vaam

ข้าลืมตาขึ้นอีกครั้ง เมื่อยามเช้า ภาพแรกข้าเห็นคือ มือข้างหนึ่งที่สวมแหวนทองมีหัวแหวนคล้ายรูปเปลวเทียน ข้ามองไล่ขึ้นไป ก็พบว่า เจ้าของมือข้างนั้น เป็นชายวัยกลางคน ผิวเกรียมแดด ผมสีน้ำตาล ใบหน้าคมเข้ม เคราสีน้ำตาลตัดเล็มอย่างเรียบร้อย แต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดดำ นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง และกำลังมองดูข้าด้วยดวงตาสีเหล็กกล้า

“เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าหนุ่ม” ชายผู้นั้นถาม

ข้าพยายามลุกจากเตียง แต่ก็รู้สึกเจ็บแปล๊บที่หน้าอกและพบว่ามีผ้าพันแผลพันรอบหน้าอกอยู่

ข้าว่า เจ้านอนลงก่อนเถอะ ไม่เช่นนั้นแผลจะปริได้” ชายแปลกหน้าบอก  

ข้ามองดูคนที่นั่งข้างเตียง “ท่านเป็นใคร แล้วนี่ข้าอยู่ที่ไหน

ข้าชื่อ ลุดวิก ฟรานซิส ที่นี่เป็นบ้านข้าเอง

ข้ามาอยู่ที่นี่ได้ไง

เจ้าจำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้เลยหรือ

เมื่อคืน…” ข้าพึมพำพลางนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะรู้สึกเย็นวาบ เมื่อความจำกลับคืนมา สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ผิดอะไรกับฝันร้าย เสียงกรีดร้องยังคงติดหูและกลิ่นคาวเลือดก็คล้ายยังอบอวลอยู่รอบตัว

ชายหญิงสองคนนั่น พวกนั้นเป็นอะไรกันแน่ ทำไม พวกเขาถึงได้…” ลำคอข้าแห้งผาก เมื่อนึกถึงภาพดวงหน้าดุร้ายโหดเหี้ยมเหล่านั้น

เจ้าเคยได้ยินเรื่อง แวมไพร์ บ้างไหม” ลุดวิกพูด

ท่านหมายถึง ผีดูดเลือด ในตำนานพื้นบ้าน น่ะหรือ” ข้ามองหน้าเขาก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อคิดอะไรขึ้นมาได้ ”ท่านกำลังจะบอกว่า สองคนนั่นเป็นแวมไพร์ อย่างนั้นหรือ

ใช่

นี่หมายความว่าพวกแวมไพร์ก็มีอยู่จริงน่ะสิ” ข้าเคยได้ยินเรื่องของแวมไพร์มามากมาย แต่ถึงกระนั้นข้าก็ยังไม่ปักใจเชื่ออย่างเต็มที่ว่า พวกมันจะมีอยู่จริง จนกระทั่งถึงเวลานี้

ลุดวิกพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า “พวกมันมีอยู่จริงแต่คงไม่เหมือนกับที่เจ้าเคยรู้มานักหรอก

ท่านหมายความว่าอย่างไร

เอาเป็นว่า เจ้าอยากรู้ไหมว่า แวมไพร์อย่างพวกที่เจ้าเจอเมื่อคืนนี้ แท้จริงเป็นอย่างไร

ข้ามองหน้าคนพูด ก่อนพยักหน้ารับ ถึงอย่างไรตอนนี้ข้าก็ยังไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว หากจะต้องฟังเรื่องที่เขาจะเล่า ก็คงไม่เลวร้ายอะไรนัก

