมายา เริ่มขึ้นจากการแข่งขันระหว่างนครรัฐต่างๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งการทำสงครามกันและการแข่งขันกันสร้างอนุสาวรีย์เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ที่ทำให้ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันการที่ประชากรของนครใหญ่หลายแห่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น ทำให้ผืนป่ากว้างใหญ่ถูกทำลายลงเพื่อนำพื้นที่มาใช้ในการกสิกรรมเลี้ยงดูประชากรที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งในช่วงเวลาดังกล่าว ได้มีชนชั้นสูงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีความจำเป็นที่ต้องการบริโภคทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยและการประกอบพิธีกรรมที่หรูหรามากขึ้นตามไปด้วย สิ่งต่างๆเหล่านี้ได้กลายเป็นตัวเร่งในการล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติของดินแดนมายาให้ร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว

การสูญเสียพื้นที่ป่าได้ส่งผลต่อสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมของดินแดนมายา หลายครั้งที่เกิดความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศทั้งพายุ น้ำท่วมและความแห้งแล้ง จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อการเพาะปลูกและส่งผลให้ผลผลิตที่หล่อเลี้ยงผู้คนมีจำนวนลดน้อยลง ซึ่งสวนทางกับความต้องการบริโภคที่มากขึ้นของเมืองใหญ่จนนำไปสู่การรีดภาษีจากบรรดาหมู่บ้านรอบข้าง ทำให้พลเมืองของหมู่บ้านเหล่านั้นพากันไม่พอใจจนก่อจลาจลและลุกลามกลายเป็นการกบฏ ความวุ่นวายเช่นนี้ได้เกิดขึ้นกับนครรัฐต่างๆ แทบจะทั่วทั้งคาบสมุทร จนในที่สุด ก็นำไปสู่ความล่มสลายของอารยธรรมมายาทั้งหมด ในช่วงปี ค.ศ.1000

เมื่ออารยธรรมล่มสลาย บรรดาชาวมายาที่เหลือต่างก็ละทิ้งเมืองของพวกเขาไป ไร่นาที่แห้งแล้งและว่างเปล่าถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง และเมื่อกาลเวลาผ่านไปหลายร้อยปี ธรรมชาติก็เริ่มฟื้นตัว ขณะที่บรรดานครต่างๆ ซึ่งถูกทอดทิ้งนั้นก็ค่อยๆ แปรสภาพจนกลายเป็นป่าดงดิบอีกครั้งหนึ่ง

การล่มสลายของชาวมายาไม่ได้มีสาเหตุมาจากการรุกรานของข้าศึกภายนอกหรือโรคระบาดร้ายแรง หากแต่มีสาเหตุสำคัญมาจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากจนเกินขีดจำกัด ทำให้สภาพแวดล้อมในดินแดนของพวกเขาสูญเสียไปและท้ายที่สุดมนุษย์ก็ไม่อาจอยู่อาศัยได้อีกต่อไป ซึ่งบางที ในวันหนึ่งข้างหน้า หากมนุษย์เรายังคงแก่งแย่งแข่งขันกันเองและล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร้ขอบเขตไปเรื่อยๆ เช่นนี้แล้ว อารยธรรมของมนุษย์โลกอาจต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับพวกมายาก็เป็นได้
Apocalypto Sacrifice Scene จาก www.youtube.com

 

Related posts:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*