 ….ตลอดเช้าวันนั้น ลุดวิกได้เล่าเรื่องแวมไพร์ให้ข้าได้ฟัง ซึ่งหลายเรื่องแตกต่างไปจากที่เคยได้ยินมา อย่างเช่น แวมไพร์ไม่ได้แพ้กระเทียมและแสงแดดก็ทำลายพวกมันไม่ได้ เพียงแต่ทำให้พวกมันอ่อนแอและเชื่องช้าลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออยู่กลางแดดจ้า อย่างเช่น ตอนเที่ยงวัน พวกแวมไพร์ไม่สามารถเปลี่ยนร่างได้และไม่ได้เป็นอมตะ หากแต่มีอายุยืนยาวกว่ามนุษย์หลายเท่าและการดื่มเลือดมนุษย์จะทำให้พวกมันคงความอ่อนเยาว์ไว้ได้นานยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ พวกแวมไพร์ยังทนทานต่ออาวุธและฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บได้เร็ว มันมีกำลังมหาศาลและว่องไว โดยเฉพาะในตอนกลางคืนหรือช่วงที่มีแสงแดดอ่อนๆ การสังหารพวกมันจะทำได้อย่างเด็ดขาดก็ด้วยการตัดหัวหรือใช้ไฟเผาเท่านั้น

แล้วที่ว่า หากใครถูกแวมไพร์กัด แล้วต้องกลายเป็นแวมไพร์ล่ะจริงไหม” ข้าถามแทรกเนื่องจากเริ่มกังวล เพราะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนข้าถูกพวกมันตัวหนึ่งกัดเอา

การเปลี่ยนมนุษย์ธรรมดา ให้เป็นแวมไพร์ มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก” ลุดวิกบอก ”ข้ารับรองได้ว่า การกัดเมื่อคืนไม่ทำให้เจ้ากลายเป็นพวกมันแน่

แม้จะยังไม่เชื่อเต็มที่นัก แต่นั่นก็ทำให้ข้ารู้สึกโล่งใจขึ้น และฟังเรื่องที่อีกฝ่ายเล่าต่อได้

นอกจากเรื่องของแวมไพร์แล้ว  ลุดวิกยังได้เล่าถึงสิ่งที่เขาทำและเป็นอยู่ เขาเล่าว่า เขาเป็นหนึ่งในอัศวินแห่งคณะเปลวอัคคี ซึ่งเป็นสมาคมลับเก่าแก่ของเหล่านักรบที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ยุคของกษัตริย์ชาลมาญแห่งจักรวรรดิคาโรลิงเจียน โดยเหล่าอัศวินเปลวอัคคีได้ทำสงครามกับพวกแวมไพร์มาเป็นเวลายาวนานหลายศตวรรษแล้ว หน้าที่ของพวกเขาคือการออกติดตาม ไล่ล่าและสังหารเหล่าแวมไพร์ทั่วทุกมุมโลก    

….เมื่อคืนนี้ เจ้าช่วยให้งานของข้าง่ายขึ้นมาก ข้าใช้เวลากว่าครึ่งปี ตามล่าแวมไพร์สองผัวเมียนั่น หากไม่ใช่เพราะเจ้า ข้าคงไม่ได้พบพวกมันแน่” ลุดวิกกล่าว

ใจจริง ข้าก็ไม่คิดว่าจะเสียสละตัวเองขนาดนั้นหรอก” ข้าบอก

ลุดวิกยิ้มเล็กน้อย สายตาของเขามองมาที่ข้าอย่างสนใจ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “บอกตามตรง หลังจากที่ได้เห็นเจ้าเมื่อคืนนี้แล้ว ข้าก็รู้สึกถูกชะตากับเจ้าเป็นพิเศษ เจ้าสนใจจะมาเป็นผู้ช่วยของข้าไหม

ข้าเนี่ยนะ” …..การเป็นเหยื่อล่อให้นักล่าแวมไพร์ ไม่ใช่งานที่ข้าอยากทำแน่…

 อีกฝ่ายเหมือนจะเดาใจข้าออก “ถ้าเจ้าตกลง ข้าจะจ่ายค่าตอบแทนให้อย่างงาม ชนิดที่ว่า ไม่มีงานใดในลอนดอนจะจ่ายให้เจ้าได้” เขายื่นข้อเสนอ

แต่…” ข้าเริ่มลังเล

หากเจ้าไม่ต้องการ ข้าก็จะไม่บังคับ”ลุดวิกลุกขึ้นจากเก้า อี้ ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ ๆ ว่า “อ้อ มีอีกอย่างที่ข้าจะบอกเจ้า เมื่อคืน ยังมีแวมไพร์ตัวอื่นอีกที่เห็นเจ้าอยู่ในบ้านหลังนั้น บางที พวกมันอาจคิดว่าเจ้าเป็นพวกเดียวกับข้าและอาจติดตามสังหารเจ้าเพื่อล้างแค้นให้พวกที่ตายก็เป็นได้

ในที่สุด ด้วยเหตุผลของการเอาชีวิตรอด รวมกับค่าตอบแทนที่งดงาม ข้าจึงกลายมาเป็นผู้ช่วยของมิสเตอร์ลุดวิก อย่างไม่เต็มใจนัก

การเป็นผู้ช่วยอัศวินนักล่า ได้ผลตอบแทนดีเยี่ยมอย่างที่ลุดวิกบอกไว้ก็จริง แต่มันก็เป็นงานที่แสนเหน็ดเหนื่อย น่าสยดสยองและเต็มไปด้วยอันตรายถึงตาย ข้าต้องฝึกฝนการต่อสู้แลการใช้อาวุธทุกชนิด ทั้งยังต้องฝึกทำและใช้ระเบิดแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นลูกระเบิดที่มีส่วนผสมพิเศษทำให้เกิดแสงสว่างเจิดจ้าพอๆกับแสงอาทิตย์ตอนเที่ยง

ฤทธิ์ของระเบิดนอกจากจะทำให้แวมไพร์เผยสภาพจริงแล้ว ยังทำให้ตาของมันพร่ามัวและเชื่องช้าลงทำให้ง่ายต่อการถูกสังหาร….อืม..ที่จริง มันก็ไม่ง่ายนักหรอก เพราะมีแวมไพร์หลายตนที่พลังแก่กล้า โดยเฉพาะพวกที่อยู่มานาน พวกนี้เจ้าเล่ห์และฟื้นตัวได้เร็ว ทำให้กว่าที่พวกเราจะสังหารมันได้ก็เกือบตายไปเหมือนกัน

พวกแวมไพร์ทั้งดุร้ายและเจ้าเล่ห์ พวกมันแฝงตัวปะปนกับคนธรรมดาจนแยกแทบไม่ออก แวมไพร์หลายตนเป็นพ่อค้า เจ้าของโรงเตี๊ยม สาวชาวนา มีแม้กระทั่งพวกที่ร่ำรวยเป็นเจ้าที่ดิน โดยในการล่าทุกครั้ง สายสืบของสมาคมเปลวอัคคีจะส่งข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมายมาให้เรา จากนั้นจึงเป็นงานของเราที่จะติดตามและสังหาร

ตลอดสองปีที่ผ่านมา ข้าได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับแวมไพร์เพิ่มขึ้นอีกมาก นอกจากนี้ข้ายังได้พิสูจน์คำบอกเล่าของมิสเตอร์ลุดวิกเกี่ยวกับการกัดของแวมไพร์ด้วย เพราะในช่วงแรก ๆ ที่ข้าเริ่มงานใหม่นั้น ข้าถูกพวกมันกัดและข่วนอีกหลายครั้ง แต่นอกจากบาดแผลแล้ว ข้าก็ยังคงเป็นปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง

ข้าติดตามเจ้านายของข้าไปทั่วยุโรปตั้งแต่เทือกเขา ป่าทึบ และเมืองใหญ่ เพื่อล่าสังหารเหล่าแวมไพร์ ทั้งๆที่ข้าเองไม่เคยคิดมาก่อนว่า ชีวิตนี้จะต้องมาเกี่ยวข้องกับเรื่องพิสดารน่าสยดสยองแบบนี้และอีกสิ่งหนึ่ง ที่ไม่เคยคาดคิดเลย ก็คือ วันหนึ่ง งานของข้าจะนำข้าเดินทางไปไกลจากบ้านเกิดมากถึงเพียงนี้

**********************        

เมืองมัทราส อินเดีย 27 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1683

หลังจากออกท่าที่อังกฤษมาหลายเดือน เรือไวท์พีเจียนก็มาถึงเมืองมัสทราส ชายฝั่งด้านตะวันตกของอินเดีย ซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีการค้าใหญ่ของบริษัทบริติชอีสต์อินเดียและเป็นจุดที่เรือของเราต้องแวะพักเพื่อขนถ่ายสินค้าลงและหาเสบียงเพิ่มก่อนจะออกเดินทางต่อไปยังสยาม

ข้ารู้สึกแปลกตากับดินแดนเขตร้อนที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่นี่มี แสงแดดเจิดจ้า ท้องฟ้าสดใส ต้นไม้เขียวชอุ่ม ผู้คนผิวสีน้ำตาลทำงานกันขวักไขว่ สินค้าที่ถูกนำมาขึ้นลงยังท่าเรือที่นี่มีมากมายละลานตา ตั้งแต่ ผ้าทอ เครื่องเทศ เครื่องเคลือบ ไปจนกระทั่งสัตว์ป่าอย่าง นกแก้วและเสือ ที่ถูกส่งไปเป็นของขวัญสำหรับผู้มีอำนาจในยุโรป เสียงผู้คนและกลิ่นเครื่องเทศอบอวลในบรรยากาศ ผิดกับความมืดสลัว ซึมเซา หนาวเย็นของยุโรป ข้าคิดว่า ถ้าสยามเป็นแบบนี้ ที่นั่นคงไม่ใช่สถานที่น่าอยู่สำหรับพวกแวมไพร์และงานของพวกเราคงมีไม่มากนัก…แต่ดูเหมือนว่า ข้าจะคิดผิด….////

ตกค่ำที่ท่าเรือ จอห์นออกมาเดินเล่น ขณะที่นายของเขากำลังพักผ่อนอยู่ในห้องพัก การที่อาณาเขตรอบ ๆ ท่าเรืออยู่ในการดูแลอย่างเข้มงวดของบริษัทบริติชอีสต์อินเดียและเขาเองก็พกดาบติดตัวทั้งยังมีความชำนาญในศิลปะการต่อสู้ทุกรูปแบบ ทำให้จอห์นคิดว่า การเดินเล่นตอนหัวค่ำแถวนี้ คงไม่เรื่องอันตรายแต่อย่างใด

ขณะที่เดินอยู่นั้น จอห์นสังเกตเห็น ชายชาวพื้นเมืองแต่งกายแบบพ่อค้าอาหรับเดินนำเด็กสาวผมยาวผิวสีน้ำตาลอ่อนสองคนที่น่าจะอายุไม่เกินสิบห้าปีไปที่บ้านพักของเจ้าหน้าที่บริษัทหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางดงมะพร้าวติดกับชายทะเล ทั้งสองสวมเสื้อบางๆและนุ่งผ้าคล้ายกระโปรงยาว ด้วยความอยากรู้ ทำให้เขาแอบตามไปดู และเห็นผู้ชายชาวยุโรปคนหนึ่งเดินมาเปิดประตูบ้าน

พ่อค้าชาวพื้นเมืองรับถุงใส่ของบางอย่าง ซึ่งจอห์นคิดว่าคงเป็นเงินจากชายชาวผิวขาว จากนั้น ก็ให้หญิงสาวทั้งสองคนเดินเข้าไปในบ้าน

จอห์นที่ซุ่มดูอยู่ในดงไม้ข้างบ้าน ส่ายหน้าอย่างสมเพช ที่แท้ก็พ่อเล้ากับไอ้พวกกลัดมันนั่นเอง เขาหันกลับและเดินออกมาอย่างไม่สนใจอะไรอีก ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะก้าวพ้นเขตดงมะพร้าว เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังแว่วมาจากบ้านหลังนั้น แม้เสียงคลื่นซัดชายฝั่งจะดังมาก แต่ประสาทหูที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดีตลอดสองปี ก็ทำให้เขาสามารถแยกเสียงนั้นออก มันเป็นเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจระคนเจ็บปวดของผู้หญิง

จอห์นกลับไปที่บ้านหลังนั้นและพยายามมองหารอยแตกของผนังเพื่อมองดูสิ่งที่อยู่ข้างในและเมื่อเขามองผ่านช่องว่างของรอยแตกเข้าไป สิ่งที่เขาเห็นท่ามกลางแสงตะเกียงสลัวในบ้านก็ทำให้เลือดในกายของเขาเย็นเฉียบ

 

Related posts:



Categories: นิยาย